เรือดำน้ำกับการปราบปรามยาเสพติด กรณีศึกษาจากกองทัพเรือโคลอมเบีย

เรือดำน้ำได้ชื่อว่าเป็นอาวุธทางทหารที่มีอำนาจการยิงที่รุนแรง สามารถจมเรือรบขนาดใหญ่ได้ด้วยตอร์ปิโดหนักเพียงลูกเดียว และเป็นเหมือนอาวุธลับที่มองไม่เห็นเนื่องจากใช้การซ่อนพรางในการปฏิบัติงานปกติ ซึ่งเมื่อพูดถึงเรือดำน้ำแล้วเรามักจะนึกถึงภารกิจทางทหารเป็นหลัก เช่น การโจมตีเรือผิวน้ำ การลาดตระเวนหาข่าว และการปราบเรือดำน้ำ อย่างไรก็ดีในยุคปัจจุบันที่สถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลเปลี่ยนแปลงไปจากโลก 2 ขั้วอำนาจที่มีภัยคุกคามที่ชัดเจนในสมัยสงครามเย็นเป็นโลกที่มีขั้วอำนาจเดียว (กับขั้วอำนาจใหม่ที่กำลังเริ่มท้าทายขั้วอำนาจเดิม แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่) ทำให้ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางทะเลได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปกลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในรูปของการก่อการร้าย โจรสลัด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ในทะเล ซึ่งเรือดำน้ำก็ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทและภารกิจไปจากเดิมเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามโจรสลัดหรือการปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ ทร.โคลอมเบียกับการใช้เรือดำน้ำในภารกิจการปราบปรามยาเสพติด โดย ทร.โคลอมเบียประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการใช้เรือดำน้ำเพื่อปราบปรามยาเสพติดจนกระทั่งได้สั่งซื้อเรือดำน้ำ Type 206A จาก ทร.เยอรมัน อีกจำนวน 4 ลำ (ปรับปรุงให้ใช้งานได้ 2 ลำ อีก 2 ลำใช้เป็นอะไหล่) เพื่อทดแทนเรือเก่าที่กำลังจะหมดอายุการใช้งาน ซึ่งเรือดำน้ำ Type 206A ดังกล่าวเป็นเรือที่ ทร.ไทยเคยเสนอความต้องการกับรัฐบาลในการสั่งซื้อจำนวน 6 ลำ แต่ไม่ผ่านการพิจารณาจากกระทรวงกลาโหม

ประเทศโคลอมเบียเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งทางทะเล
(ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

ประเทศโคลอมเบียมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ทางเหนือของทวีปอเมริกาใต้ โดยมีพรมแดนเชื่อมต่อระหว่างทวีปอเมริกาใต้และทวีปอเมริกาเหนือติดกับประเทศปานามา และมีชายฝั่งความยาวรวมประมาณ 2,900 กิโลเมตร สามารถออกสู่ทะเลได้ทั้งทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก จึงนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก รวมทั้งด้วยความที่ประเทศโคลอมเบียอยู่ในเขตร้อนชื้น มีภูมิอากาศและความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่มีปัญหาเรื่องความมั่นคงภายในจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ทำสงครามกองโจรต่อสู้กับรัฐบาลเป็นเวลาหลายสิบปี ทำให้พืชที่นิยมปลูกกันมากที่สุดคือต้นโคคา ซึ่งเป็นพืชที่นำไปผลิตยาเสพติดโคเคนและส่งไปขายนอกประเทศเพื่อนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มต่อต้านดังกล่าว และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในปี พ.ศ.๒๕๔๕ แต่โคลอมเบียก็ยังประสบปัญหาการปลูกต้นโคคาและการผลิตโคเคนส่งออกอยู่เนื่องจากกลุ่มกองกำลังกึ่งทหารที่รัฐบาลเคยใช้ในการปราบปรามฝ่ายต่อต้านได้แปลงสภาพกลายเป็นกลุ่มอาชญากรนอกกฏหมายที่หันไปค้ายาเสพติดเสียเองเพราะสามารถทำเงินได้ดี กล่าวคือ การปลูกต้นโคคาในพื้นที่ขนาด 1 เฮคเตอร์ (10,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 6 ไร่ 1 งาน) สามารถผลิตโคเคนได้ 1 กิโลกรัม ซึ่งมีราคาประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐฯ ในประเทศโคลอมเบีย แต่โคเคนในปริมาณเดียวกันมีมูลค่าประมาณ 25,000 เหรียญสหรัฐฯ (กว่า 12 เท่า) ในสหรัฐอเมริกา และมีมูลค่าประมาณ 50,000 เหรียญสหรัฐฯ (25 เท่า) ในยุโรป

เส้นทางลำเลียงยาเสพติดโคเคนออกนอกประเทศโคลอมเบียด้านทะเลแคริบเบียน (ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

เนื่องจากประเทศโคลอมเบียมีเส้นทางออกสู่ทะเลได้ทั้งทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน ผู้ค้ายาเสพติดในโคลอมเบียจึงมักใช้เส้นทางลำเลียงโคเคนออกนอกประเทศทางทะเล ซึ่งสามารถทำการขนส่งได้ครั้งละเป็นปริมาณมากและตรวจสอบได้ยาก โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศในแถบภูมิภาคอเมริกากลางผ่านทางหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนและทะเลเปิดในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งมีจุดรับการส่งกำลังบำรุงในทะเลหรือจุดถ่ายของในทะเลระหว่างทางเพื่อลำเลียงไปยังเรือขนาดใหญ่ต่อไป โดยจะขนถ่ายยาเสพติดจากจุดขนถ่ายบนฝั่ง (Focal Point) ไปยังเรือเล็กหรือเรือเร็วเพื่อนำไปส่งยังประเทศกลางทางในหมู่เกาะแคริบเบียนหรือลำเลียงขึ้นเรือขนาดใหญ่ในบริเวณจุดขนถ่ายในทะเลและมีการใช้เส้นทางกลมกลืนไปกับเรือประมงในพื้นที่ หรือเส้นทางอ้อมออกสู่ทะเลเปิดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจพบ

เส้นทางลำเลียงยาเสพติดโคเคนออกนอกประเทศโคลอมเบียด้านมหาสมุทรแปซิฟิก (ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

เรือที่ใช้ในการลักลอบขนส่งยาเสพติด
(ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

เรือที่ใช้ในการขนส่งยาเสพติดในทะเลมีตั้งแต่เรือประมงไปจนถึงเรือสินค้าขนาดใหญ่ โดยเรือขนาดใหญ่จะจอดรออยู่ในบริเวณจุดขนถ่ายในทะเลเพื่อรับยาเสพติดจากเรือขนาดเล็กนำออกไปสู่ทะเลลึกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการใช้เรือเร็วหรือ Go Fast Boat ซึ่งมีกราบต่ำ ตรวจจับได้ยาก และสามารถทำความเร็วได้สูงกว่าเรือของเจ้าหน้าที่รัฐจนต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ในการสกัดจับ และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้เริ่มมีการใช้ยานใต้น้ำ (Submersible Boat) ในการลำเลียงยาเสพติดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับทางทัศนะและเรดาร์ โดยยานใต้น้ำของผู้ค้ายาเสพติดมีจุดกำเนิดมาจากเรือกราบต่ำและในปัจจุบันได้พัฒนาไปจนมีลักษณะคล้ายเรือดำน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มีท่อ Snorkel สำหรับเดินเครื่องยนต์ดีเซลใต้น้ำ และมีหางเสือทางตั้งและทางระดับสำหรับควบคุมทิศทางและความลึก แต่ยานใต้น้ำดังกล่าวยังคงมีความแตกต่างจากเรือดำน้ำเต็มรูปแบบ กล่าวคือ สามารถดำได้เพียงปริ่มน้ำเท่านั้น และใช้พลังงานขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ดีเซลโดยตรง โดยยานใต้น้ำลำหนึ่งสามารถบรรทุกโคเคนได้ประมาณ 5 – 8 ตัน ทำความเร็วได้ประมาณ 4 นอต

ยานใต้น้ำที่ใช้ในการลักลอบขนส่งยาเสพติด (ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

ในส่วนของกองทัพเรือโคลอมเบีย มีพื้นที่รับผิดชอบแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชายฝั่งและอาณาเขตทางทะเลด้านตะวันออกฝั่งทะเลแคริบเบียน ขนาด 589,560 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ชายฝั่งและอาณาเขตทางทะเลด้านตะวันตกฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ขนาด 339,100 ตารางกิโลเมตร รวมความยาวชายฝั่งทั้ง 2 ด้าน 2,900 กิโลเมตร พื้นที่ลำน้ำในประเทศ รวมความยาว 18,155 กิโลเมตร และพื้นที่ทางบกที่ได้รับมอบหมาย ขนาด 40,835 ตารางกิโลเมตร กำลังหลักของกองทัพเรือโคลอมเบียประกอบด้วยเรือดำน้ำ Type 209 จำนวน 2 ลำ จากเยอรมนี และเรือดำน้ำ SX-506 จำนวน 2 ลำ จากอิตาลี (ซึ่งจะถูกทดแทนด้วยเรือดำน้ำ Type 206A มือสองจำนวน 2 ลำ จากเยอรมนี ที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุง) เรือฟริเกตจำนวน 4 ลำ เรือตรวจการณ์ เรือลำน้ำ กับอากาศนาวีปีกนิ่งและปีกหมุนอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งทหารนาวิกโยธิน จำนวน 24,000 นาย

พื้นที่รับผิดชอบของ ทร.โคลอมเบีย (ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

เรือดำน้ำของกองทัพเรือโคลอมเบียมีบทบาทสำคัญในภารกิจปราบปรามยาเสพติด โดยมีหน้าที่วางกำลังที่ระยะประมาณ 50 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งในบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดลักลอบขนถ่ายยาเสพติดลงเรือ เพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของเรือต้องสงสัย และแจ้งข้อมูลเรือต้องสงสัยไปยังหน่วยเรือและ
อากาศยานที่วางกำลังอยู่นอกชายฝั่งต่อไป

การวางกำลังสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดของประเทศโคลอมเบีย (ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

จุดเด่นของเรือดำน้ำในภารกิจปราบปรามยาเสพติดคือขีดความสามารถในการตรวจจับเสียงใต้น้ำระยะไกล ซึ่งถึงแม้ว่าผู้ค้ายาเสพติดจะใช้เรือกราบต่ำหรือยานใต้น้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับด้วยเรดาร์และการตรวจการณ์ทางทัศนะ แต่ก็ไม่สามารถซ่อนพรางเสียงเครื่องยนต์ที่แพร่ออกไปใต้น้ำเป็นระยะไกลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการใช้เรือเร็วหรือ Go Fast Boat ซึ่งมีขนาดเล็ก ตรวจจับด้วยเรดาร์และสายตาได้ยาก และสามารถใช้ความเร็วหลบหนีเรือฟริเกตและเรือตรวจการณ์ที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่ได้ แต่เนื่องจากมีเครื่องยนต์ที่เสียงดัง เรือดำน้ำจึงสามารถตรวจจับเรือประเภทนี้ด้วยโซนาร์ได้ที่ระยะไกลประมาณ 12 ไมล์ทะเล และสามารถแจ้งข้อมูลตำบลที่และการเคลื่อนที่ของเป้าให้กับเรือฟริเกตเพื่อส่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นสกัดกั้นต่อไป นอกจากนี้กองทัพเรือโคลอมเบียยังใช้เรือดำน้ำในการส่งชุดปฏิบัติการพิเศษขึ้นไปหาข่าวบนฝั่งในบริเวณต้องสงสัยเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผู้ค้ายาเสพติดตั้งแต่ก่อนการขนถ่ายยาเสพติดลงเรืออีกด้วย

พื้นที่ปฏิบัติการของเรือดำน้ำในภารกิจสกัดกั้นการลำเลียงขนส่งยาเสพติดทางทะเล (ภาพจาก ทร.โคลอมเบีย)

ข้อพิจารณาในการใช้เรือดำน้ำของกองทัพเรือโคลอมเบียสำหรับภารกิจปราบปรามยาเสพติด คือความสามารถในการซ่อนพรางและเฝ้าตรวจอยู่ในพื้นที่ได้เป็นเวลานาน สามารถปฏิบัติการได้ในพื้นที่ใกล้ฝั่งที่มีความลึกไม่มาก มีอุปกรณ์ตรวจจับและพิสูจน์ทราบเป้าได้ดีด้วยโซนาร์และกล้อง Periscope รวมทั้งมีขีดความสามารถในการติดต่อกับศูนย์บัญชาการและหน่วยกำลังอื่นในพื้นที่ กับสามารถส่งชุดปฏิบัติการพิเศษขึ้นฝั่งได้ โดยพื้นที่การวางกำลังของเรือดำน้ำมีขนาดความยาวประมาณ 30 ไมล์ทะเลขนานกับแนวชายฝั่ง และเรือดำน้ำจะเฝ้าตรวจอยู่ในพื้นที่เป็นเวลา 2 – 3 สัปดาห์ ตลอด 24 ชม. ที่ความลึก Periscope Depth (ประมาณ 15 เมตร) ซึ่งที่ความลึกนี้เรือดำน้ำสามารถใช้โซนาร์ในการตรวจจับเป้า ร่วมกับการใช้กล้อง Periscope ในการพิสูจน์ทราบเป้า และสามารถชักเสาวิทยุขึ้นเหนือผิวน้ำสำหรับการติดต่อสื่อสารได้ โดยเรือดำน้ำจะใช้ท่อ Snorkel เพื่อเดินเครื่องดีเซลใต้น้ำในการชาร์จแบตเตอรี่เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจพบ ทั้งนี้จากสถิติการจับกุมยาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 กองทัพเรือโคลอมเบียสามารถจับกุมโคเคนในทะเลได้กว่า 343 ตัน คิดเป็นร้อยละ 83 ของปริมาณโคเคนที่จับกุมได้ทั้งหมดทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งการใช้เรือดำน้ำลาดตระเวนเพื่อค้นหายานใต้น้ำและเรือ Go Fast Boat เป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของการจับกุมโคเคนในทะเลของโคลอมเบีย

โดยสรุปแล้วกองทัพเรือโคลอมเบียประสบความสำเร็จในการใช้เรือดำน้ำสำหรับภารกิจปราบปรามยาเสพติดเป็นอย่างดี จนกระทั่งได้มีการจัดหาเรือดำน้ำ Type 206A มือสองจาก ทร.เยอรมนี จำนวน 4 ลำ เมื่อปี พ.ศ.2555 โดยเรือดำน้ำดังกล่าวอยู่ในระหว่างปรับปรุงเพื่อใช้ในพื้นที่เขตร้อนจำนวน 2 ลำ และใช้เป็นอะไหล่อีก 2 ลำ ซึ่งเรือดำน้ำสามารถใช้โซนาร์ในการตรวจจับเป้าได้ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจจับยานใต้น้ำและเรือ Go Fast Boat ซึ่งตรวจจับด้วยเรดาร์หรือสายตาได้ยาก นอกจากนี้ความสามรถในการซ่อนพรางของเรือดำน้ำยังทำให้ผู้ค้ายาเสพติดไม่รู้ตัวว่ามีกำลังของกองทัพเรืออยู่ในพื้นที่ จึงไม่ทำให้ผู้กระทำผิดไหวตัวทันหรือเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงกำลังของกองทัพเรือ อย่างไรก็ดีปฏิบัติการของเรือดำน้ำเป็นปฏิบัติการที่เคร่งเครียดเนื่องจากกำลังพลประจำเรือดำน้ำซึ่งมีจำนวนน้อยต้องทำการตรวจสอบเป้าในพื้นที่อยู่ตลอดเวลา และมีเวลาในการวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของเป้า (การทำ Target Motion Analysis หรือ TMA) ไม่เกิน 3 นาทีเพื่อให้สามารถแจ้งให้เรือผิวน้ำส่งเฮลิคอปเตอร์ไปวางกำลังดักหน้าได้ทัน จึงจำเป็นต้องอาศัยการฝึกกำลังพลประจำเรือดำน้ำอย่างหนักเพื่อให้สามารถปฏัติการภายใต้สภาวะตึงเครียดได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ที่ผ่านมาเรือดำน้ำของกองทัพเรือโคลอมเบียมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของการจับกุมและปราบปรามยาเสพติดเป็นอย่างดี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s