สถานการณ์เรือดำน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – การเสริมสร้างกำลังหรือการแข่งขันสะสมอาวุธ?

แปลและเรียบเรียงจากบทความ Submarines in Southeast Asia: Proliferation, Not a Race ของ Koh Swee Lean Collin ซึ่งเป็น Associate Research Fellow ที่สถาบัน  Institute of Defence and Strategic Studies มหาวิทยาลัย Nanyang Technological University

ภาพจาก The Diplomat

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์เรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประการ นับตั้งแต่ข่าวการรับมอบเรือดำน้ำชั้น Kilo ลำแรกของเวียดนามเมื่อเดือนที่แล้ว ข่าวความสนใจในการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo ของอินโดนีเซียเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วหลังจากที่เพิ่งมีโครงการจัดหาเรือดำน้ำ Type 209 เพิ่มเติมจากเกาหลีใต้ และข่าวการจัดหาเรือดำน้ำ Type 218SG ของสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้ความสนใจในการจัดหาเรือดำน้ำแต่ยังติดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นไทย ฟิลิปปินส์ และพม่า

การให้ความสนใจในขีดความสามารถของเรือดำน้ำและการจัดหาเรือดำน้ำของหลายประเทศในภูมิภาคอาจถูกมองอย่างผิวเผินได้ว่าเป็นการแข่งขันสะสมอาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังเกตท่าทีของกองทัพเรือในภูมิภาคมักจะพบการอ้างถึงกำลังเรือดำน้ำของประเทศเพื่อนบ้านเป็นเหตุผลความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำของประเทศตนเอง ดังเช่นท่าทีของอินโดนีเซียที่กล่าวว่าต้องการเสริมสร้างกำลังเรือดำน้ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และท่าที่ของไทยที่มักกล่าวถึงเรือดำน้ำของประเทศในภูมิภาคเพื่อสนับสนุนความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีจากการพิจารณาเหตุผลทางเทคนิคและสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงจะพบว่าการจัดหาเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นการแข่งกันสะสมอาวุธระหว่างกัน นอกจากนี้แล้วผลกระทบด้านลบของการแพร่กระจายของเรือดำน้ำในภูมิภาคจะถูกลดทอนด้วยความร่วมมือกันเกี่ยวกับเรือดำน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ลักษณะทางเทคนิคของขีดความสามารถเรือดำน้ำในภูมิภาค

ถึงแม้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีเป้าหมายมากกว่าการเป็นกองเรือคงชีพ (Fleet in Being) เพื่อการป้องปราม แต่แนวโน้มของสถานการณ์เรือดำน้ำในภูมิภาคเป็นการดำรงขีดความสามารถมากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในกรณีของเวียดนามมีการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 6 ลำ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือครบทั้ง 6 ลำ ในปี ค.ศ.2016 และยังคงไม่มีแผนที่จะจัดหาเพิ่มเติม ในขณะที่อินโดนีเซียจัดหาเรือดำน้ำ Type 209 ใหม่จากเกาหลีใต้จำนวน 3 ลำ ซึ่งมีกำหนดส่งมอบในเวลาไล่เลี่ยกัน และคาดว่าเรือดำน้ำ Type 209 รุ่นเก่าของอินโดนีเซียอาจปลดระวางประจำการในอนาคตอันใกล้ ส่วนสิงคโปร์ซึ่งจัดหาเรือดำน้ำ Type 218SG จำนวน 2 ลำ เป็นการจัดหาเพื่อทดแทนเรือดำน้ำชั้น Challenger จำนวน 4 ลำ ทำให้จำนวนเรือดำน้ำในภาพรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นมากในอีก 10 ปีข้างหน้า

นอกจากการพิจารณาในเชิงปริมาณแล้ว ในส่วนของขีดความสามารถก็ยังไม่มีแนวโน้มของการแข่งขันสะสมอาวุธเรือดำน้ำในภูมิภาค สังเกตได้จากการที่สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่จัดหาเรือดำน้ำติดตั้งระบบ AIP ซึ่งทำให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าสามารถดำอยู่ใต้น้ำต่อเนื่องได้นานโดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ แต่การจัดหาเรือดำน้ำของประเทศอื่นในภูมิภาคก็ไม่ได้ติดตั้งระบบ AIP เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ ในส่วนของขีดความสามารถที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นโดยรวมคงเป็นขีดความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากใต้น้ำ เริ่มจากมาเลเซียเป็นประเทศแรกที่สามารถยิงอาวุธปล่อยฯ Exocet จากเรือดำน้ำชั้น Scorpene ตามด้วยเวียดนามที่มีขีดความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยฯ Klub-S จากเรือดำน้ำชั้น Kilo และอินโดนีเซียก็ได้แสดงความสนใจในขีดความสามารถดังกล่าวของเรือดำน้ำชั้น Kilo เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีขีดความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำจากเรือดำน้ำเป็นแนวโน้มของการพัฒนาเทคโนโลยีเรือดำน้ำมากกว่าการแข่งขันด้านขีดความสามารถเรือดำน้ำ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในภูมิภาคที่ให้ความสนใจขีดความสามารถในการยิง Cruise Missile ระยะไกลจากเรือดำน้ำ (Submarine Launched Cruise Missile – SLCM) ที่สามารถยิงเป้าหมายบนฝั่งได้ ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาคมากกว่า

ลักษณะทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มความร่วมมือในภูมิภาค

นอกจากการพิจารณาแนวโน้มทางเทคนิคของขีดความสามารถเรือดำน้ำแล้ว การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีแนวโน้มเป็นไปได้ต่ำเมื่อพิจารณาจากสภาพแวดล้อมทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีเสถียรภาพมากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000’s เป็นต้นมา โดยหลายประเทศได้แสวงหาแนวทางระงับข้อพิพาททางทะเลด้วยการใช้กฎหมายระหว่างประเทศและการทำข้อตกลงระดับทวิภาคี ตัวอย่างเช่นการทำข้อตกลงพื้นที่การทำประมงร่วมระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซียในพื้นที่เหลื่อมทับของเขตเศรษฐกิจจำเพาะของทั้งสองประเทศเมื่อปี ค.ศ.2011 นอกจากนี้แล้วการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน กับความขัดแย้งกับประเทศจีนในพื้นที่ทะเลจีนใต้ของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดความร่วมมือกันในภูมิภาค มากกว่าจะเกิดความขัดแย้งกันเองภายในภูมิภาค

แนวโน้มที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือความเสี่ยงของการปฏิบัติการเรือดำน้ำที่มีเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของประเทศที่มีเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับค่าใช้จ่ายในการรมียานกู้ภัยเรือดำน้ำที่สูงมาก ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงสิงคโปร์ที่มีระบบยานกู้ภัยเรือดำน้ำแบบ Deep Submergence Rescue Vehicle (DSRV) ซึ่งการมีกรอบความร่วมมือในการช่วยเหลือและกู้ภัยเรือดำน้ำในภูมิภาค ในลักษณะเดียวกับ NATO Submarine Escape and Rescue Working Group (SMERWG) จะมีความคุ้มค่าและเป็นไปได้มากกว่าการแยกกันจัดหาระบบกู้ภัยเรือดำน้ำของแต่ละประเทศ นอกจากนี้การฝึกและการประชุมสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความร่วมมือเกี่ยวกับเรือดำน้ำในภูมิภาคอีกด้วย โดยหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้าร่วมการฝึกและการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับเรือดำน้ำในภูมิภาค ได้แก่ การฝึก Pacific Reach ซึ่งเป็นการฝึกช่วยเหลือและกู้ภัยเรือดำน้ำ และการสัมมนา Asia Pacific Submarine Conference ซึ่งเป็นการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของประเทศที่มีเรือดำน้ำในพื้นที่มหาสมุทรอินเดียไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก

สรุป

ความสนใจในขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเติมเต็มขีดความสามารถของกำลังทางเรือ ทำให้เรือดำน้ำยังคงเป็นที่ต้องการของหลายประเทศในภูมิภาค และแนวโน้มการขยายตัวของกำลังเรือดำน้ำในภูมิภาคจะยังคงมีอยู่ในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ดีการขยายตัวดังกล่าวไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันสะสมอาวุธ สืบเนื่องจากการพิจารณาทั้งด้านขีดความสามารถทางเทคนิคและสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งแนวโน้มความร่วมมือในภูมิภาคที่ยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาค ดังนั้นการขยายตัวของกำลังเรือดำน้ำในภูมิภาคจึงไม่ได้การแข่งขันสะสมอาวุธแต่อย่างใด แต่เป็นการเสริมสร้างสมดุลของกำลังทางเรือของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทิศทางเดียวกันมากกว่า

ที่มา – “Submarines in Southeast Asia: Proliferation, Not a Race.” http://thediplomat.com/2014/01/submarines-in-southeast-asia-proliferation-not-a-race/1/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s