เก็บเอามาเล่า – ว่าด้วยประสบการณ์ชีวิตในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ

แอดมินได้มีโอกาสพิเศษในการเผยแพร่บทความ “เก็บเอามาเล่า – ว่าด้วยประสบการณ์ชีวิตในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ” ซึ่งเขียนโดยท่าน ช.ชาย ‘๖๖ เล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตในการฝึกปฏิบัติงานในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ USS Key West ของ ทร.สหรัฐฯ ในการฝึก Guardian Sea 2015 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กองทัพเรือได้ส่งกำลังพลไปฝึกปฏิบัติงานในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของ ทร.สหรัฐฯ โดยบทความนี้จะลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “กระดูกงู” ของกองเรือยุทธการในเร็วๆ นี้ครับ


เกริ่นนำ

ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการฝึก Guardian Sea ประจำปี งป.๕๘ ในส่วนของกองเรือดำน้ำ สำหรับปีนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เข้ารับการฝึกในส่วนของกองเรือดำน้ำได้รับอนุญาตให้ลงปฏิบัติงานในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของ ทร.สหรัฐฯ ในฐานะ Submarine Rider ตลอดช่วงระยะเวลาการฝึกในทะเล ทำให้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และได้สังเกตการณ์การปฏิบัติต่าง ๆ ภายในเรือดำน้ำอย่างใกล้ชิด จึงมีความคิดที่จะนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเล่าสู่ชาวเรือให้ได้รับทราบกัน ถือว่าเป็นการถ่ายทอดภาพความเป็นอยู่และการปฏิบัติต่าง ๆ ภายในเรือดำน้ำ ให้กับผู้ที่สนใจเพื่อจะได้เตรียมร่างกายและจิตใจ เผื่อว่า ทร.จะได้รับอนุมัติให้จัดหาเรือดำน้ำมาประจำการต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

1

การฝึก Guardian Sea 2015 ระหว่างเรือดำน้ำสหรัฐฯ กับ ทร.ไทย

การฝึก Guardian Sea

การฝึก Guardian Sea เป็นการฝึกผสมระหว่าง ทร.ไทย กับ ทร.สหรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการฝึกปราบเรือดำน้ำและการปฏิบัติการเรือดำน้ำ โดยในปีงบประมาณ ๕๘ ได้จัดให้มีการฝึกในห้วงเวลา ๙ – ๒๙ พ.ค.๕๘ ใช้พื้นที่การฝึกในฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณจังหวัดภูเก็ต ซึ่งกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยรับผิดชอบการฝึก มีหน่วยกำลังที่เข้าร่วมการฝึก ฝ่ายไทยประกอบด้วย ร.ล.อ่างทอง ร.ล.สุโขทัย ร.ล.ทยานชล และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำจำนวน ๒ เครื่อง ส่วนกำลังฝ่ายสหรัฐฯ ประกอบด้วย เรือดำน้ำ USS Key West (SSN 722) และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-3C จำนวน ๑ เครื่อง โดยตั้งหมู่เรือฝึกบน ร.ล.อ่างทอง

การฝึก Guardian Sea ในปีนี้ แบ่งการฝึกเป็น ๓ ขั้น ขั้นแรก ตั้งแต่ ๙ – ๑๔ พ.ค.๕๘ เป็นการเดินทางเข้าพื้นที่การฝึก ซึ่งเรือที่เข้าร่วมฝึกในขั้นนี้ ประกอบด้วย ร.ล.อ่างทอง และ ร.ล.สุโขทัย โดยในระหว่างการเดินทางเข้าพื้นที่การฝึก ฯ (จาก ฐท.สส. – จว.ภูเก็ต) จะมีการฝึกในหัวข้อและสถานการณ์ฝึกต่าง ๆ เพื่อเป็นการเตรียมการและเพิ่มพูนทักษะ ความชำนาญ สำหรับการฝึกร่วมกับเรือดำน้ำและหน่วยบิน สำหรับขั้นที่สอง ตั้งแต่ ๑๕ – ๒๐ พ.ค.๕๘ เป็นการฝึกในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณ จว.ภูเก็ต โดยหน่วยกำลังที่เดินทางจาก ฐท.สส. ได้ประกอบกำลังร่วมกับหน่วยฝึกต่าง ๆ ได้แก่ ร.ล.ทยานชล จากทัพเรือภาคที่ ๓ และเรือดำน้ำ USS Key West กับเครื่องบิน P-3C ของ ทร.สหรัฐฯ ซึ่งการฝึกในขั้นนี้แบ่งย่อยเป็นการฝึกในท่า ประกอบด้วยการประชุมเตรียมการฝึก กับการอบรมและสัมมนาแลกเปลี่ยนในห้องเรียน และการฝึกในทะเลของหน่วยกำลังต่าง ๆ ส่วนการฝึกขั้นสุดท้ายเป็นการฝึกเดินทางกลับที่ตั้งปกติระหว่าง ๒๑ – ๒๙ พ.ค.๕๘

ในส่วนของกำลังพล Submarine Rider ได้เข้าร่วมการฝึกในขั้นที่ ๒ ประกอบด้วยกำลังพลจากกองเรือดำน้ำ จำนวน ๗ นาย และนายทหารสหรัฐฯ จาก JUSMAGTHAI ซึ่งเคยเป็นอดีตกำลังพลเรือดำน้ำสหรัฐฯ อีก ๑ นาย ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้ประสานงานภายในเรือ ซึ่งกำลังพล Submarine Rider ได้เข้าร่วมการอบรมและสัมมนาแลกเปลี่ยนในห้องเรียนบน ร.ล.อ่างทอง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการลงฝึกในเรือดำน้ำจริง โดยวันแรกของการฝึกในทะเลเริ่มขึ้นใน ๑๗ พ.ค.๕๘ กำลังพล Submarine Rider ทั้งหมดได้เดินทางจาก ร.ล.อ่างทอง โดยเรือ RIB ของ ร.ล.สุโขทัย ไปยังเรือดำน้ำ USS Key West ที่เทียบอยู่กับเรือพี่เลี้ยงซึ่งจอดทอดสมออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน เมื่อ Submarine Rider เดินทางถึงเรือดำน้ำ USS Key West ก็ได้รับการต้อนรับจาก ผบ.เรือ ต้นเรือ และสรั่งเรือ (Chief of the Boat) โดย ผบ.เรือ ได้กล่าวต้อนรับและชี้แจงแนวทางการปฏิบัติภายในเรือดำน้ำ และได้มอบหมายให้นายทหารพลาธิการเป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่ของคณะ Submarine Rider โดยสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อลงไปในเรือดำน้ำ คือการส่งมอบโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ที่สามารถบันทึกภาพได้ให้แก่นายทหารพลาธิการโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อป้องกันการบันทึกภาพต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ความลับของเรือรั่วไหลได้

2

กำลังพล Submarine Rider ของกองเรือดำน้ำ

เรือดำน้ำ USS Key West (SSN-722)

                เรือดำน้ำ ทร.สหรัฐฯ ที่เข้าร่วมฝึกในครั้งนี้ คือ เรือดำน้ำ USS Key West ตั้งชื่อตามเกาะ Key West มลรัฐฟลอริด้า เป็นเรือดำน้ำชั้นลอสแองเจลลิส ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ วางกระดูกงู เมื่อ ๖ ก.ค.๑๙๘๓ ปล่อยเรือลงน้ำ เมื่อ ๒๐ ก.ค.๑๙๘๕ และขึ้นระวางประจำการ เมื่อ ๑๒ ก.ย.๑๙๘๗ ยาว ๑๑๐ เมตร กว้าง ๙.๗๕ เมตร กินน้ำลึก ๙.๑๔ เมตร ระวางขับน้ำ ๖,๐๗๒ ตัน กำลังพลประจำเรือ ๑๓๔ นาย ความเร็วผิวน้ำ ๑๘ น๊อต ความเร็วใต้น้ำ ๓๐ น๊อต รัศมีทำการไกลไม่จำกัด มีท่อยิงตอร์ปิโด ๔ ท่อยิง และท่อยิงอาวุธนำวิถี Tomahawk ๑๒ ท่อยิง สามารถเก็บตอร์ปิโดและอาวุธปล่อยนำวิถีภายในเรือได้รวม ๒๗ ลูก ตัวเรือภายในแบ่งออกเป็น ๒ ห้องผนึกความดัน (Pressure-Tight Compartment) และมีดาดฟ้า ๓ ชั้น คือ ดาดฟ้าชั้นบน ดาดฟ้าหลัก และดาดฟ้าชั้นล่าง จากการสังเกตอาจจะเป็นเพราะมีการซ่อมบำรุงเรือเป็นอย่างดี ประกอบกับการปฏิบัติของเวรทำความสะอาดที่ค่อนข้างเข้มงวด ทำให้สภาพภายในเรือสะอาดมาก ทั้งที่เรือลำมีอายุเกือบ ๓๐ ปีแล้ว

การใช้ชีวิตในเรือดำน้ำ

ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ในเรือดำน้ำ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปในการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้นพื้นที่ที่ใช้ในเรื่องการกินอยู่หลับนอนรวมทั้งพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ จึงถูกจำกัดลงไปด้วย สำหรับคณะ Submarine Rider ทั้ง ๗ นาย นั้น ต้นเรือได้จัดให้นอนหลับพักผ่อนในห้อง Nine Man Room ซึ่งเป็นห้องพักสำหรับนายทหารสัญญาบัตร ประกอบด้วยเตียง ๙ เตียง และต้องพักร่วมกับนายทหารประจำเรืออีก ๒ นาย โดยลักษณะของห้องจะมีขนาดยาว ๕ – ๖ เมตร และกว้าง ๒.๕ เมตร โดยประมาณ มีเตียง ๓ ชั้น จำนวน ๓ เตียง แผ่นไม้ปูที่นอนสามารถยกขึ้นเปิด/ปิดได้ สำหรับเป็นที่เก็บสัมภาระส่วนตัวของเจ้าของเตียงนั้น ๆ การจัดวางเตียง ๒ เตียงวางชิดต่อกันในทางยาวตามความยาวของเรือและอีกเตียงหนึ่งวางทางขวางของเรือ ทำให้มีพื้นที่ว่างในห้องมีลักษณะเป็นรูปตัว L ความกว้างประมาณ ๐.๖ เมตร ไม่สามารถเดินสวนกันได้ ด้านบนของแต่ละเตียงจะมีที่สำหรับเก็บหน้ากากช่วยหายใจ ซึ่งใส่ถุงผ้าใบห้อยไว้ ส่วนเรื่องการรับประทานอาหารนั้น จะรับประทานอาหารที่ห้องโถงนายทหาร ซึ่งอยู่ใกล้กับห้องพัก ห้องโถงนายทหารเป็นห้องยาว ๔ เมตร กว้าง ๓ เมตร โดยประมาณ กึ่งกลางห้องจะมีโต๊ะสำหรับรับประทานอาหาร ซึ่งสามารถรับประทานอาหารพร้อมกันได้ครั้งละ ๘ นาย ซึ่ง ทร.สหรัฐฯ มีธรรมเนียมว่าจะไม่วางหมวกบนโต๊ะ และในห้องโถงนายทหารจะมีจอแสดงภาพขนาดใหญ่สำหรับการประชุม การฉายภาพยนต์ อีกทั้งยังสามารถแสดงภาพสถานการณ์จากห้องศูนย์ยุทธการได้ ซึ่งการรับประทานอาหาร Submarine Rider ก็จะจัดเป็น ๒ ชุด โดยรับประทานร่วมกับนายทหารประจำเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ยามในชุดเดียวกัน การรับประทานอาหารนั้นได้รับเกียรติจาก ผบ.เรือ ซึ่งจะมาร่วมรับประทานอาหารด้วยทุกครั้ง การจัดวางและการเสิร์ฟอาหารจะมีลักษณะแบบเป็นทางการ คือ จะเสิร์ฟอาหารเป็นลำดับ โดยเริ่มจาก ซุป สลัด เมนูหลัก และของหวาน ซึ่งการใช้มีด – ช้อน – ส้อม ก็ต้องเป็นลำดับเช่นกัน ส่วนมากจะใช้จากนอกเข้าในคู่กัน เวลาที่ใช้ในการรับประทานประมาณ ๔๐ นาที เพื่อที่เจ้าหน้าที่สหโภชน์จะได้มีเวลาในการจัดเก็บและเตรียมอาหารให้กับชุดต่อไป นอกจากการกินอยู่หลับนอนแล้ว จะขาดเสียมิได้ซึ่งการชำระล้างร่างกายและการขับถ่าย ห้องน้ำสำหรับนายทหารสัญญาบัตร ๑๑ นาย รวมทั้ง Submarine Rider อีก ๗ นาย มีอยู่เพียง ๑ ห้อง ประกอบด้วย โถปัสสาวะ ๑ โถ ห้องสุขา ๑ ห้อง อ่างล้างหน้า และห้องอาบน้ำ การใช้ห้องน้ำส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ นิยมเข้าครั้งละคน ทั้งนี้เพื่อความเป็นส่วนตัว ทั้งเรื่องเสียงและกลิ่น การใช้โถปัสสาวะและห้องสุขา จะมีลักษณะคล้ายกับห้องน้ำในเรือ ชุดเรือ ต.๙๑ คือจะมีการ Flood/Drain น้ำ ก่อนและหลังใช้งาน โดยในขณะที่ใช้แรงดันอากาศเพื่อทิ้งน้ำเสียออกนอกเรือจะไม่สามารถใช้โถปัสสาวะและห้องสุขาได้ เนื่องจากหากเปิดลิ้น Drain จะทำให้ของเสียในระบบถูกแรงดันย้อนกลับขึ้นมา สำหรับการใช้ห้องอาบน้ำนั้นจะแคบมาก ไม่สามารถที่จะหมุนตัวได้อย่างคล่องแคล่ว สิ่งที่น่าแปลกใจ ในห้องน้ำจะมียางรีดน้ำสำหรับทำความสะอาดกระจก เพื่ออะไร? ได้รับคำตอบว่าสำหรับใช้ในการรีดน้ำที่ติดอยู่กับผนังห้องให้แห้งหลังจากอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ได้คราบสบู่แห้งติดผนัง สำหรับพื้นห้องอาบน้ำจะมีผ้ายางสำหรับรองพื้น เมื่อใช้ห้องอาบน้ำเสร็จแล้วจะต้องทำความสะอาด และต้องหยิบผ้ายางรองพื้นขึ้นพาด เพื่อป้องกันไม่ให้ขึ้นรา ซึ่งถือว่าเป็นมารยาทและธรรมเนียมการใช้ห้องอาบน้ำในเรือ

ไปฝึกกันเถอะ

               ก่อนที่จะออกเรือเพื่อปฏิบัติราชการ จะต้องมีการเตรียมการดำ (Rig for Dive: RFD) เป็นการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งลิ้น ท่อทาง และประตูกั้นน้ำต่าง ๆ ว่าพร้อมหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบตลอดลำเรือจะใช้เวลาอย่างน้อย ๘ ชม. โดยขั้นตอนการปฏิบัติจะมอบหมายให้นายทหารประทวนที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนทำการตรวจสอบตาม Check List อย่างเคร่งครัด และจะต้องมีผู้ตรวจสอบซ้ำเป็นนายทหารสัญญาบัตรเพื่อยืนยันความถูกต้อง ก่อนที่จะรวบรวมให้ ผบ.เรือ ลงนามรับทราบ การละเมิด Rig for Dive เช่น การเปิดลิ้นตัวเรือที่ได้ตรวจสอบว่าปิดไปแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจาก ผบ.เรือ เท่านั้น

ในระหว่างนั้น ผบ.เรือ ได้กล่าวต้อนรับคณะ Submarine Rider แล้วให้พาเข้าห้องพักเพื่อเก็บสัมภาระ หลังจากนั้นทางเรือได้แบ่งคณะ Submarine Rider ออกเป็น ๒ กลุ่ม ตามชุดยาม เพื่อมอบหมายให้นายทหารสัญญาบัตรของเรือพาชมและบรรยายข้อมูลห้องต่าง ๆ ภายในเรือ โดยมี LT Lee นายทหารป้องกันความเสียหาย และ LTJG Oh นายทหารพลาธิการ เป็นผู้นำชมเรือ จากนั้น Submarine Rider ได้รับประทานอาหารกลางวันเป็นมื้อแรก ในระหว่างรับประทานอาหารนั้น เรือได้แล่นออกจากเทียบเรือพี่เลี้ยงเพื่อเดินทางเข้าพื้นที่ฝึก เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว คณะ Submarine Rider ได้ไปรวมกันที่ห้องศูนย์ยุทธการ เพื่อสังเกตการณ์การปฏิบัติระหว่างการเดินเรือบนผิวน้ำเข้าพื้นที่ปฏิบัติการ ตลอดจนเมื่อมีข้อสงสัยก็จะถามตอบกัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทหารประจำเรือเป็นอย่างดี ระหว่างนี้ได้มีการผลัดเปลี่ยนกันครั้งละ ๒ นาย ขึ้นไปยัง Conning Tower เพื่อดูการนำเรือของ ผบ.เรือ และนายยามเรือเดิน Conning Tower คือ ส่วนที่เห็นพ้นน้ำในเวลาที่เรือดำน้ำแล่นอยู่บนพื้นน้ำ มีลักษณะคล้ายกับปล่องซึ่งจะต้องปีนบันไดขึ้นไป ซึ่งผู้ที่ขึ้นไปบน Conning Tower จะต้องสวมเข็มขัดนิรภัย (Harness) คล้ายเวลาโดดหอ ช่องทางก็แคบทั้งยังต้องปีนขึ้นบันไดทางดิ่ง ทำให้การปีนขึ้นไปทุลักทุเลมาก เมื่อปีนขึ้นไปถึง Conning Tower จะต้องเกี่ยวขอปลดเร็วเข้ากับเหล็กตาเดียวที่ตัวเรือด้านนอก เพื่อป้องกันมิให้ตกลงไปในน้ำขณะอยู่บนดาดฟ้านอกตัวเรือ เนื่องจากเรือสามารถทำความเร็วได้สูงเกือบ ๒๐ น๊อตบนผิวน้ำ ในการนำเรือที่ Conning Tower จะประกอบด้วย ผบ.เรือ นายยามเรือเดินและยามตรวจการณ์ซึ่งผลัดนี้ ต้นกลเรือทำหน้าที่นายยามเรือเดิน (นายทหารสัญญาบัตรใน ทร.สหรัฐฯ ไม่มีการแบ่งพรรคเหล่านาวิน-กลิน แต่นายทหารพลาธิการเป็นเหล่าพลาธิการ) การนำเรือลักษณะนี้สามารถมองเห็นวัตถุและสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยสายตา และมีจอ Repeater ของระบบแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อสื่อสารระหว่าง Conning Tower กับสะพานเดินเรือ จะใช้โทรศัพท์กำลังเสียงและวิทยุมือถือในการสั่งเข็ม-ความเร็วไปยังห้องศูนย์ยุทธการ ช่วงนี้ ผบ.เรือ ก็จะอธิบายตำแหน่งของเสาต่าง ๆ เช่น เสาเรดาร์ กล้องตาเรือ (Periscope) เสาวิทยุสื่อสาร ท่อ Snorkle ฯลฯ สำหรับการเดินทางเข้าพื้นที่ฝึก เรือได้ใช้ความเร็วประมาณ ๑๗ น๊อต หัวเรือแหวกน้ำออกเป็นคลื่นสองสายขนานกับตัวเรือ พลิ้วน้ำท้ายเรือฟูฟ่องเป็นสายราวกับหางไก่สวยงามมาก

3

สังเกตการณ์การนำเรือบน Conning Tower

การนำเรือของเรือดำน้ำนั้น สามารถกระทำได้ใน ๓ ลักษณะ คือ บนผิวน้ำ ที่ระดับความลึกกล้องตาเรือ และที่ความลึกปลอดภัยเป็นต้นไป โดยการนำเรือบนผิวน้ำนายยามเรือเดินจะนำเรือจากบน Conning Tower ส่วนการนำเรือที่ระดับความลึกกล้องตาเรือ (Periscope Depth: PD) คือที่ระดับความลึก ๖๐ ฟุต (คิดจากความลึกของกระดูกงูเรือจากผิวน้ำ) จะสามารถชักกล้องตาเรือขึ้นเหนือผิวน้ำน้ำเพื่อตรวจการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ร่วมกับการใช้อุปกรณ์ตรวจจับใต้น้ำที่ประกอบด้วยโซนาร์ต่าง ๆ สำหรับการนำเรือที่ความลึกปลอดภัย (Safe Depth: SD) คือที่ระดับความลึก ๑๕๐ ฟุตเป็นต้นไป (คิดจากความลึกของกระดูกงูเรือจากผิวน้ำ) จะต้องใช้ระบบตรวจจับใต้น้ำเพียงอย่างเดียว โดยความลึกปลอดภัยหมายถึงความลึกที่เรือดำน้ำปลอดภัยจากความเสี่ยงในการชนเรือผิวน้ำ คิดจากอัตรากินน้ำลึกสูงสุดของเรือผิวน้ำในบริเวณนั้น และความสูงของเรือดำน้ำ

4

กำลังพล Submarine Rider ในห้องศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำสหรัฐฯ

               เมื่อเรือเดินทางเข้าพื้นที่ฝึกเรียบร้อยแล้ว ผบ.เรือ สั่งการให้นำเรือดำลงไปที่ความลึก ๑๕๐ ฟุต โดย ผบ.เรือ นายยามเรือเดิน และยามตรวจการณ์ จะลงมาจาก Conning Tower ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที เพื่อถอดและขนย้ายอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำขึ้นไปใช้ในการนำเรือที่ Conning Tower จากนั้นก็จะปิดฝาช่องทางขึ้น/ลง ซึ่งมี ๒ ชั้น คือ ชั้นบนเป็นฝาที่อยู่ภายใน Conning Tower และอีกชั้นหนึ่งจะเป็นฝาที่เชื่อมต่อระหว่าง Conning Tower กับตัวเรือดำน้ำ โดยก่อนทำการดำจะต้องมีการ Brief ซักซ้อมความเข้าใจของเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เมื่อ ผบ.เรือ เข้ามายังห้องศูนย์ยุทธการ ก็ได้สั่งการให้ดำลงระดับความลึก ๑๕๐ ฟุต หรือประมาณ ๕๐ เมตร เจ้าหน้าที่ก็จะเปิดสัญญาณเสียง ซึ่งคล้ายกับสัญญาณประจำสถานีรบของเรา จำนวน ๒ ครั้ง นายยามเรือเดิน (Officer Of the Watch: OOW) ก็จะสั่ง จนท.ถือท้าย ดำลงยังความลึกที่ ผบ.เรือ สั่งการ จากนั้นก็จะเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของนายยามเรือทั้งหมด ถึงแม้ ผบ.เรือ จะอยู่ภายในห้องศูนย์ยุทธการก็ตาม ซึ่งเหมือนกับการปฏิบัติของเราเช่นกัน

5

Diving Supervisor อธิบายการทำงานของเครื่องถือท้ายเรือดำน้ำ

ห้องศูนย์ยุทธการและยามเรือเดิน

               ห้องศูนย์ยุทธการ (Control Room) เป็นห้องที่มีความสำคัญมาก ใช้ในการควบคุมการปฏิบัติทั้งหมดภายในเรือดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การนำเรือ การตรวจสอบภาพแวดล้อมใต้น้ำ การควบคุมน้ำหนักเรือและการถ่ายเทของเหลวภายในเรือ การรวบรวมภาพสถานการณ์ทางยุทธวิธี ไปจนถึงการสั่งการและควบคุมการยิงอาวุธ ภายในห้องประกอบด้วยอุปกรณ์มากมาย สำหรับช่วยในการปฏิบัติต่าง ๆ มีการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยเป็นอย่างมาก เช่น โต๊ะแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ และการจดปูมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแบบฟอร์มในคอมพิวเตอร์ที่จะบันทึกเวลาการกรอกแบบฟอร์มโดยอัตโนมัติ รวมทั้งหน้าจอ Multi-Function Console ก็สามารถช่วยในการคำนวณ TMA (Target Motion Analysis) หรือการคำนวณตำบลที่และการเคลื่อนที่ของเป้า อีกทั้งยังสามารถจดปูมยุทธการลงบนจอแสดงผลของ Multi-Function Console เพื่อช่วยในการประเมินภาพสถานการณ์ทางยุทธวิธี

6

แผงควบคุม Platform Control สำหรับควบคุมระบบอากาศอัด การถ่ายเทของเหลว และการเปิด-ปิดลิ้นต่างๆ

ห้องศูนย์ยุทธการจะอยู่ที่ดาดฟ้าชั้นบน (Upper Deck) ใต้ Conning Tower และอยู่ติดกับห้อง ผบ.เรือทางกราบซ้าย และห้องโซนาร์ทางกราบขวา โดยห้องศูนย์ยุทธการจะเป็นห้องสี่เหลี่ยม ยาวประมาณ ๑๐ เมตร ความกว้างเท่ากับความกว้างของเรือ ภายในห้องทางด้านกราบซ้ายจะเป็นส่วนควบคุมเรือ ด้านกราบขวาจะเป็นMulti-Function Console กึ่งกลางห้องจะมีกล้องตาเรือ ๒ ตัว ใช้ตรวจการณ์เมื่อเรืออยู่ที่ระดับความลึก Periscope Depth สามารถนำภาพไปแสดงที่จอภาพในส่วนของ Multi-Function Console ได้ ด้านหลังของห้องจะเป็นส่วนของโต๊ะแผนที่อิเล็กทรอนิกส์และวิทยุสื่อสาร

7

กำลังพล Submarine Rider ใช้กล้อง Periscope ในการตรวจการณ์เป้าผิวน้ำ

ยามเรือเดิน จะแบ่งออกเป็น ๓ ชุด ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในห้องศูนย์ยุทธการ การแต่งกายของประจำเรือจะใส่ชุดปฏิบัติงาน (ชุดหมี) พร้อมคาดเข็มขัดเหมือนกันทุกคน ส่วนเสื้อซับในส่วนใหญ่จะใส่เสื้อยืดของเรือ จะมีที่แตกต่างกันคือรองเท้า ซึ่งจะต้องเป็นรองเท้าหุ้มส้น แต่สามารถใส่รองเท้าอ่อนหรือรองเท้าผ้าได้ ไม่บังคับว่าจะต้องเป็นแบบหรือชนิดไหน การปฏิบัติหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ชุดละ ๖ ชม. แต่ในการปฏิบัติจริงแล้วจะนานกว่านั้นถ้านับรวมการ Brief ก่อนเข้ายามด้วย ซึ่ง Submarine Rider ก็จะแบ่งจัดเข้าหน้าที่ยามเรือเดินด้วย แต่เป็นลักษณะการสังเกตการณ์ โดยยามแต่ละชุดจะต้องเตรียมการก่อนการเข้าหน้าที่อย่างน้อยประมาณ ๑ ชม.ครึ่ง เริ่มตั้งแต่การบรรยายสรุปการปฏิบัติก่อนเข้าหน้าที่ยาม การรับประทานอาหาร และการรับ-ส่งหน้าที่ยามก่อนเวลาเปลี่ยนยาม ๓๐ นาที การเข้ายามจะทำหน้าที่ ในช่วงเวลา ๐๖๐๐ – ๑๒๐๐, ๑๒๐๐ – ๑๘๐๐, ๑๘๐๐ – ๒๑๐๐, ๒๑๐๐ – ๐๐๐๐ และ ๐๐๐๐ – ๐๖๐๐ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกัน จากการสังเกตการปฏิบัติหน้าที่ของยามแต่ละตำแหน่งจะค่อนข้างเข้มงวดมาก ต่างรู้หน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี ยามบางตำแหน่งจะมี ๒ คน สอบถามภายหลังได้ความว่าเป็นการฝึกหน้าที่ในตำแหน่งนั้นเพื่อจะผ่านการ Qualification สำหรับติดเครื่องหมายนักดำเรือดำน้ำ (Dolphin Pin) โดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ จะเป็นผู้ให้คำแนะนำกับผู้ที่เข้ารับการฝึกนั้น ๆ คล้ายกับระบบ PQS ของเรา ซึ่งเมื่อผู้เข้ารับการฝึกสามารถสอบผ่าน ก็จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นั้น ๆ ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างที่ Submarine Rider ร่วมฝึกในเรือ มีนายทหารสัญญาบัตรฝึกปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง Officer of the Watch ซึ่ง ผบ.เรือ ได้ใช้สถานการณ์ฝึกแบ่งฝ่ายเป็นการทดสอบขั้นสุดท้าย เมื่อเสร็จสิ้นสถานการณ์ฝึก ผบ.เรือ ได้ประกาศในห้องศูนย์ยุทธการว่านายทหารท่านนั้นได้สอบผ่าน และได้มอบเข็มเครื่องหมายนักดำเรือดำน้ำให้กับนายทหารท่านนั้น เป็นการเชิดชูเกียรติและประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน (ทหารประจำเรือบางนายจะยังไม่ได้รับเข็มเครื่องหมายนักดำเรือดำน้ำจนกว่าจะสอบผ่าน ถึงจะมีสิทธิประดับเข็มนั้น)

8

Chief of the Watch (COW) อธิบายการทำงานของระบบ Platform Control

ชมการสาธิตและฝึกปฏิบัติจริง

นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ฝึกของ Submarine Rider ในแต่ละชุดยามเรือเดินแล้ว หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยในแต่ละวันทางเรือก็ได้มีการสาธิตการปฏิบัติต่าง ๆ ให้กับ Submarine Rider ซึ่งบางหัวข้อการสาธิตก็จะมีการฝึกปฏิบัติด้วย ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็น

๑.   ความปลอดภัยและการหนีภัยออกจากเรือดำน้ำ
เป็นการสาธิตเกี่ยวกับอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและการหนีภัยออกจากเรือดำน้ำ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน การออกจากเรือดำน้ำเมื่อมีเหตุฉุกเฉินสามารถกระทำได้ ๒ วิธี คือ การหนีภัยออกจากเรือด้วยอุปกรณ์/เครื่องมือที่มีอยู่ภายในเรือ หรือการรอความช่วยเหลือจากภายนอก โดยมีข้อพิจารณาที่สำคัญคือสภาวะในการดำรงชีวิตภายในเรือ เช่น ความดันบรรยากาศภายในเรือ และปริมาณอากาศหายใจ ว่าสามารถรอความช่วยเหลือจากภายนอกได้หรือไม่ หากมีความจำเป็นต้องหนีภัยจากเรือโดยไม่สามารถรอความช่วยเหลือจากภายนอกได้ แต่ละ Compartment จะมี Escape Trunk สำหรับใช้หนีภัยร่วมกับชุดหนีภัย SEIE (Submarine Escape and Immersion Equipment) ซึ่งสามารถใช้หนีภัยจากเรือดำน้ำได้ถึงความลึก ๑๘๐ ม. ซึ่งในการสาธิตหัวข้อนี้ Submarine Rider ได้ทดลองสวมใส่ชุด SEIE ด้วย นอกจากการหนีภัยออกจากเรือแล้ว ยังมีการสาธิตและฝึกใช้ท่ออากาศช่วยหายใจฉุกเฉินหรือ EAB (Emergency Air Breather) ลักษณะจะเป็นท่ออ่อนต่อเข้ากับหน้ากากช่วยหายใจคล้ายกับหน้ากาก OBA ปลายท่อจะมีหัวต่อกับลิ้นอากาศหายใจฉุกเฉินซึ่งจะมีกระจายอยู่ทั่วไปภายในเรือ และที่กลางสายท่ออ่อนจะมีหัวต่อสำหรับต่อพ่วงให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย เวลาใช้งานจะต้องนำหัวสวมเร็วต่อเข้ากับท่อออกซิเจนที่มีอยู่ตามช่องทางเดินตลอดลำ ซึ่ง Submarine Rider ได้ฝึกสวมหน้ากาก EAB และฝึกการเคลื่อนที่ไปตามช่องทางเดิน โดยมีเทคนิคการใช้งานเมื่อเราจะเปลี่ยนจุดในการเชื่อมท่ออากาศ จะต้องกลั้นหายใจแล้วเคลื่อนที่ให้เร็ว เพราะว่าบางจุดห่างกัน ๓ – ๕ เมตร และในกรณีที่ต่อพ่วงกับผู้อื่นด้วยนั้น ผู้ที่ปลดท่ออากาศจะต้องให้สัญญาณและจะต้องกลั้นหายใจและเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน

9

ผู้บังคับการเรือดำน้ำ ให้เกียรติมาร่วมฝึกการใช้ EAB

๒.   การปล่อย SSXBT และการทิ้งขยะออกนอกตัวเรือ
ในระหว่างปฏิบัติการเรือดำน้ำจะปล่อย SSXBT หรือ Submarine Bathythermograph เพื่อวัดคุณลักษณะของน้ำทะเลที่ความลึกต่าง ๆ เป็นประจำทุกวัน ซึ่งได้มีการสาธิตให้ Submarine Rider ชมด้วย ซึ่งการปฏิบัติจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด และต้องมีผู้ตรวจสอบร่วมอีก ๑ นาย ถือเป็นมาตรการระวังป้องกันปกติสำหรับการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปิดฝาหรือท่อทางออกนอกตัวเรือทุกครั้ง การทิ้งขยะก็เช่นเดียวกัน สำหรับขั้นตอนการทิ้งขยะจะเจาะถุงขยะและใส่ลงในตะแกรงรูปทรงกระบอก โดยมีเครื่องบีบอัดให้แน่นและถ่วงด้วยน้ำหนัก จากนั้นจึงบรรจุลงในท่อทิ้งขยะ ซึ่งใช้หลักการทำงานเช่นเดียวกับการยิงตอร์ปิโด กล่าวคือจะเปิดฝาท้ายท่อนำวัตถุที่ต้องการปล่อยบรรจุลงในท่อ จากนั้นจะปิดฝาท้ายท่อ แล้วจึงทำการปรับความดันภายในท่อโดยการปล่อยน้ำเข้า (Pressurization) เมื่อความดันภายในท่อเท่ากับหรือมากกว่าความดันภายนอก จึงเปิดฝาท่อ แล้วจึงทำการยิงออกนอกตัวเรือโดยใช้อากาศอัดหรือโดยกำลังดันของน้ำ

๓.   การใช้ Oxygen Burner
ผู้อ่านอาจสงสัยว่าภายในเรือดำน้ำมีการปรับความดันหรือไม่ สำหรับบรรยากาศภายในเรือดำน้ำจะมีความดันบรรยากาศเหมือนกับบรรยากาศปกติ เมื่ออยู่ภายในเรือดำน้ำนาน ๆ การที่เราหายใจอากาศในเรือดำน้ำจะเป็นการเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ปริมาณก๊าซออกซิเจนลดลง และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกดูดซับด้วยสารเคมี ส่วนก๊าซออกซิเจนจะผลิตโดยใช้การแยกน้ำด้วยกระแสไฟฟ้า (Electrolysis) ซึ่งจะสลายพันธะเคมีของน้ำ (H2O) ทำให้ได้ไฮโดรเจนและออกซิเจน สำหรับไฮโดรเจนที่แยกได้ก็จะปล่อยให้สลายไปกับน้ำทะเลภายนอกตัวเรือ ส่วนก๊าซออกซิเจนที่ได้จะถูกนำไปใช้เติมในอากาศภายในตัวเรือ การควบคุมปริมาณออกซิเจนภายในเรือ ซึ่งจะมีการตรวจวัดปริมาณของก๊าซออกซิเจนในอากาศเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ในกรณีที่ก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอจะใช้ Oxygen Candle ซึ่งเป็นการผลิตออกซิเจนจากปฏิกิริยาเคมีของสารเคมี Sodium Chlorate (NaClO3) ซึ่งเมื่อถูกเผาไหม้จะเกิดเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดก๊าซออกซิเจน แต่ก็มีข้อเสียคือเมื่อเริ่มการเผาไหม้แล้วจะไม่สามารถหยุดได้จนกว่าแท่ง Oxygen Candle จะเผาไหม้หมด ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓ ชม. และเตาเผาจะต้องปิดผนึกป้องกันความร้อนที่เกิดขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้จะให้ความร้อนสูงมากประมาณ ๖๐๐ องศาเซลเซียส

๔.   การควบคุมเรือ
                     การเคลื่อนที่ของเรือดำน้ำเมื่ออยู่ใต้น้ำจะสามารถเคลื่อนที่ใน ๓ มิติได้ใน ๔ ทิศทาง คือ ขวา/ซ้าย และขึ้น/ลง โดยใช้การควบคุมจากหางเสือและ Hydroplane คล้ายการควบคุมเครื่องบิน โดยเรือดำน้ำสหรัฐฯ ใช้เจ้าหน้าที่ ๒ นาย ในการถือท้ายและควบคุม Hydroplane แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมหางเสือเพื่อควบคุมเข็ม) กับควบคุม Hydroplane หัวเพื่อควบคุมและรักษาระดับความลึก สำหรับเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งจะควบคุม Hydroplane ท้าย เพื่อควบคุมการเปลี่ยนความลึก การปฏิบัติการควบคุมหางเสือจะหมุนพังงาขวา/ซ้ายเหมือนกับการถือท้ายของเรือผิวน้ำ ส่วนการควบคุม Hydroplane จะใช้วิธีการดันลงเมื่อต้องการดำลง และดึงขึ้นเมื่อต้องการดำขึ้น ในการปฏิบัติจะมี Dive Supervisor (ทำหน้าที่เหมือนพันจ่าคุมเข็ม) ควบคุมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทั้ง ๒ นาย และมีหน้าที่ในการขานระดับความลึกให้กับนายยามเรือเดิน ส่วนเจ้าหน้าที่ควบคุมการหันขวา/ซ้าย (ควบคุมเข็ม) จะมีหน้าที่ขานทิศหัวเรือ โดย Submarine Rider ได้มีโอกาสผลัดเปลี่ยนกันฝึกถือท้ายและควบคุม Hydroplane ด้วย ซึ่งเมื่อได้ทดลองปฏิบัติแล้วก็ไม่ยากอย่างที่คิด สามารถปฏิบัติได้แต่ต้องอาศัยเวลาในการสร้างทักษะความชำนาญต่อไป

10

การฝึกถือท้ายและควบคุม Hydroplane

๕.   การฝึกป้องกันความเสียหาย
เหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เช่น น้ำเข้าเรือ ไฟไหม้ เป็นต้น วิธีการระงับหรือยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายมาก คือความสามารถในการแก้ไขหรือรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวให้จบลงเร็วที่สุด สูญเสียน้อยที่สุด ซึ่งวิธีการที่จะสามารถปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน คือ การฝึก ดังนั้น ในเรือดำน้ำก็เช่นกัน จะมีการฝึกป้องกันความเสียหายเป็นประจำทุกวัน การฝึกจะมีชุดครูฝึกเป็นผู้กำหนดสถานการณ์และตรวจสอบการปฏิบัติต่าง ๆ ของทหารประจำเรือว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร โดยชุดครูฝึกประกอบด้วยนายทหารป้องกันความเสียหาย สรั่งเรือ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ อีก ๒ – ๕ นาย สัญลักษณ์ที่แสดงซึ่งตำแหน่งของชุดครูฝึกคือการสวมหมวกกระบังอ่อนสีแดง ในการฝึกแต่ละครั้งจะมีการวางแผนล่วงหน้าและประชุมร่วมกันระหว่างครูฝึก ผบ.เรือ และต้นเรือ เมื่อถึงเวลาฝึกก็จะแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ตามที่วางแผนไว้ โดยมีต้นเรือเป็นผู้รับการฝึกในตำแหน่งนายทหารสั่งการในที่เกิดเหตุตามสถานีจริงด้วย หลังจากการฝึกเสร็จสิ้นจะมีการสรุปผลการฝึกทันที และถ้ามีข้อบกพร่องร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมก็จะมีการประกาศกระจายเสียงตามเครื่องประกาศคำสั่งให้ทราบโดยทั่วกัน หลังจากนั้นจะมีการประชุมสรุปผลการฝึกโดยละเอียด และติดประกาศผลการฝึกบนบอร์ดประกาศภายในเรือ

๖. การฝึกยิงตอร์ปิโดด้วย Water Slug
ในระหว่างการฝึกในทะเลวันสุดท้าย เป็นการฝึกแบ่งฝ่ายโดยฝ่ายเรือผิวน้ำจะจัดกระบวนคุ้มกัน ร.ล.อ่างทอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นเรือ High Value Unit ส่วนเรือดำน้ำจะพยายามเข้าโจมตี High Value Unit โดยในสถานการณ์ฝึกจะเป็นการประจำสถานีรบเต็มรูปแบบ และมีการฝึกยิงตอร์ปิโดด้วย Water Slug ประกอบด้วยการลำเลียงลูกตอร์ปิโดจริงออกจากท่อ และการเตรียมท่อตอร์ปิโดสำหรับการยิง โดยการยิง Water Slug คือการใช้น้ำกำลังดันสูงสำหรับผลักลูกตอร์ปิโดออกจากท่อ หรือเรียกว่าการยิงตอร์ปิโดแบบ No Swim Out คือลูกตอร์ปิโดจะถูกผลักออกจากท่อโดยไม่ใช้พลังงานของลูกตอร์ปิโดเอง ซึ่งการยิง Water Slug จะมีขั้นตอนและการตั้งค่าเหมือนการยิงตอร์ปิโดจริงทุกประการ เพียงแต่ไม่มีลูกตอร์ปิโดจริงในท่อยิง ข้อจำกัดของเรือดำน้ำสหรัฐฯ คือมีท่อตอร์ปิโดเพียง ๔ ท่อ จึงจำเป็นต้องมีระบบ Fast Reload ที่สามารถบรรจุลูกตอร์ปิโดใหม่ได้ภายใน ๑๐ – ๓๐ นาที

11

กำลังพล Submarine Rider ถ่ายรูปร่วมกับนายทหารสัญญาบัตรประจำเรือดำน้ำ ก่อนเดินทางกลับ

บทส่งท้าย

               จากการที่ผู้เขียนได้รับโอกาสเข้าร่วมในคณะ Submarine Rider เพื่อสังเกตการณ์การและร่วมฝึกปฏิบัติในเรือดำน้ำจริง ทำให้ผู้เขียนได้รับความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต และการปฏิบัติการต่าง ๆ ของเรือดำน้ำ รวมทั้งวิธีการทำความสะอาดและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ การปฏิบัติทุกอย่างที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ทหารประจำเรือทุกนายจะปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ด้วยสำนึกและรู้ในหน้าที่ เห็นควรที่ชาวเรืออย่างพวกเรา น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ เพื่อรักษายุทโธปกรณ์ที่มีคุณค่าทางยุทธการอย่างสูงยิ่ง ให้คงอยู่และสามารถปฏิบัติราชการได้อย่างยาวนาน ท้ายนี้จะขาดเสียมิได้ ผู้เขียนขอขอบพระคุณผู้บังคับบัญชาทุกท่าน โดยเฉพาะ ผบ.กดน. ที่ได้ให้โอกาสผู้เขียนเข้าร่วมในคณะ Submarine Rider ทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างยิ่งและสามารถจารึกไว้ในห้วงของความทรงจำว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยปฏิบัติงานในเรือดำน้ำจริง”

12

ธงราชนาวีท้ายเรือ RIB ที่ไปรับกำลังพล Submarine Rider กลับจากการฝึก

*********************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s