มุมมองนักวิเคราะห์สิงคโปร์ต่อการที่ ทร.ไทยตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำจีน – หรือจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ระดับ Thaitanic?


กล่าวนำ

เมื่อปี 2535 ทร.ได้จัดหาเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ ร.ล.จักรีนฤเบศร จากอู่ต่อเรือ Bazan ประเทศสเปน พร้อมด้วยอากาศยานประจำเรือประกอบด้วยเครื่องบินขึ้น-ลงทางดิ่ง AV-8S และเฮลิคอปเตอร์ S-70B Seahawk นับเป็นกองทัพเรือประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เข้าประจำการ อย่างไรก็ดีเมื่อ ร.ล.จักรีนฤเบศร เข้าประจำการในปี พ.ศ.2540 เป็นปีเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ส่งผลให้ ทร.ไม่สามารถดำรงขีดความสามารถของเรือบรรทุกเครื่องบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝูงบิน AV-8S ไว้ได้ จนกระทั่งในปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ประจำการ แต่ไร้ซึ่งฝูงเครื่องบินขับไล่ในการป้องกันภัยทางอากาศระดับกองเรือ คงเหลือเพียงขีดความสามารถในการเป็นเรือบัญชาการ และเป็นฐานบินลอยนำสำหรับเฮลิคอปเตอร์ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นหลักไม่ต่างจากเรือ LPD ลำหนึ่ง จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ช้างเผือก” หรือเรือ “Thaitanic” แห่งราชนาวีไทย สืบเนื่องจากขนาดของเรือและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

เครื่องบิน AV-8S ณ พิพิธภัณฑ์ทหารนาวิกโยธิน (ภาพจาก Capt.อ.นิราช RTMC)

ย้อนกลับมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ทร.ได้แถลงข่าวการตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำ S-26T จำนวน 3 ลำจากจีนในวงเงิน 3 หมื่น 6 พันล้านบาท ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นดีลที่แสนคุ้มค่าจนยากที่จะปฏิเสธ หรือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ระดับ Thaitanic กันแน่?

เรือดำน้ำชั้น Yuan ของจีน (ภาพจากอินเตอร์เนต)

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำหรือไม่?

ถ้าถาม ทร.ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำหรือไม่ ก็คงได้รับคำตอบว่าจำเป็นมาก มากจนกระทั่ง ทร.ได้ตั้งกองเรือดำน้ำพร้อมเครื่องฝึกเรือดำน้ำ ก่อนที่จะมีการจัดหาเรือดำน้ำจริง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการปฏิบัติการทางเรือสมัยใหม่เป็นการปฏิบัติการใน 3 มิติ ทั้งบนผิวน้ำ บนอากาศ และใต้น้ำ ซึ่งกำลังทางเรือที่สมดุลไม่อาจละเลยมิติใดมิติหนึ่งได้ อีกทั้งประเทศไทยยังมีแนวชายฝั่งที่ยาวประมาณ 3,000 กม. ซึ่ง ทร.ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งในฝั่งทะเลอันดามัน และฝั่งอ่าวไทยติดกับทะเลจีนใต้ซึ่งอุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากร แต่ก็อาจเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งทางทะเลในอนาคตได้

นอกจากนี้ในบรรดาประเทศสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งอาเซียน 5 ประเทศแรก กว่าครึ่งเป็นประเทศที่มีเรือดำน้ำประจำการมานานกว่า 1 ทศวรรษแล้ว ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือประเทศเกาะเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ ซึ่งแทบไม่มีอาณาเขตทางทะเลเป็นของตนเอง คงเหลือแต่ไทยและฟิลิปปินส์ที่ยังคงไม่มีเรือดำน้ำประจำการ

ดังนั้นคำตอบสั้นๆ สำหรับคำถามนี้คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำ แต่จะมีงบประมาณเพียงพอในการสนับสนุนหรือไม่เป็นคำถามต่อไป

ประเทศไทยมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการมีเรือดำน้ำหรือไม่?

คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยากกว่าคำถามแรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนและการบริหารงบประมาณ โดยในปี 2559 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณป้องกันประเทศไว้ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.6% ของงบประมาณรัฐบาลทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 1.5% ของ GDP โดยเพิ่มขึ้นจากงบประมาณป้องกันประเทศของปี 2558 ประมาณ 7%

วงเงินงบประมาณสำหรับโครงการเรือดำน้ำที่ 3 หมื่น 6 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18% ของงบประมาณป้องกันประเทศทั้งหมด ซึ่งอาจดูเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีความเป็นไปได้เมื่อแบ่งจ่ายเป็นระยะเวลาหลายปี หรือเมื่อเทียบกับโครงการจำนำข้าวระหว่างปี 2554-2557 ที่ประมาณความเสียหายได้หลายแสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปซื้อเรือดำน้ำจีนได้กว่า 40 ลำ!

เรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ เพียงพอหรือไม่?

ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลทั้งทางทิศตะวันตกในฝั่งทะเลอันดามันและทิศตะวันออกในฝั่งอ่าวไทย ซึ่งทั้ง 2 ฝั่งทะเลไม่เชื่อมต่อถึงกันโดยตรง แต่ต้องเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งใช้เวลา 3-4 วัน นอกจากนี้การเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาจำเป็นต้องผ่านน่านน้ำของประเทศเพื่อนบ้านทางทิศใต้หลายประเทศ

การคำนวณระยะทางและเวลาที่ใช้ในการเดินทางระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน (ภาพจาก Supernova)

โดยปกติแล้วการดำรงความพร้อมของการปฏิบัติการต่อเนื่อง จะประกอบด้วยเรือพร้อมในทะเล 1 ลำ, เรือฝึกเตรียมความพร้อม 1 ลำ และเรือที่อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง 1 ลำ รวมเป็น 3 ลำ  ประกอบกับความเป็นจริงที่ว่าเรือ 1 ลำไม่สามารถอยู่ใน 2 ฝั่งทะเลในเวลาเดียวกันได้ แต่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน ดังนั้นประเทศไทยจึงควรมีเรือดำน้ำทั้งหมด 6 ลำ แบ่งออกเป็น 3 ลำในฝั่งอ่าวไทย และอีก 3 ลำในฝั่งทะเลอันดามัน

ทางเลือกอื่นที่ผ่านมา?

เมื่อปี 2553 ทร.เยอรมนีประกาศปลดระวางประจำการเรือดำน้ำชั้น 206A ก่อนกำหนดเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเรือดังกล่าวมีอายุการใช้งานเหลือประมาณ 5 ปี และหากได้รับการปรับปรุงเรือจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานอีกเป็นประมาณ 10-15 ปี โดย ทร.ได้แสดงความต้องการซื้อเรือดำน้ำดังกล่าวแบบครบแพคเกจ ประกอบด้วยเรือดำน้ำพร้อมใช้ 4 ลำ เรือดำน้ำอะไหล่ 2 ลำ เครื่องมือ อะไหล่ซ่อมบำรุง และเครื่องฝึก ในวงเงินประมาณ 7 พันล้านบาท ซึ่งทั้งราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ขนาดเรือกะทัดรัดที่ระวางขับน้ำบนผิวน้ำประมาณ 500 ตัน และความไม่ยุ่งยากซับซ้อนของระบบในเรือเก่า ทำให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ปฏิบัติการของ ทร. และเหมาะจะเป็นเรือดำน้ำชุดแรกสำหรับฝึกความคุ้นเคยและความชำนาญก่อนจะจัดหาเรือดำน้ำรุ่นใหม่ที่มีราคาสูงและมีความซับซ้อนสูงต่อไป อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และถูกปล่อยให้พ้นระยะเวลาไปจนกระทั่ง ทร.เยอรมนี ตัดสินใจขายเรือดำน้ำดังกล่าวให้กับโคลอมเบียแทน

เรือดำน้ำชั้น 206A มีขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ปฏิบัติการในน้ำตื้น (ภาพจาก taitennek)

นอกจากนี้เกาหลีใต้ได้เสนอขายเรือดำน้ำชั้น DSME1400 จำนวน 2 ลำ ในวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถึงแม้ว่าเรือดำน้ำใหม่ของเกาหลีใต้จะมีความทันสมัยกว่าเรือดำน้ำชั้น 206A แต่ก็มีราคาสูงกว่ามาก และ ทร.ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไปเนื่องจากมองว่าเรือดำน้ำชั้น 206A มีความเหมาะสมและคุ้มค่ามากกว่า

หลังจากนั้นยังมีข่าวว่า ทร.มีความสนใจจัดหาเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) มือสองจากสวีเดน แต่ ทร.สวีเดนกำลังประสบปัญหาความล่าช้าในโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ทำให้ไม่สามารถขายเรือดำน้ำที่มีอยู่ได้

ทางเลือกของเรือดำน้ำจีน?

กองทัพไทยมีประวัติยาวนานในการจัดหาอาวุธจากจีน ไม่ว่าจะเป็นรถหุ้มเกราะ จรวดหลายลำกล้อง รวมไปถึงเรือฟริเกตและเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง จึงกล่าวได้ว่า ทร.มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและแนวคิดของการใช้งานอาวุธจีนเป็นอย่างดี นอกจากนี้จีนยังเคยเสนอขายเรือดำน้ำชั้น Song ให้กับ ทร.เมื่อปี 2550 อีกด้วย

เรือดำน้ำชั้น Song ของ ทร.จีน (ภาพจาก USNI)

ล่าสุด ทร.ได้เริ่มดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำอีกครั้งในปี 2558 โดยในครั้งนี้มีผู้เสนอแบบเรือจาก 6 ประเทศ ประกอบด้วย เรือดำน้ำชั้น Kilo 636 จากรัสเซีย, เรือดำน้ำชั้น 209/1400mod จากเยอรมนี, เรือดำน้ำชั้น A26 จากสวีเดน, เรือดำน้ำชั้น S-26T จากจีน, เรือดำน้ำชั้น DSME1400 จากเกาหลีใต้ และเรือดำน้ำชั้น Scorpene 1000 จากฝรั่งเศส โดย ทร.ได้แถลงข่าวว่าคณะกรรมการที่ประกอบด้วยคนรุ่นใหม่ระดับผู้ปฏิบัติจากกองเรือดำน้ำได้ทำการคัดเลือกเรือดำน้ำจีนด้วยคะแนนเสียง 14 ต่อ 3 โดยพิจารณาจากความคุ้มค่าเนื่องจากในวงเงินเดียวกันสามารถจัดหาเรือดำน้ำจากประเทศอื่นได้เพียง 2 ลำ

เรือดำน้ำชั้น Yuan ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP ในเขต Brown Waters? (ภาพจาก Supernova)

จีนเปิดตัวเรือดำน้ำส่งออกรุ่น S-20 เป็นครั้งแรกในงานแสดงอาวุธ IDEX 2013 ที่เมือง Abu Dhabi โดยเป็นเรือดำน้ำรุ่นลดขนาดของเรือดำน้ำชั้น Yuan จากระวางขับน้ำใต้น้ำ 3,600 ตัน เป็นระวางขับน้ำใต้น้ำ 2300 ตัน อย่างไรก็ดียังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการของเรือดำน้ำชั้น S-26T ซึ่งคาดว่าจะเป็นเรือรุ่นส่งออกของเรือดำน้ำชั้น Yuan แบบติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP แต่ถึงแม้ว่า ทร.จีนจะเริ่มประจำการเรือดำน้ำชั้น Yuan ตั้งแต่ปี 2549 รวมกว่า 10 ลำแล้ว ก็ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับขีดความสามารถของเรืออย่างเปิดเผย ไม่นับรวมความสับสนและความไม่แน่นอนที่ดูจะเป็นเรื่องปกติเกี่ยวกับข้อมูลขีดความสามารถของอาวุธจีนทั่วไป

ขีดความสามารถการสร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของจีน

จีนเริ่มต้นขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าด้วยการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำชั้น Whiskey จากโซเวียตในช่วงทศวรรษที่ 1950 และต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1960 จีนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำชั้น Romeo (Type 033) ซึ่งจีนได้นำไปปรับปรุงต่อยอดเป็นเรือดำน้ำชั้น Ming (Type 035) ในช่วงทศวรรษที่ 1970 หลังจากนั้นจีนได้ซื้อเรือดำน้ำชั้น Kilo 877 รุ่นแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 ในช่วงที่กำลังพัฒนาและออกแบบเรือดำน้ำชั้น Song และล่าสุดจีนได้ซื้อเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 รุ่นใหม่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ถึงต้นทศวรรษที่ 2000 ก่อนจะมีเรือดำน้ำชั้น Yuan ในปี ค.ศ.2006 ซึ่งส่งผลให้เรือดำน้ำชั้น Song และ Yuan มีความคล้ายคลึงกับเรือดำน้ำชั้น Kilo ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขีดความสามารถการสร้างเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของจีนจะเป็นการลอกแบบหรือการ Reverse Engineering มากกว่าการวิจัยและพัฒนาด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ต่างจากอาวุธอื่นๆ ของจีน เรียกได้ว่าอะไรก็ตามที่จีนมีเป็นเจ้าของหรือไม่เป็นเจ้าของก็มีโอกาสถูกลอกเลียนแบบได้หมด

งานฝีมือและคุณภาพการสร้างเรือของจีน

เป็นที่ทราบกันดีว่าแรงงานจีนเน้นการเร่งงานให้เสร็จทันกำหนดมากกว่าการใส่ใจในคุณภาพ โดยแนวคิดการควบคุมคุณภาพของจีนคือตราบใดที่ยังผลิตภัณฑ์ยังสามารถใช้งานได้ ถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพจีน (As long as it works, it’s good enough!) โดยไม่สนใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะอยู่รอดไปได้นานเท่าใด ซึ่ง ทร.น่าจะมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดมามากพอเกี่ยวกับความด้อยคุณภาพของเรือรบจีนตั้งแต่การจัดหาเรือฟริเกตชุด ร.ล.เจ้าพระยา ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีราคาถูกกว่าเรือฟริเกตของชาติตะวันตกหลายเท่า แต่ก็เต็มไปด้วยปัญหามากมาย ทั้งปัญหาการเดินสายไฟ, ข้อบกพร่องในระบบป้องกันความเสียหาย และปัญหาเกี่ยวกับระบบการผนึกน้ำภายในตัวเรือ ซึ่งต้องใช้ความพยายามและทรัพยากรอย่างมากในการแก้ไขหลังจากที่มีการรับมอบเรือไปแล้ว

ทางเลือกที่คุ้มค่าหรือบทนำสู่หายนะครั้งใหม่?

จีนได้ผลักไสมิตรประเทศและประเทศคู่ค้าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการแสดงท่าทีคุกคามในการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ ไปจนถึงการถมแนวปะการังเพื่อสร้างเกาะเทียมและสนามบินกลางทะเล ดังนั้นการขายเรือดำน้ำครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จีนจะผูกมิตรกับไทยซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่ไม่มีปัญหาการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลกับจีน

อย่างไรก็ดี จากปัญหาความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพของการสร้างเรือจีน ทร.อาจได้ประโยชน์มากกว่าหากเลือกเรือดำน้ำจากประเทศอื่น (ตามคำกล่าวที่ว่า “คุณภาพตามราคา” หรือ If you pay peanuts, you get monkeys!) ซึ่งหากระบบขับเคลื่อน AIP เป็นความต้องการของ ทร. การเลือกเรือดำน้ำ A-26 จะทำให้ ทร.ได้เรือดำน้ำคุณภาพตะวันตกติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP จำนวน 2 ลำ โดยไม่ต้องมีข้อกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้กองทัพไทยยังมีความสัมพันธ์อันดีกับสวีเดนจากการซื้อเครื่องบินรบ JAS-39 Gripen ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าเหตุใด ทร.จึงไม่แสวงหาโอกาสต่อยอดจากความสัมพันธ์ดังกล่าว?

สุดท้ายนี้หาก ทร.เลือกซื้อเรือดำน้ำแทนการซื้อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เมื่อปี 2535 ในปัจจุบัน ทร.จะมีประสบการณ์ในการปฏิบัติการเรือดำน้ำได้เกือบ 20 ปีแล้ว ซึ่งในครั้งนี้ ทร.ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเหมือนกับเมื่อครั้งก่อนหน้า เนื่องจากวงเงินที่สูงกว่ามากจะส่งผลเสียในระยะยาวมากกว่าหลายเท่า

One thought on “มุมมองนักวิเคราะห์สิงคโปร์ต่อการที่ ทร.ไทยตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำจีน – หรือจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ระดับ Thaitanic?

  1. สรศักดิ์ สุบงกช

    เป็นเรื่องน่าอึดอัดเมื่อเรารู้ว่าปัญหาการซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่การกำหนดคุณสมบัติหรือมีงบประมาณไม่พอ แต่มันเป็นปัญหาด้านการกินสินบนจากคนในระดับสูงที่เห็นผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติและกองทัพ

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s