วิวัฒนาการของการยิงปืนใหญ่เรือ – กว่าจะมาเป็นระบบควบคุมการยิงอัตโนมัติสมัยใหม่

แผนกการปืน กองการฝึก กองเรือยุทธการ “ยิงให้ถูกก่อน, ถูกให้จัง และยิงให้ถูกเรื่อยไป” (ภาพโดยกัปตันนีโม)

การยิงปืนใหญ่เรือในปัจจุบันยังคงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากเครื่องคำนวณอนาล็อก เช่น เครื่องคำนวณ Dumaresq, นาฬิการะยะ และกล้องวัดซึ้ง มาจนถึงเรดาร์ B-Scope, เครื่องคำนวนดิจิตอล และระบบควบคุมการยิงอัตโนมัติในปัจจุบัน แต่การยิงปืนใหญ่เรือยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาการควบคุมการยิงที่มีความซับซ้อนมากที่สุด สืบเนื่องจากการโคลงของเรือและการเคลื่อนที่ของทั้งเป้าและเรือยิง นอกเหนือจากปัญหา Projectile และฟิสิกส์ในการยิงปืนใหญ่ทั่วไป ดังนั้นยิ่งระบบควบคุมการยิงพัฒนามากขึ้นไปเท่าใด ต้นปืนและชุดศูนย์ยุทธการเรือยิ่งต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบควบคุมการยิงสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่

Battle of the Cape St.Vincent ปี ค.ศ.1797 แสดงให้เห็นยุทธวิธีการตั้งแถว Line of Battle
(ภาพจาก Royal Museums Greenwich)

ปืนใหญ่เรือในยุคเรือใบ

ปืนใหญ่เรือโบราณในยุคเรือใบมีระยะยิงหวังผลสั้นเพียงไม่กี่ร้อยหลา การยิงปืนใหญ่เรือในสมัยนั้นจึงเน้นปริมาณมากกว่าความแม่นยำ โดยเรือรบสมัยเรือใบจะติดตั้งปืนใหญ่จำนวนมากบริเวณข้างเรือ เรียกว่า Broadside ซึ่งต่อมาจำนวนปืนใหญ่และชั้นดาดฟ้าที่ติดตั้งปืนใหญ่ถูกใช้เป็นเกณฑ์วัดขนาดเรือรบ เช่น เรือติดตั้งปืนใหญ่ 2 ชั้น จำนวน 74 กระบอก (74-Gun Two-Decker)

HMS Victory เป็นเรือ Ship of the Line ติดปืน 3 ชั้น จำนวน 104 กระบอก (ภาพจาก Royal New Zealand Navy)

ยุทธวิธีปืนใหญ่เรือในสมัยเรือใบเป็นการใช้รูปกระบวนเรียงตามกันแถวเดียว เรียกว่า Line of Battle เพื่อรวมอำนาจการยิงไปในทิศทางด้านข้างกระบวนเรือ ซึ่งเรือที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนปืนใหญ่มากพอที่จะเข้าร่วมในกระบวนเรือเรียกว่า Battle Ship of the Line หรือ Ship of the Line ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าเรือประจัญบาน (Battle Ship) ในปัจจุบัน โดยกระบวนเรือจะพยายามอยู่เหนือลมเพื่อให้มีความได้เปรียบในการรับลมเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของเรือ และยุทธวิธีขั้นสูงในสมัยนั้นคือการนำกระบวนเรือขวางหน้า หรือตัดแทรกแถวฝ่ายตรงข้ามในแนวตั้งฉาก (Crossing the T) เพื่อเปิดมุมยิงด้านข้างของปืนใหญ่ Broadside ต่อมุมหัวเรือที่มีปืนน้อยกว่า หรืออีกยุทธวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีแต่ทำได้ยากคือการนำกระบวนเรือขนาบข้างฝ่ายตรงข้ามทั้ง 2 ด้าน (Double Up) เพื่อรวมอำนาจการยิงของเรือ 2 ลำ ต่อเรือฝ่ายตรงข้ามเพียงลำเดียว

ปัญหาการควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือสมัยใหม่

ต่อมาในยุคอุตสาหกรรมได้มีการพัฒนาปืนใหญ่เรือจากการติดตั้งปืนใหญ่ประจำที่จำนวนมากข้างตัวเรือ เป็นการใช้ป้อมปืนหัน-กระดกได้บนดาดฟ้าที่มีอำนาจการทำลายมากขึ้นเพื่อเอาชนะเรือไอน้ำหุ้มเกราะ และมีระยะยิงที่ไกลขึ้นเป็นหลายกิโลเมตร จึงมีความจำเป็นต้องมีการแก้ปัญหาการควบคุมการยิงเพื่อให้เกิดความแม่นยำและเพิ่มระยะยิงหวังผลให้ไกลขึ้น (ผู้ที่เริ่มยิงก่อนที่ระยะหวังผลไกลกว่าย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ) อย่างไรก็ดีการควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือมีความซับซ้อนมากกว่าการยิงปืนใหญ่บกหรือปืนใหญ่สนาม โดยนอกจากปัญหาขีปนวิธีทั่วไป เช่น การเคลื่อนที่โปรเจคไตล์, แรงต้านจากอากาศและลม, การหมุนของลูกปืน และแรง Coriolis เนื่องจากการหมุนของโลกแล้ว การยิงปืนใหญ่เรือยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของทั้งเรือยิงและเป้าเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

หลักการ Projectile เป็นพื้นฐานของการยิงปืนใหญ่ (ภาพจาก Wikipedia)

ปัญหาแรกคือการเคลื่อนที่เนื่องจากอาการโคลงของเรือในทะเล ในสมัยเรือใบการยิงปืนใหญ่เรือเป็นการยิงในระยะประชิด ดังนั้นอาการโคลงของเรือจึงไม่ส่งผลต่อความแม่นยำมาก แต่เมื่อปืนใหญ่เรือในยุคอุตสาหกรรมมีระยะยิงไกลขึ้นหลายเท่า การโคลงของเรือจึงส่งผลต่ออาการผิดทางระยะเป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาแต่เดิมคือการตั้งมุมกระดกของปืนตามการคำนวณระยะยิง และรอให้เรือโคลงผ่านมุมระนาบ 0 องศาแล้วกะเวลายิงให้ทัน แต่ก็เป็นวิธีที่ทำให้ยิงได้ช้ามาก และการกะเวลาที่คลาดเคลื่อนอาจส่งผลต่อการแก้ระยะยิงในนัดต่อไปอีกด้วย

roll

การโคลงของเรือส่งผลต่อการเล็งปืนใหญ่
(ภาพจาก Naval Firepower: Battleship Guns and Gunnery in the Dreadnought Era)

ผู้ที่คิดค้นการแก้ปัญหาการโคลงของเรือในการยิงปืนใหญ่เรือคือ น.อ.Percy Scott (ยศในขณะนั้น) ของ ทร.อังกฤษ โดยเมื่อปี ค.ศ.1898 น.อ.Percy Scott สังเกตว่าพลประจำป้อมปืนที่ปรับมุมกระดกอย่างต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงให้เป้าอยู่ในศูนย์เล็งตลอดเวลา ช่วยให้สามารถรักษาระยะยิงได้คงที่มากกว่าป้อมปืนที่ปรับมุมกระดกแบบคงที่ ซึ่ง น.อ.Percy Scott ได้นำมาประยุกต์เป็นเทคนิคที่เรียกว่า Continuous Aim Firing และช่วยเพิ่มความแม่นยำและอัตราการยิงในการแข่งขันยิงปืนใหญ่เรือประจำปีได้ถึง 6 เท่า และต่อมาได้มีการพัฒนาจากการใช้คนในการรักษามุมกระดกเป็นการใช้ Gyroscope ในช่วงทศวรรษที่ 1930

ร.ล.ธนบุรี สังเกตกล้องวัดระยะบนหอควบคุมการยิงเหนือสะพานเดินเรือ (ภาพจาก www.thailandshistoria.se)

ปัญหาต่อมาคือการวัดระยะเป้า และปัญหาที่ยากกว่านั้นคือการตรวจระยะกระสุนตกเพื่อนำไปใช้แก้ค่ามุมกระดกของปืน ซึ่งในสมัยที่ปืนใหญ่เรือมีระยะยิงไม่เกิน 1 กม. ยังคงสามารถใช้ตาเปล่าในการกะประมาณระยะเป้าและฝอยน้ำจากจุดกระสุนตกได้ แต่การกะประมาณระยะด้วยตาเปล่าไม่สามารถทำได้ที่ระยะไกลกว่านั้น ในขณะที่การยิงปืนใหญ่บนบกสามารถวัดระยะจากแผนที่และส่งผู้ตรวจกระสุนตกไปใกล้เป้าได้ แต่การยิงปืนใหญ่เรือในทะเลจำเป็นต้องวัดระยะเป้าและตรวจกระสุนตกจากเรือยิงที่ระยะไกล และเรือรบในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ยังไม่มีเรดาร์ จึงจำเป็นต้องใช้กล้องวัดระยะหรือกล้องวัดซึ้ง สำหรับวัดระยะเป้าและตรวจกระสุนตกทางระยะ แบ่งออกเป็นกล้องแบบ Coincidence กับกล้องแบบ Stereoscopic ซึ่งกล้องทั้ง 2 แบบใช้หลักการสามเหลี่ยมหรือ Triangulation คล้ายกัน ต่างกันที่รายละเอียดวิธีการ โดยกล้องแบบ Coincidence ใช้การซ้อนภาพจากเลนส์วัตถุ 2 ข้าง ลงบนเลนส์ตาเพียงข้างเดียว ส่วนกล้องแบบ Stereoscopic ใช้การซ้อนภาพบนเลนส์ตา 2 ข้างที่เป็นอิสระจากกัน

หลักการทำงานของกล้องวัดระยะ (ภาพจาก www.maritime.org)

ปัญหาสุดท้ายคือปัญหาการเคลื่อนที่สัมพันธ์ของทั้งเรือยิงและเรือเป้า ซึ่งส่งผลให้ระยะยิงเปลี่ยนไปตลอดเวลา และทำให้การแก้กระสุนตกในนัดต่อไปมีความยุ่งยากมากขึ้น เนื่องจากระยะของการตรวจกระสุนตกที่วัดได้จากกล้องวัดระยะเป็นค่าคงที่ แต่การแก้กระสุนตกนัดต่อไปจะต้องเผื่อเวลาในการยิงและเวลาที่กระสุนใช้ในการเดินทางในอากาศไปจนถึงเป้า ซึ่งเป็นเวลาหลายสิบวินาที ดังนั้นการปรับแก้มุมหัน-มุมกระดกของปืนใหญ่เรือจะต้องคำนวณล่วงหน้าเผื่อเวลาดังกล่าวด้วยเพื่อให้กระสุนตกตรงเป้า

ปัญหาการเคลื่อนที่สัมพันธ์ในการยิงปืนใหญ่เรือ
(ภาพจาก Naval Firepower: Battleship Guns and Gunnery in the Dreadnought Era)

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทร.อังกฤษยังเป็นมหาอำนาจทางทะเล และเป็นกองทัพเรือที่มีเทคโนโลยีชั้นน้ำในการแก้ปัญหาการควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือ โดยในปี ค.ศ.1902 ร.อ.John Saumarez Dumaresq (ยศในขณะนั้น) ของ ทร.อังกฤษ ค้นพบว่าเวคเตอร์ลัพธ์ (Rate Vector) ซึ่งเป็นผลรวมของเวคเตอร์อัตราเปลี่ยนทางระยะ (Range Rate) กับเวคเตอร์อัตราเปลี่ยนทางแบริ่ง (Deflection) ระหว่างเรือ 2 ลำที่ถือเข็มและความเร็วคงที่ จะมีค่าคงที่และไม่ขึ้นกับระยะของเรือเป้า และได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณอนาล็อก (ซึ่งต่อมาเรียกว่าเครื่องคำนวณ Dumaresq) ที่ใช้ในการคำนวณหาอัตราเปลี่ยนทางระยะกับอัตราเปลี่ยนทางแบริ่ง

เครื่องคำนวณ Dumaresq (ภาพจาก www.maritime.org)

เครื่องคำนวณ Dumaresq ใช้งานคู่กับนาฬิการะยะ โดยค่าอัตราเปลี่ยนทางระยะที่คำนวณได้จากเครื่องคำนวณ Dumaresq จะถูกป้อนให้กับนาฬิการะยะ และแขนชี้ระยะเป้าของนาฬิการะยะจะเปลี่ยนไปตามการตั้งอัตราเปลี่ยนทางระยะ ทำให้สามารถอ่านระยะเป้าได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้นาฬิการะยะอาจมีแขนที่ 2 ที่ใช้แสดงค่าระยะที่รวมค่าแก้ทางระยะแล้ว ซึ่งเป็นระยะที่ใช้ในการสั่งมุมกระดกของปืน

นาฬิการะยะ ใช้งานคู่กับเครื่องคำนวณ Dumaresq (ภาพจาก www.maritime.org)

ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือช่วยในการควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือ เช่น เครื่องคำนวณ Dumaresq และนาฬิการะยะ แต่การวัดระยะเป้าในระยะไกลทางสายตาด้วยกล้องวัดระยะ รวมทั้งการตรวจกระสุนตกทางระยะ ยังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ต่างจากการวัดทิศทางแบริ่งเป้าและการตรวจกระสุนตกทางแบริ่งที่ทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากค่าที่ได้จากกล้องวัดระยะอาจมีความคลาดเคลื่อน และการตรวจกระสุนตกทางระยะจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนเพียงแค่ว่ากระสุนตกหน้าเป้าหรือหลังเป้า แต่การประมาณระยะว่าตกหน้าเป้าหรือหลังเป้าเป็นระยะเท่าใดนั้นทำได้ยาก จึงมีเทคนิคในการช่วยหาระยะที่แน่นอนเรียกว่าการยิงจับระยะ หรือยิงส้อม คือการตั้งระยะยิงของปืนแต่ละกระบอกให้ต่างกันเล็กน้อยตามลำดับ และยิงในเวลาที่ต่างกันแทนการยิงเป็นตับ (Salvo) พร้อมกันทุกกระบอก เพื่อหาระยะที่ทำให้กระสุนตกคร่อมหน้าและหลังเป้า (Straddle) ซึ่งหมายความว่าเป้าจะอยู่ในระยะกระสุน 2 นัดนั้น ทำให้การแก้ระยะเข้าหาเป้าทำได้รวดเร็วขึ้น

การยิงส้อมหรือยิงจับระยะให้กระสุนตกคร่อมเป้า
(ภาพจาก KBismarck)

การที่ระบบควบคุมการยิงด้วยเครื่องคำนวณอนาล็อกมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้มีการแบ่งสถานที่และความรับผิดชอบไปยังห้องต่างๆ ในเรือ ประกอบด้วย หอควบคุมการยิง (Director หรือ Fire Control Tower) ซึ่งจะอยู่บริเวณที่สูงสุดของเรือเพื่อหลีกเลี่ยงเขม่าและควันจากการยิงปืน หอควบคุมการยิงจะติดตั้งกล้องวัดระยะ ทำหน้าที่ตรวจการณ์เป้า ตรวจกระสุนตก และควบคุมสั่งการยิงโดยต้นปืน, หอกลาง (Transmitter Station) อยู่ลึกเข้าไปภายในตัวเรือ ติดตั้งเครื่องคำนวณและโต๊ะพล็อต ทำหน้าที่คำนวณอัตราเปลี่ยนทางระยะ อัตราเปลี่ยนทางแบริ่ง คำนวณติดตามระยะเป้า (Rangekeeping) และบวกค่าแก้จากการตรวจกระสุนตก เพื่อส่งค่ามุมหันและมุมกระดกไปยังป้อมปืน (Turret) ผ่านทางท่อพูด โทรศัพท์กำลังเสียง หรือโทรเลขไฟฟ้า และต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบมอเตอร์ซิงโคร เรือประจัญบานขนาดใหญ่อาจมีเครื่องคำนวณหลายชุดในหอกลางเพื่อให้สามารถควบคุมการยิงเป้าได้มากกว่า 1 เป้าในเวลาเดียวกัน

ภาพแสดงการทำงานของหอควบคุมการยิงและหอกลางใต้ดาดฟ้า (ภาพจาก Wikipedia)

เรดาร์และเครื่องควบคุมการยิงสมัยใหม่

เรดาร์ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยให้สามารถวัดระยะเป้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และเรดาร์ได้ถูกนำมาแทนที่กล้องวัดระยะเพื่อใช้งานร่วมกับเครื่องคำนวณอนาล็อกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเรดาร์มีระยะตรวจจับที่ไกลกว่าระยะสายตาทำให้สามารถใช้ควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือที่ระยะไกลกว่าระยะสายตาได้ อีกทั้งเรดาร์ยังสามารถใช้ควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือในเวลากลางคืนที่ไม่สามารถมองเห็นเป้าโดยตรง นอกจากนี้การแสดงผลเรดาร์แบบ B-Scope ยังสามารถตรวจจับฝอยน้ำที่จุดกระสุนตกเพื่อใช้ในการตรวจกระสุนตกได้อีกด้วย

สายอากาศเรดาร์ติดตั้งบนหอควบคุมการยิงด้านหน้ากล้องวัดระยะบนเรือประจัญบาน Bismarck (ภาพจาก KBismarck)

เครื่องควบคุมการยิงสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องคำนวณดิจิตอลเข้ามาแทนที่เครื่องคำนวณอนาล็อกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การคำนวณมีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นโดยใช้คนน้อยลง และช่วยให้การส่งต่อข้อมูลจากเรดาร์ไปยังเครื่องควบคุมการยิงและส่งค่ามุมหันและมุมกระดกต่อไปยังป้อมปืนเป็นไปโดยอัตโนมัติไม่ต้องอาศัยพลติดต่อ

การแสดงผลเรดาร์แบบ B-Scope ใช้ในการตรวจกระสุนตก (ภาพจาก Radartutorial)

การยิงต่อสู่อากาศยาน

หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของปืนใหญ่เรือคือการยิงต่อสู้อากาศยาน และถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีอาวุธปล่อยนำวิถีเป็นอาวุธหลักในระบบป้องกันภัยทางอากาศของเรือรบ แต่ปืนใหญ่เรือยังคงมีหน้าที่ต่อสู้อากาศยานและป้องกันภัยทางอากาศในระยะใกล้ โดยขนาดของปืนเรือที่ใช้ยิงต่อสู้อากาศยานโดยทั่วไปในช่วงสงครามโลกมีตั้งแต่ปืนกลขนาด 20 มม. ไปจนถึงปืนใหญ่ขนาด 76 มม., 100 มม. และ 127 มม. (ทร.ญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีกระสุนต่อสู้อากาศยานสำหรับปืนใหญ่ขนาด 46 ซม.ด้วย)

โดยปกติแล้วปืนใหญ่เรือจะเป็นปืนใหญ่วิถีราบที่มีมุมกระดกไม่เกิน 45 องศาสำหรับยิงเป้าผิวน้ำ (การยิงปืนใหญ่ในทะเลไม่มีความจำเป็นต้องยิงข้ามสิ่งกีดขวางจึงไม่ใช้ปืนใหญ่วิถีโค้ง) แต่ภัยจากเครื่องบินทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีความจำเป็นต้องเพิ่มมุมกระดกมากขึ้นเป็น 70-80 องศาเพื่อให้สามารถใช้ยิงต่อสู้อากาศยานได้ โดยปืนใหญ่เรือที่มีมุมกระดกเกิน 45 องศาสำหรับยิงต่อสู้อากาศยานจะเรียกว่าปืน Dual Purpose ที่สามารถยิงได้ทั้งเป้าผิวน้ำและอากาศยาน

ปืนใหญ่เรือที่สามารถยิงต่อสู้อากาศยานได้จะมีมุมกระดกสูงกว่า 45 องศา (ภาพจาก Modern Weapons)

การควบคุมการยิงปืนใหญ่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่มีความรวดเร็วและแม่นยำมากพอที่จะยิงกระสุนไปกระทบเป้าเครื่องบินที่เคลื่อนที่ในอากาศด้วยความเร็วสูงได้ จึงได้มีการคิดค้นชนวนเฉียดระเบิด (VT Fuze หรือ Proximity Fuze) เพื่อให้กระสุนระเบิดในระยะใกล้โดยไม่จำเป็นต้องชนเป้าโดยตรง หรือใช้การยิงเป็นกลุ่มกระสุนและใช้ชนวนเวลาเพื่อตั้งเวลาให้กระสุนระเบิดดักหน้าเส้นทางการบินของอากาศยาน

ในปัจจุบันปืนใหญ่เรือกับกระสุนชนวนเฉียดระเบิดยังคงใช้เป็นอาวุธต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ โดยได้ถูกพัฒนาให้มีอัตราการยิงที่เร็วขึ้นตามความเร็วของอากาศยานและอาวุธปล่อยนำวิถีสมัยใหม่ที่มีความเร็วมากขึ้น และระบบควบคุมการยิงสมัยใหม่มีความรวดเร็วและแม่นยำมากพอที่จะสามารถตรวจจับเป้าอากาศและกลุ่มกระสุนได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้สามารถปรับแก้ให้กลุ่มกระสุนเข้าหาเป้าที่เคลื่อนที่กลางอากาศได้

การยิงฝั่ง

นอกจากการยิงเป้าผิวน้ำและเป้าอากาศยานในทะเลแล้ว ปืนใหญ่เรือยังมีระยะยิงไกลพอที่จะยิงสนับสนุนเป้าบนฝั่ง (Naval Bombardment หรือ Naval Gunfire Support) เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการบนฝั่งหรือระดมยิงฝั่งก่อนปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีปัญหาหลักของการยิงฝั่งคือการที่เรือยิงอาจมองไม่เห็นเป้าโดยตรง เช่น เป้าอาจถูกบังด้วยป่าหรืออยู่หลังเนิน และเรดาร์ผิวน้ำบนเรือไม่สามารถติดตามเป้าบนฝั่งได้เนื่องจากแนวขอบฝั่งจะสะท้อนคลื่นเรดาร์จนบดบังเป้า ซึ่งการยิงไปยังจุดบนแผนที่โดยไม่มีผู้ตรวจกระสุนตกอาจไม่แม่นยำเพียงพอ การยิงฝั่งจึงต้องมีผู้ตรวจกระสนตกบนฝั่งหรือใช้การตรวจกระสุนตกด้วยอากาศยาน โดยเทคนิคที่ช่วยให้การยิงฝั่งมีความแม่นยำมากขึ้นร่วมกับการใช้ผู้ตรวจกระสุนตกคือการยิงแฝง (Indirect Fire) ด้วยการเลือกจุดเล็งรองที่สามารถมองเห็นได้ชัดหรือติดตามด้วยเรดาร์ได้ เช่น เกาะเล็กๆ หรือโขดหิน โดยที่จุดเล็กรองไม่จำเป็นต้องอยู่ในแนวยิง แต่ใช้การคำนวณมุมต่าง (Offset) เพื่อช่วยในการควบคุมการยิง

การพัฒนาต่อไปในอนาคต

ปัญหาหลักของการยิงปืนใหญ่เรือในปัจจุบันคือการที่ไม่สามารถควบคุมกระสุนได้หลังจากยิงจากกระบอกปืนไปแล้ว ซึ่งระหว่างการที่กระสุนโคจรในอากาศยังคงมีปัจจัยทางขีปนวิธีที่ไม่มีข้อมูลขัดเจนและไม่สามารถควบคุมได้ เช่น กระแสลม อุณหภูมิอากาศ และความหนาแน่นของอากาศ เป็นต้น ทำให้ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้การตรวจกระสุนตกและการปรับแก้ค่าเพื่อชดเชยปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว  อย่างไรก็ดีการแนวโน้มการพัฒนาต่อไปในอนาคตคือการติดตั้งระบบนำวิถีที่สามารถควบคุมกระสุนระหว่างโคจรในอากาศให้เข้าหาเป้าได้ ซึ่งแนวคิดการพัฒนากระสุนปืนใหญ่แบบนำวิถีได้มีมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นแล้ว แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยียังไม่สามารถติดตั้งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่สามารถทนต่อแรงกระแทกและแรงเหวี่ยงจากการยิงกระสุนออกจากปากกระบอกปืนใหญ่ได้ อย่างไรก็ดีการพัฒนากระสุนปืนใหญ่เรือแบบนำวิถียังคงอยู่ในความสนใจของหลายประเทศเนื่องจากความประหยัดและคุ้มค่าของปืนใหญ่เมื่อเทียบกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถี


 

อ้างอิง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s