Untitled1

เรือดำน้ำจีนกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ

 

กองทัพจีนกับยุทธศาสตร์ Anti-Access/Area Denial (A2/AD)

กองทัพจีนได้ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและแหล่งพลังงาน รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยกองทัพจีนได้พัฒนากำลังรบเพื่อขยายบทบาทจากการป้องกันประเทศทางบกและการป้องกันชายฝั่งเป็นการป้องกันเชิงลึกระยะไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญของการขยายบทบาททางทหารของจีนคือกำลังทหารของสหรัฐฯ ซึ่งมีความได้เปรียบทั้งในด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ในการปฏิบัติการจริง และมีแนวโน้มที่จะแทรกแซงการขยายบทบาทของกองทัพจีน ส่งผลให้จีนหันไปใช้ยุทธศาสตร์ Anti-Access/Area Denial (A2/AD) เพื่อลดข้อเสียเปรียบดังกล่าว โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลเพื่อขัดขวางการเข้าถึงและจำกัดเสรีในการใช้พื้นที่ของหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (Carrier Strike Group – CSG) ซึ่งถือเป็นกำลังหลักของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

IHSQ2-F3-China-Military-chart-Fig1-lg_170416110913049832

ยุทธศาสตร์ A2/AD ของจีน เน้นการป้องกันเชิงลึกไปจนถึง First Island Chain (เส้นประสีแดง) ภายในปี ค.ศ.2020 และ Second Island Chain (เส้นประสีน้ำเงิน) ภายในปี ค.ศ.2025 (ภาพจาก IHS Quarterly)

จุดเด่นของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำระยะไกล

กองทัพจีนมีการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลอย่างคู่ขนานเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ A2/AD มาโดยตลอด แต่การพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลมีข้อได้เปรียบมากกว่าการพัฒนาขีปนาวุธ เนื่องจากระบบอาวุธปล่อยนำวิถีมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า และสามารถยิงได้จากยานรบหลายประเภท ส่งผลให้มีความอ่อนตัวในการใช้งาน นอกจากนี้การพัฒนาและยิงทดสอบอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลยังมีผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศน้อยกว่าการพัฒนาและยิงทดสอบขีปนาวุธ

Untitled2

เรือรบจีนยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำระหว่างการฝึกในทะเลจีนใต้ (ภาพจาก A Low-Visibility Force Multiplier: Assessing China’s Cruise Missile Ambitions)

เรือดำน้ำจีนในฐานะฐานยิงอาวุธปล่อยนำวิถี

ทร.จีนนับว่าเป็นกำลังหลักในการขยายบทบาททางทหารของจีนในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากกำลังทางเรือมีความต้องการพึ่งพาสิ่งสนับสนุนบนฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่น้อยกว่ากำลังทางบกและกำลังทางอากาศ โดยเรือรบของ ทร.จีนส่วนมากมีขีดความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี ทั้งจากเรือพิฆาต, เรือฟริเกต และเรือเร็วโจมตีชั้นต่างๆ รวมจำนวนกว่า 100 ลำ

นอกจากการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีจากเรือผิวน้ำแล้ว ทร.จีนยังให้ความสำคัญกับเรือดำน้ำในฐานะอาวุธหลักสำหรับยุทธศาสตร์ A2/AD บริเวณทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก ด้วยการทำหน้าที่เป็นฐานยิงอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำที่ข้าศึกมองไม่เห็น โดยในหนังสือคู่มือการควบคุมการยิงของเรือดำน้ำ ทร.จีน หรือ 潜艇火控原理 – Principles of Submarine Fire Control ได้กล่าวไว้ว่า “ในสถานการณ์การรบสมัยใหม่ วิธีการรบหลักของเรือดำน้ำคือการโจมตีเรือผิวน้ำข้าศึกด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีจากใต้น้ำ” (“under modern combat conditions, the main combat method for attack submarine is to fire antiship missiles from underwater to attack enemy surface ships.”)

Untitled

เรือดำน้ำแบบต่างๆ ของ ทร.จีน (ภาพจาก A Low-Visibility Force Multiplier: Assessing China’s Cruise Missile Ambitions)

ในปัจจุบัน ทร.จีน มีเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ารุ่นใหม่ประกอบด้วยเรือดำน้ำชั้น Kilo 877/636 ที่จัดหาจากรัสเซีย และเรือดำน้ำชั้น Yuan (Type 041) กับเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) ที่จีนสร้างเองในประเทศ และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Shang (Type 093) กับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Han (Type 091) ซึ่งเรือดำน้ำที่กล่าวมาทั้งหมดมีขีดความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อ ต้านเรือผิวน้ำ (ไม่นับรวมเรือดำน้ำ SSBN ชั้น Jin ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์และไม่มีบทบาทในยุทธศาสตร์ A2/AD) โดยอาวุธปล่อยนำวิถีหลักที่ใช้กับเรือดำน้ำของจีนคืออาวุธปล่อยนำวิถี YJ-82 ระยะยิง 42 กม. ในเรือดำน้ำชั้น Yuan, Song, Shang และ Han กับอาวุธปล่อยนำวิถี SS-N-27B Sizzler ระยะยิง 200 กม. ในเรือดำน้ำชั้น Kilo 636

B

เรือดำน้ำหมายเลข 372 ของ ทร.จีน ยิงอาวุธปล่อยนำวิถีระหว่างการฝึก (ภาพจากภาษาชาวเรือดำน้ำ A-Z)

ความยุ่งยากของการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากเรือดำน้ำ

อย่างไรก็ดี การใช้อาวุธปล่อยนำวิถีจากเรือดำน้ำอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นอาวุธซ่อนพรางที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่มีความเสี่ยงจะเปิดเผยตนเอง โดยเรือดำน้ำจะตรวจจับเป้าด้วยโซนาร์แบบ Passive เท่านั้น ซึ่งจะได้แค่ข้อมูลทิศทางเป้าเท่านั้น และต้องใช้เวลาในการคำนวณหาข้อมูลอื่นๆ ได้แก่ ระยะและข้อมูลการเคลื่อนที่ของเป้า ซึ่งเรือดำน้ำสามารถตรวจจับและคำนวณข้อมูลเป้าสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีระยะใกล้ (YJ-82) ได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ดี การยิงอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลมากกว่าระยะตรวจจับของโซนาร์จะต้องอาศัยข้อมูลเป้าจากหน่วยอื่น ซึ่งการติดต่อสื่อสารกับเรือดำน้ำไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา และการชักสายอากาศสื่อสารขึ้นเหนือน้ำทำให้มีความเสี่ยงที่เรือดำน้ำอาจถูกตรวจจับได้ อีกทั้งความล่าช้าของการสื่อสารและความคลาดเคลื่อนของข้อมูลจะส่งผลต่อความแม่นยำของการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี โดยหนังสือคู่มือการควบคุมการยิงของเรือดำน้ำ ทร.จีน หรือ 潜艇火控原理 – Principles of Submarine Fire Control ได้ตระหนักถึงข้อจำกัดนี้ และกล่าวว่าจีนยังคงต้องพัฒนาเครือข่ายข้อมูลทางยุทธวิธีด้วยการใช้สถานีส่งต่อ หรือ Relay Stations เพื่อส่งต่อข้อมูลเป้าจากหน่วยตรวจจับไปยังเรือดำน้ำที่ทำหน้าที่เป็นฐานยิง

ในส่วนของการฝึก หน่วยงานข่าวกรองของ ทร.สหรัฐฯ รายงานว่า ทร.จีน มีการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ทร.จีนยังได้มีเผยแพร่ข่าวการฝึกยิงอาวุธปล่อยเป็นประจำอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อปี ค.ศ.2008 เรือดำน้ำหมายเลข 328 ได้ฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อเป้าเรือผิวน้ำจำนวน 4 เป้า และเมื่อปี ค.ศ.2009 เรือดำน้ำหมายเลข 312 ได้ทำการตรวจจับและคำนวณข้อมูลเป้าเพื่อส่งข้อมูลให้เรือผิวน้ำทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากพ้นระยะขอบฟ้า แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลการฝึกในลักษณะที่เรือดำน้ำรับข้อมูลเป้าจากหน่วยอื่นและทำหน้าที่เป็นเรือยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากพ้นระยะขอบฟ้า

เปรียบเทียบความเสียหายระหว่างการโจมตีด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี (ซ้าย) กับตอร์ปิโด (ขวา) (ภาพจาก “ว่าด้วยเรื่องอาวุธปล่อยนำวิถีกับเรือดำน้ำ“)

ความแตกต่างระหว่างแนวความคิดการใช้เรือดำน้ำของจีนกับค่ายตะวันตก

แนวคิดการใช้เรือดำน้ำของจีนเป็นฐานยิงอาวุธปล่อยนำวิถี มีความแตกต่างจากแนวคิดของเรือดำน้ำค่ายตะวันตก กล่าวคือ แนวคิดของเรือดำน้ำค่ายตะวันตกจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถของตอร์ปิโดในฐานะอาวุธหลักของเรือดำน้ำ มากกว่าอาวุธปล่อยนำวิถี เนื่องจากอำนาจการทำลายที่เด็ดขาดของตอร์ปิโด (One shot – One kill) ประกอบกับการพัฒนาขีดความสามารถในการตรวจจับและแยกแยะเป้าของตอร์ปิโดสมัยใหม่ โดยตอร์ปิโดค่ายตะวันตกสามารถทำงานในโหมด Passive ได้ตลอดเวลาจนเข้าชนเป้า และสามารถส่งข้อมูลกลับไปยังเรือยิงเพื่อทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์ตรวจการณ์หน้าของเรือดำน้ำ และช่วยในการแยกแยะเป้าสำคัญออกจากเรือคุ้มกัน โดยที่เรือดำน้ำไม่จำเป็นต้องรับข้อมูลจากเรืออื่นซึ่งจะเป็นการเสี่ยงที่จะเปิดเผยตนเอง ต่างจากการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยชี้เป้า และมีความยุ่งยากในการแยกแยะเป้า (หรือไม่สามารถแยกแยะเป้าได้) ส่งผลให้ต้องใช้อาวุธปล่อยนำวิถีจำนวนมากเพื่อหวังผลการยิงให้ถูกเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีเป้าหนาแน่น เช่น เรือบรรทุกเครื่องบินที่มีเรือคุ้มกันจำนวนหลายลำ

ตัวอย่างการพัฒนาขีดความสามารถของตอร์ปิโดค่ายตะวันตก (ภาพจาก “พัฒนาการของตอร์ปิโดหนักสมัยใหม่สำหรับเรือดำน้ำ“)

สรุป

จะเห็นได้ว่า ทร.จีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถของการใช้เรือดำน้ำเป็นฐานยิงอาวุธปล่อยนำวิถีเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ A2/AD ซึ่งช่วยให้มีความอ่อนตัวในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีจากฐานยิงหลายประเภท และเป็นการเพิ่มการป้องปรามเชิงลึกในระยะไกลตั้งแต่บริเวณทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนที่กำลังฝ่ายข้าศึกจะสามารถเข้าใกล้ฝั่งได้ แต่การใช้เรือดำน้ำเป็นฐานยิงอาวุธปล่อยนำวิถียังคงมีข้อจำกัดและความยุ่งยากที่จีนต้องแก้ไขต่อไป และหากมองในมุมของแนวคิดค่ายตะวันตกแล้วการใช้เรือดำน้ำเป็นฐานยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำอาจเป็นการฝืนธรรมชาติในการซ่อนพรางของเรือดำน้ำ ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถของเรือดำน้ำได้อย่างเต็มที่

One thought on “เรือดำน้ำจีนกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ

  1. Pingback: วิวัฒนาการของตอร์ปิโดหนัก (Heavyweight Torpedo) ที่ใช้ใน ทร.จีน | กัปตันนีโม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s