ความเป็นมาของกำลังเรือดำน้ำออสเตรเลีย

ตามที่เป็นข่าวโด่งดังเรื่องบริษัท DCNS ได้รับคัดเลือกในโครงการเรือดำน้ำของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโครงการจัดหาอาวุธขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพออสเตรเลีย และเป็นโครงการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศผู้ผลิตเรือดำน้ำชั้นนำ 3 ประเทศ อีกทั้ง ทร.ออสเตรเลีย ยังมีประสบการณ์กับเรือดำน้ำมาเป็นเวลานาน จึงขอนำเสนอประวัติความเป็นมาของกำลังเรือดำน้ำออสเตรเลีย เรียบเรียงโดยท่าน Outis ครับ


Royal Australian Navy Submarine Service

1

กำลังเรือดำน้ำออสเตรเลียนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเวลามากกว่า 100 ปี ออสเตรเลียได้พยายามจัดตั้งกำลังเรือดำน้ำของตนเองถึง 4 ครั้งโดยเริ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1914 จนกระทั่งมาสำเร็จในครั้งที่ 4 ในปี ค.ศ.1964

ความพยายามในยุคแรก (ค.ศ.1914-1964)

ความพยายามครั้งที่ 1 เรือดำน้ำ E-Class (1914-1915)

ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ.1910 ออสเตรเลียได้จัดหาเรือดำน้ำ E-Class ขนาด 750 ตัน จากอังกฤษ จำนวน 2 ลำ คือเรือดำน้ำ AE1 และ AE2 โดยเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำเดินทางถึงออสเตรเลียในปี ค.ศ.1914 ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียงไม่กี่เดือน และออสเตรเลียได้ส่งเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ทันที แต่เรือดำน้ำ AE1 ได้จมสูญหายไประหว่างภารกิจสกัดกั้นเรือผิวน้ำของฝ่ายเยอรมนีในบริเวณ New Guinea เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1914 ส่วนเรือดำน้ำ AE2 ได้ถูกส่งไปร่วมปฏิบัติการกับกองกำลัง ANZAC ที่คาบสมุทร Gallipoli ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และถูกโจมตีเสียหายหนักจนต้องสละเรือในเดือนเมษายน ค.ศ.1915 หลังจากปฏิบัติการโจมตีเรือผิวน้ำนอกชายฝั่งตุรกีเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์

2

เรือดำน้ำ AE2 (ภาพจาก Wikipedia)

ความพยายามครั้งที่ 2 เรือดำน้ำ J-Class (1919-1922)

ต่อมาในปี ค.ศ.1919 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ออสเตรเลียได้รับ เรือดำน้ำ J-Class ขนาด 1,200 ตัน มือสอง จากอังกฤษ จำนวน 6 ลำ แต่เนื่องจากเรือที่ได้รับมีสภาพไม่ดี มีปัญหาทางเทคนิคมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ออสเตรเลียต้องปลดประจำการเรือชุดนี้ในปี ค.ศ.1922

3

เรือดำน้ำ J5 (ภาพจาก Wikipedia)

ความพยายามครั้งที่ 3 เรือดำน้ำ O-Class (1927-1930)

จากนั้นใน ปี.ค.ศ.1927 ออสเตรเลียได้จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการอีกเป็นครั้งที่ 3 โดยจัดหาเรือชั้น O-Class ขนาด 1,400 ตัน จำนวน 2 ลำเข้าประจำการ คือเรือดำน้ำ HMAS Oxley และ HMAS Otway แต่ก็ปลดประจำการและส่งคืนให้อังกฤษอีกในปี ค.ศ.1930-1931 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ทำให้ไม่สามารถบำรุงรักษาได้รวมทั้งผลจาก London Naval Treaty ที่จำกัดปริมาณระวางขับน้ำของเรือรบของชาติภาคีด้วย

4

เรือดำน้ำ HMAS Otway (ภาพจาก Wikipedia)

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียไม่มีเรือดำน้ำ แต่ได้รับเรือดำน้ำเก่าจากเนเธอร์แลนด์ มาใช้ฝึกปราบเรือดำน้ำ (ASW Training) ชื่อว่า HMAS K9 ในช่วงปี ค.ศ.1943-1944 และในช่วงปี ค.ศ.1949-1969 กองเรือดำน้ำที่ 4 (4th Flotilla) ของราชนาวีอังกฤษได้ส่งเรือดำน้ำมาประจำการที่ซิดนีย์ จำนวน 2-3 ลำ เพื่อสนับสนุนการฝึกปราบเรือดำน้ำให้กับออสเตรเลียและ นิวซีแลนด์

ยุคปัจจุบัน (ค.ศ.1964- ปัจจุบัน)

ความพยายามครั้งที่ 4 เรือดำน้ำชั้น Oberon (ค.ศ.1967-2000)

ช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นยุคสงครามเย็น อังกฤษได้ถอนกำลังกองเรือดำน้ำที่ 4 ออกจากออสเตรเลีย รวมทั้งการที่อินโดนีเซียจัดหาเรือดำน้ำชั้น Whiskey จำนวน 12 ลำ จากสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ.1959 ซึ่งเปรียบเหมือนการขยายตัวของค่ายคอมมิวนิสต์มายังหน้าบ้านของออสเตรเลีย ทำให้ออสเตรเลียได้จัดตั้งกองกำลังเรือดำน้ำของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง โดยในปี ค.ศ.1964 ออสเตรเลียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Oberon จากอังกฤษจำนวน 4 ลำ  ซึ่งเข้าประจำการในช่วงปี ค.ศ.1967-1969 และได้จัดหาเพิ่มเติมอีก 2 ลำ เข้าประจำการในช่วงปี ค.ศ.1977-1978 โดยเรือดำน้ำชั้น Oberon ทั้งหมดได้ประจำการอยู่ที่ฐานทัพเรือดำน้ำ HMAS Platypus ที่ซิดนีย์ และได้ทยอยปลดประจำการในช่วงปี ค.ศ.1990-2000 รวมถึงฐานทัพเรือดำน้ำ HMAS Platypus ในอ่าวซิดนีย์ก็ได้ปิดตัวลงไปด้วยในปี ค.ศ.2000 คงเหลือเพียงฐานทัพเรือดำน้ำ HMAS Stirling ในฝั่งตะวันตก

6.png

เรือดำน้ำ HMAS Onslow (ภาพจาก Wikipedia)

 

เรือดำน้ำชั้น Collins (ค.ศ.1996 – ปัจจุบัน)

เรือดำน้ำชั้น Collins จำนวน 6 ลำของออสเตรเลีย เข้าประจำการในช่วงปี ค.ศ.1996-2003 โดยโครงการเรือดำน้ำชั้น Collins เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 เพื่อทดแทนเรือชั้น Oberon และมีเป้าหมายว่าเรือดำน้ำทุกลำจะดำเนินการสร้างในประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ ออสเตรเลียได้กำหนดความต้องการหลักของเรือดำน้ำชั้น Collins ไว้ 4 ประการคือ

  1. เรือดำน้ำต้องเหมาะสมกับการปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมของออสเตรเลีย
  2. ระบบการรบต้องทันสมัยและสามารถใช้งานได้ยาวนาน
  3. ต้องมีการสร้างสิ่งสนับสนุนต่างๆที่จำเป็นในออสเตรเลีย เพื่อที่จะทำให้สามารถสร้างเรือดำน้ำได้รวมทั้งจะต้องดูแลซ่อมบำรุงและให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคตลอดอายุการใช้งาน
  4. เรือดำน้ำจะต้องสามารถปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ในยามปกติได้ด้วย นอกจากภารกิจยามสงคราม

โครงการนี้ได้รับการอนุมัติงบประมาณในปี ค.ศ.1982 และต่อมาในปี ค.ศ.1983 บริษัทเรือดำน้ำ 7 บริษัทได้ยื่นเอกสารข้อเสนอ รวมเป็นน้ำหนักกว่า 4 ตันดังนี้

  • ฝรั่งเศส: เสนอเรือเรือดำน้ำชั้น Rubis แต่ขับเคลื่อนด้วยระบบดีเซล-ไฟฟ้าแทนที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์
  • เยอรมนี: HDW/IKL เสนอเรือดำน้ำType 2000 ซึ่งขยายแบบมาจากเรือดำน้ำชั้น 209
    : Thyssen Nordseewerke เสนอ เรือดำน้ำแบบ TR-1700
  • อิตาลี: เสนอ เรือดำน้ำซึ่งใช้พื้นฐานของเรือดำน้ำชั้น Sauro แต่ขยายแบบให้ใหญ่ขึ้น 25%
  • เนเธอร์แลนด์: เสนอ เรือดำน้ำชั้น Walrus
  • สวีเดน: เสนอ เรือดำน้ำ Type 471 ซึ่งขยายแบบมาจากเรือดำน้ำ A-17
  • อังกฤษ: เสนอเรือดำน้ำ Type 2400 หรือชั้น Upholder

คณะกรรมการที่พิจารณาเบื้องต้นพบว่า เรือดำน้ำแบบ Type 2000 ของ HDW ของเยอรมนี อยู่ในเกณฑ์ดีที่สุด เรือดำน้ำแบบ Walrus อยู่ในเกณฑ์ ดีพอใช้/ปานกลาง ส่วนเรือดำน้ำ Type 471 และ Type 2400 อยู่ในเกณฑ์ ผ่าน อย่างไรก็ตาม เรือดำน้ำที่เสนอมาทุกแบบยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของออสเตรเลียได้ทั้งหมด จะต้องมีการศึกษาและปรับปรุงแบบแบบเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีข้อกำหนดว่าระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำจะจัดหาแยกต่างหาก ซึ่งมีข้อเสนอจาก 5 บริษัท จาก 5 ชาติคือ สหรัฐฯ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ส่วนระบบอาวุธได้กำหนดให้ใช้ระบบและตอร์ปิโดของสหรัฐฯ

ในปี ค.ศ.1985 คณะกรรมการพิจารณาได้เลือกเรือดำน้ำ 2 แบบ คือ Type 2000 ของ HDW เยอรมนี และ Type 471 ของ Kockums สวีเดน กับเลือกระบบอำนวยการรบของ Rockwell สหรัฐฯ และ Signaal ของเนเธอร์แลนด์ เพื่อทำการศึกษาและปรับปรุงแบบให้ตรงกับความต้องการของออสเตรเลีย ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้ชนะในขั้นสุดท้ายต่อไป นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มข้อกำหนดให้บริษัทที่ได้รับการคัดเลือก จะต้องตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อต่อเรือในออสเตรเลีย โดยให้มีบริษัทออสเตรเลียถือหุ้นอย่างน้อย 50% ด้วย

ใน ปี ค.ศ.1986 ทีมประเมินด้านเทคนิคได้ทำการประเมินผลด้านขีดความสามารถในขั้นสุดท้าย โดยพบว่าเรือดำน้ำ Type 471 และระบบอำนวยการรบของ Rockwell สามารถตอบสนองความต้องการของออสเตรเลียได้ดีกว่าคู่แข่ง ต่อมาในปี ค.ศ.1987 รัฐบาลออสเตรเลียตกลงใจเลือกเรือดำน้ำ Type 471 กับระบบอำนวยการรบของ Rockwell พร้อมทำสัญญามูลค่าประมาณ 4,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ให้ Australian Submarine Consortium (ASC) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัท Kockums ของสวีเดน สร้างเรือดำน้ำชั้น Collins จำนวน 6 ลำ ซึ่งนับได้ว่าเป็นโครงการจัดหาอาวุธที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียในขณะนั้น

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ.2003 บริษัท ASC ได้ทำสัญญาในการซ่อมบำรุงเรือดำน้ำชั้น Collins เป็นระยะเวลา 25 ปี มูลค่าสัญญา 3,500 ล้านเหรียญออสเตรเลีย โดยค่าใช้จ่ายในการใช้งานและบำรุงรักษาเรือดำน้ำชั้น Collins ใน ปี ค.ศ.2008 อยู่ที่ประมาณ 322 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ต่อลำต่อปี

7

เรือดำน้ำ HMAS Collins (ภาพจาก Wikipedia)

สรุปปัญหาเกี่ยวกับเรือดำน้ำชั้น  Collins

เรือดำน้ำชั้น Collins นับว่าเป็นเรือดำน้ำที่มีปัญหามากที่สุดแบบหนึ่ง ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเรือดำน้ำใหม่ที่ทำการขยายแบบมาจากแบบเรือที่มีอยู่เดิม รวมทั้งต้องออกแบบและปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของออสเตรเลีย ทำให้เกิดปัญหาในเชิงเทคนิคค่อนข้างมาก ปัญหาที่พบมี ดังนี้

  1. ปัญหาความล่าช้า เรือดำน้ำชั้น Collins ทุกลำประสบปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบ (เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 18 – 41 เดือน)
  2. ปัญหาความพร้อมในการใช้งาน ถึงแม้ว่าเรือดำน้ำลำแรกคือ HMAS Collins จะเข้าประจำการตั้งแต่ ค.ศ.1996 แต่พร้อมออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนได้ในปี ค.ศ.2000 และกว่าที่เรือทั้งชุดจะพร้อมออกปฏิบัติการได้คือปี ค.ศ.2004
  3. ปัญหาในระบบขับเคลื่อน อาทิ เครื่อง Diesel-Generator เสียหรือไม่ทำงาน เนื่องมาจากระบบเชื้อเพลิงถังน้ำมันปัญหา ปัญหา Alignment ของ propeller shaft seal ปัญหาเรื่องคุณภาพใบจักรไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาการสั่นของมอเตอร์ที่บางย่านความเร็ว ปัญหาเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
  4. ปัญหา Acoustic Signatures เรือดำน้ำชั้น Collins ประสบปัญหาเรื่องเสียงที่ดังกว่าที่กำหนด (กำหนดไว้ให้เงียบกว่าเรือดำน้ำชั้น Oberon สองเท่า) รวมทั้งการเกิด Cavitation ในบางย่านความเร็ว ทั้งนี้เนื่องมาจากระบบดูดซับเสียงของระบบขับเคลื่อนออกแบบมาไม่ดี และมีเสียงน้ำผ่านตัวเรือ (hydrodynamic noise) ที่ความเร็วสูง เพราะมีการขยายความยาวของตัวเรือออกไป 2 เมตร ประกอบกับการออกแบบโดมหัวเรือใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม และการออกแบบใบจักรใหม่เพื่อให้กำลังเพิ่มขึ้น แต่ทำให้เกิด Cavitation ง่ายขึ้น
  5. ปัญหาระบบอำนวยการรบ เนื่องจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งด้าน Hardware และ Software และความล่าช้าในการพัฒนาระบบอำนวยการรบ ประกอบกับบริษัท Rockwell ขายกลุ่มงานที่เกี่ยวกับระบบอำนวยการรบให้บริษัท Boeing และต่อมา Boeing ขายให้บริษัท Raytheon ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสัญญา ทั้งหมดนี้ เป็นผลให้ระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำชั้น Collins ที่พัฒนาโดย Raytheon มีปัญหามาก ทำให้ต้องลดขีดความสามารถลงและเสร็จสมบูรณ์ได้ในปี ค.ศ.2000 แต่กระนั้น ระบบอำนวยการรบนี้ก็นับว่าล้าสมัยมาก เพราะขีดความสามารถเทียบได้กับระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำชั้น Oberon เท่านั้น ดังนั้น ออสเตรเลียจึงจัดหาระบบอำนวยการรบใหม่ โดยมีบริษัทเข้าเสนอ 4 บริษัท คือ บริษัท STN ATLAS ของเยอรมนี, บริษัท Thales ของฝรั่งเศส, บริษัท Raytheon ของ สหรัฐฯ และ บริษัท Lockheed Martin ของ สหรัฐฯ ซึ่งหลังจากพิจารณาและทดลองใช้งานพบว่า ระบบ ISUS90-55 ของบริษัท ATLAS ที่ใช้ในเรือดำน้ำชั้น Dolphin นั้นเป็นระบบที่ดีที่สุด แต่เนื่องจากการกดดันทางการเมืองและการรักษาความลับด้านการเชื่อมต่อเข้ากับระบบอาวุธของสหรัฐฯ ทำให้ออสเตรเลีย เลือกใช้ระบบอำนวยการรบแบบ CCS MK2 จาก Raytheon หรือ AN/ BYG-1 ที่ใช้ในเรือดำน้ำชั้น Los Angeles โดยการปรับปรุงระบบอำนวยการรบทั้งหมดเสร็จสิ้นเมื่อ ปี ค.ศ.2014

 

ปัญหาข้างต้น บางปัญหาก็ได้รับการแก้ไขแล้ว และบางปัญหาก็ยังคงอยู่ ซึ่งถึงแม้ว่าเรือดำน้ำจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่กระนั้น นักดำหรือลูกเรือดำน้ำออสเตรเลียก็ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า มีความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพสูง

โดยสรุป ตั้งแต่ปี ค.ศ.1914 เป็นต้นมา ออสเตรเลียมีเรือดำน้ำมาแล้วทั้งสิ้น 23 ลำ โดยในปัจจุบัน มีเรือดำน้ำชั้น Collins จำนวน 6 ลำ ซึ่งคาดว่าจะประจำการไปถึงช่วงปี ค.ศ.2025-2030 และเมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลออสเตรเลียได้จัดทำเอกสารสมุดปกขาว หรือ Defence White Paper 2016 ที่กำหนดรายละเอียดความต้องการเรือดำน้ำทดแทนรุ่นใหม่จำนวน 12 ลำ โดยล่าสุดรัฐบาลออสเตรเลียได้คัดเลือกเรือดำน้ำชั้น Shortfin Barracuda ของบริษัท DCNS ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับระบบอำนวยการรบ AN/BYG-1 และตอร์ปิโด Mk48 Mod7 ของสหรัฐฯ

 

 

อ้างอิง

 

http://www.adelaidenow.com.au/news/south-australia/silent-saviours-beneath-the-seas/news-story/39daf0392027cfe17b8dae0113a36798

https://en.wikipedia.org/wiki/Royal_Australian_Navy_Submarine_Service

 

https://en.wikipedia.org/wiki/Collins-class_submarine

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s