ความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำของออสเตรเลีย

แปลและเรียบเรียงจาก “Why does Australia need submarines at all?” by James Goldrick
แปลและเรียบเรียงโดยกัปตันนีโม

ยังคงอยู่กับหัวข้อโครงการจัดหาเรือดำน้ำของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาครับ โดยบทความนี้ขอนำเสนอการวิเคราะห์เหตุผลความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำของออสเตรเลีย ซึ่งเขียนโดย พล.ร.ต.James Goldrick ซึ่งเกษียณอายุราชการจาก ทร.ออสเตรเลีย และเป็นอดีตผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพออสเตรเลีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์วุฒิคุณ (Adjunct Professor) มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) และเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาในการจัดทำเอกสาร Defence White Paper 2016 ของรัฐบาลออสเตรเลียอีกด้วย


 

1

รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศให้บริษัท DCNS ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการเรือดำน้ำมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยเป็นการสร้างเรือดำน้ำจำนวน 12 ลำในประเทศออสเตรเลีย แต่เรือดำน้ำดังกล่าวจะมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับความต้องการระดับยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียในอนาคตหลังปี ค.ศ.2030 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรือดำน้ำดังกล่าวเริ่มเข้าประจำการ?

หลายฝ่ายมีการกล่าวกันว่าการใช้ยานใต้น้ำอัตโนมัติอาจเป็นทางเลือกที่ประหยัดและคุ้มค่ามากกว่า รวมทั้งเทคโนโลยีเรือดำน้ำมูลค่ามหาศาลของบริษัท DCNS อาจล้าสมัยไปแล้วกว่าจะเริ่มเข้าประจำการในอนาคตอีก 15-20 ปีข้างหน้า แต่เหตุใดออสเตรเลียจึงยังมีความต้องการเรือดำน้ำที่มีลูกเรืออยู่?

การสร้างความไม่แน่นอนให้กับฝ่ายตรงข้าม

หนึ่งในหัวข้อสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของออสเตรเลีย คือการคุ้มครองและดำรงรักษาเส้นทางคมนาคมขนส่งทางทะเลทั้งสำหรับภาคพลเรือนและการปฏิบัติการทางทหาร รวมทั้งการปฏิเสธไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้ประโยชน์จากทะเลได้

เรือดำน้ำมีลักษณะเฉพาะที่ช่วยให้มีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของออสเตรเลีย เรือดำน้ำเป็นยานรบที่สามารถจำกัดเสรีในการปฏิบัติการทางทะเลของฝ่ายตรงข้ามได้ดีที่สุด และขีดความสามารถนี้มีแนวโน้มจะยังคงเป็นจริงอยู่อีกอย่างน้อย 1 ชั่วอายุคนข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาของเทคโนโลยีในอนาคต

เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการโดยไม่เปิดเผยตนเองเป็นระยะเวลานาน และมีอาวุธที่มีอำนาจการทำลายเด็ดขาดรุนแรงโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ขีดความสามารถนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับการวางแผนของฝ่ายตรงข้ามว่าจะส่งกำลังทางเรือเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และยิ่งกำลังเรือดำน้ำมีจำนวนมากเท่าไรก็จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

การซ่อนพรางของเรือดำน้ำยังมีประโยชน์ในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ความไม่แน่นอนของภัยจากเรือดำน้ำเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความยับยั้งชั่งใจ รวมทั้งเรือดำน้ำยังสามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสารเพื่อช่วยในการเตรียมการรับมือก่อนที่ความขัดแย้งจะขยายความรุนแรง (ความไม่แน่นอนจากการไม่เปิดเผยตนเองของเรือดำน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ฝ่ายตรงข้ามต้องทุ่มเทกำลังเป็นอย่างมากเพื่อระวัง ป้องกันอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เรือดำน้ำเป็นที่ยอมรับในฐานะตัวทวีกำลัง หรือ Force Multiplier ที่เป็นการใช้กำลังส่วนน้อยแต่สามารถเพิ่มศักย์สงครามได้เป็นอย่างมาก รวมถึงทำให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการเป็นอาวุธป้องปรามระดับยุทธศาสตร์ – แอดมิน)

เรือดำน้ำยังมีขีดความสามารถเชิงรุก เช่น การส่งชุดปฏิบัติการพิเศษเพื่อไปปฏิบัติการในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเรือดำน้ำที่ติดตั้งอาวุธยิงฝั่งระยะไกลยังมีขีดความสามารถในการโจมตีฝั่ง ซึ่งขีดความสามารถนี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของออสเตรเลียในอนาคต

เรือดำน้ำกับน่านน้ำในภูมิภาค

เอกสารสมุดปกขาว Defence White Paper 2016 ของออสเตรเลียประมาณการว่าภายในปี ค.ศ.2035 ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจะมีเรือดำน้ำปฏิบัติการคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนเรือดำน้ำทั่วโลก ซึ่งการขยายตัวของกำลังเรือดำน้ำในภูมิภาคเป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่มา รวมถึงความต้องการเรือดำน้ำของออสเตรเลียก็เช่นกัน ออสเตรเลียมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีพื้นที่รับผิดชอบทางทะเลขนาดใหญ่ (ออสเตรเลียเป็นประเทศเกาะที่มีพื้นที่เขตเศรษกิจจำเพาะทางทะเลใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นพื้นที่กว่า 10 ล้านตาราง กม. มากกว่าขนาดพื้นที่ทางบกของออสเตรเลียที่มีพื้นที่ประมาณ 7.7 ล้านตาราง กม. เทียบกับไทยที่มีพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะประมาณ 3 แสนตาราง กม. คิดเป็น 61% ของพื้นที่ทางบก และกว่า 90% ของการนำเข้า-ส่งออกของออสเตรเลียใช้การขนส่งทางทะเล – แอดมิน) ซึ่งลักษณะทางภูมิศาสตร์นี้เป็นสิ่งที่นำไปกำหนดความต้องการทางยุทธการในการใช้เรือดำน้ำ ซึ่งความต้องการดังกล่าวจะถูกนำไปกำหนดเป็นจำนวนเรือ ขีดความสามารถ ระยะปฏิบัติการ และขนาดของเรือดำน้ำที่เหมาะสมกับออสเตรเลีย

CFXQDD1WMAAQ717.png large

เรือดำน้ำในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (ข้อมูล ณ ปี 2558) (ภาพจาก Naval Graphics)

 

ภูมิภาคเอเชียจะมีเรือดำน้ำเพิ่มมากขึ้นอีกในทศวรรษหน้า และความขัดแย้งทางทะเลในอนาคตจะมีมิติของการปฏิบัติการใต้น้ำเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กำลังเรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับกำลังรบของประเทศเจ้าของเรือ

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีอะไรที่สามารถทดแทนขีดความสามารถของเรือดำน้ำในสงครามทางเรือได้ และขีดความสามารถในสงครามทางเรือเป็นส่วนสำคัญต่อความมั่นคงของออสเตรเลีย

การตรวจจับเป้าใต้น้ำ

ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวอ้างว่าการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้การตรวจจับเรือดำน้ำทำได้ง่ายขึ้น แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวต้องนำมาพิจารณาประกอบกับความเป็นจริงของสภาพแวดล้อมใต้น้ำด้วย

การตรวจจับใต้ทะเลยังไม่สามารถทำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีสภาพแวดล้อมทางทะเลที่ซับซ้อนและเป็นอุปสรรคในการตรวจจับเรือดำน้ำด้วยโซนาร์ทั้ง Active และ Passive และถึงแม้ว่าเทคโนโลยีบางอย่างนอกเหนือจากโซนาร์จะสามารถติดตามเรือดำน้ำได้ดีหลังจากที่มีข้อมูลตำแหน่งตั้งต้นของเรือดำน้ำแล้ว แต่การค้นจากตรวจจับให้เจอครั้งแรกก็ยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย

ในส่วนของการใช้และยานไร้คนขับและการติดตั้งระบบตรวจจับประจำที่จะสร้างความยุ่งยากให้กับเรือดำน้ำในพื้นที่จำกัดใกล้ฐานทัพเรือหรือพื้นที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันเรือดำน้ำก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยียานไร้คนขับเพื่อใช้ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าวได้ และในสงครามหรือความขัดแย้งระดับสูง การโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้ยานไร้คนขับและระบบตรวจจับประจำที่

ในปัจจุบันยังไม่มียานไร้คนขับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานอัตโนมัติ ที่มีความสามารถในการรวบรวมภาพสถานการณ์และการตัดสินใจได้ดีเท่ากับยานที่มีลูกเรือ และแนวโน้มนี้จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคตระยะใกล้ถึงระยะกลาง

image-20160428-30979-1ifdq2a

หลายฝ่ายยังมีความกังวลว่าเรือดำน้ำขนาดใหญ่อาจถูกตรวจจับได้ง่าย (ภาพจาก The Conversation)

การพิจารณาดังกล่าวสามารถนำมากำหนดความต้องการเบื้องต้นของออสเตรเลียได้ดังนี้

  • มีจำนวนเพียงพอสำหรับการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
  • สามารถปฏิบัติการร่วมกับกำลังของชาติพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ
  • มีระยะปฏิบัติการที่ไกล และมีระยะเวลาปฏิบัติการที่นาน
  • มีการซ่อนพรางที่ดี
  • มีระบบตรวจจับและระบบอาวุธที่ดีเยี่ยม สามารถต่อต้านภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนได้
  • สามารถปฏิบัติการในพื้นที่เขตร้อนได้

นอกจากนี้เรือดำน้ำของออสเตรเลียควรจะสามารถติดตั้งยานไร้คนขับ เพื่อใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต

ระบบขับเคลื่อน

การออกแบบและสร้างเรือดำน้ำเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากซับซ้อนสูงมาก การกำหนดความต้องการขนาดของเรือดำน้ำและจำนวนลูกเรือจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ได้แก่ เครื่องยนต์, พลังงาน, น้ำมันเชื้อเพลิง, จำนวนอาวุธ รวมไปถึงความจุเสบียง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดจะต้องถูกออกแบบอย่างสมดุลยิ่งกว่าการออกแบบเรือผิวน้ำ และความผิดพลาดในการคำนวณเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลร้ายแรงได้ ตัวอย่างเช่น ความผิดพลาดในการออกแบบเรือดำน้ำ S80 ของสเปนที่ทำให้ต้องแก้ไขแบบเรือเพื่อเพิ่มแรงลอยตัวประมาณ 80 ตัน

ความแตกต่างสำคัญของเรือดำน้ำคือแหล่งพลังงานสำหรับระบบขับเคลื่อน เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์สามารถปฏิบัติการใต้น้ำต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยความเร็วสูงโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง ส่วนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ามีความเร็วที่ต่ำกว่า ยกเว้นการใช้ความเร็วสูงเป็นระยะเวลาสั้นๆ และจำเป็นต้องทำการชาร์จแบตเตอรี่เป็นระยะๆ ทำให้ต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีเสียงดัง ซึ่งระหว่างการชาร์จแบตเตอรี่เป็นช่วงเวลาที่เรือดำน้ำมีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจพบ ทั้งจากเสียงเครื่องดีเซล และจากการตรวจจับท่อ Snorkel ด้วยเรดาร์หรือด้วยสายตา

ระบบขับเคลื่อน AIP เป็นระบบขับเคลื่อนเสริมที่ช่วยยืดระยะเวลาปฏิบัติการใต้น้ำได้นานขึ้น โดยเรือดำน้ำ Type 216 ที่แพ้การคัดเลือกของออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเรือดำน้ำที่ใช้ระบบขับเคลื่อน AIP

ข้อด้อยของระบบขับเคลื่อน AIP คือการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ภายในเรือดำน้ำ และสามารถให้พลังงานสำหรับการดำด้วยความเร็วต่ำเท่านั้น นอกจากนี้ระบบขับเคลื่อน AIP ยังต้องใช้เชื้อเพลิงพิเศษ (รวมทั้งออกซิเจนเหลวสำหรับการเผาไหม้หรือทำปฏิกริยาเคมี – แอดมิน) ทำให้ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้ระบบ AIP

ในทางทฤษฎีแล้วเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีความเร็วสูงและมีระยะปฏิบัติการที่ไม่จำกัด ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับออสเตรเลีย แต่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่สูงกว่าเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าเป็นอย่างมากแล้ว ออสเตรเลียยังไม่มีความพร้อมในการรองรับและสนับสนุนเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากออสเตรเลียยังไม่มีอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ภายในประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ประจำการ

ดังนั้นการกำหนดความต้องการเรือดำน้ำที่สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นและความต้องการทางยุทธการ โดยใช้ระบบขับเคลื่อนดีเซล-ไฟฟ้า จึงเป็นความต้องการเฉพาะและเป็นทางเลือกเดียวของออสเตรเลีย และระบบขับเคลื่อนดีเซล-ไฟฟ้าเป็นที่มาของความต้องการจำนวนเรือดำน้ำที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองต่อผลการปฏิบัติการที่จำเป็น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s