ETQd3LQ

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ากับการป้องปรามทางยุทธศาสตร์

เรือดำน้ำมักมีบทบาทเป็นอาวุธป้องปราม สำหรับฝ่ายที่มีกำลังด้อยกว่าในการถ่วงดุลฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่าได้ เนื่องจากจุดแข็งหลักของเรือดำน้ำในการซ่อนพรางที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องทุ่มเททรัพยากรในการระวังป้องกันตลอดเวลา อย่างไรก็ดี ขีดความสามารถในการป้องปรามที่แท้จริงของเรือดำน้ำไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเรือดำน้ำหรือสมรรถนะของอาวุธเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากความสามารถในการปฏิบัติการและการดำรงความพร้อมในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งการฝึกกำลังพลและการซ่อมบำรุงเป็นปัจจัยสำคัญในการปฏิบัติการและการดำรงความพร้อมในระยะยาวของเรือดำน้ำที่มักถูกมองข้ามเมื่อทำการประเมินขีดความสามารถในการป้องปราม

extra-aandacht-voor-onderzeebootbestrijding-is-nodig.jpg-copy.jpg

เรือดำน้ำเป็นอาวุธที่เหมาะสมกับการป้องปราม (ภาพจากกระทรวงกลาโหมเนเธอร์แลนด์)

เรือดำน้ำกับขีดความสามารถในการป้องปราม

การป้องปราม (Deterrence) หมายถึงการข่มขู่ (Use of Threats) เพื่อชักจูงให้อีกฝ่ายเกิดความยับยั้งชั่งใจในการทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง เนื่องจากจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี หรือต้องใช้ความพยายามและทรัพยากรมากจนเกิดความไม่คุ้มค่า ซึ่งการป้องปรามจะได้ผลมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการทำให้อีกฝ่ายมีความเชื่อว่าหากทำกิจกรรมนั้นไปแล้วจะมีผลเสียมากกว่าผลดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการป้องปรามสงครามนิวเคลียร์ของประเทศมหาอำนาจด้วยการมีขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ หากตนเองถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก่อน ซึ่งเรือดำน้ำ SSBN ถือว่าเป็นอาวุธป้องปรามสงครามนิวเคลียร์ที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นอาวุธที่มีโอกาสอยู่รอดสูงในกรณีที่เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น

1633858_-_main

เรือดำน้ำ SSBN เป็นสุดยอดอาวุธป้องปรามสงครามนิวเคลียร์ (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

ในมุมมองของประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ การป้องปรามทางยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) มีความหมายเฉพาะที่หมายถึงการป้องปรามสงครามนิวเคลียร์ แต่สำหรับประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจแล้ว การป้องปรามทางยุทธศาสตร์ยังสามารถทำได้โดยไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ (Conventional Deterrence) โดยการสร้างขีดความสามารถที่ทำให้การเริ่มใช้กำลังของอีกฝ่ายจะไม่สามารถเอาชนะได้โดยง่าย หรือต้องใช้ทรัพยากรมากจนไม่คุ้มค่า เป็นเหตุให้อีกฝ่ายเลือกใช้วิธีการอื่นในการแก้ไขความขัดแย้ง การป้องปรามจึงถือเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งด้วยกำลังตั้งแต่แรก ซึ่งหมายความว่าการป้องปรามจะได้ผลก็ต่อเมื่อขีดความสามารถนั้นมีความพร้อมที่จะใช้งานได้ตลอดเวลาจนอีกฝ่ายเลือกที่จะไม่ใช้กำลังเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง

Virginia_class_submarine.jpg

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีขนาดใหญ่และมีเสียงดังกว่าเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (ภาพจาก Wikipedia)

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ามีความได้เปรียบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ตรงที่มีความเงียบมากกว่า และมีขนาดเล็กกว่า ทำให้สามารถปฏิบัติการในพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่งได้ อีกทั้งสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนของพื้นที่ใกล้ฝั่งจะยิ่งเป็นอุปสรรคในการตรวจจับเรือดำน้ำ ซึ่งความสามารถในการซ่อนพรางของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าในทะเลได้เป็นเวลานานทำ ให้เกิดความยุ่งยากในการวางแผนใช้กำลังของฝ่ายตรงข้าม และทำให้เรือดำน้ำมีโอกาสอยู่รอดและโจมตีตอบโต้ได้สูงถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้การโจมตีแบบสายฟ้าแลบ นอกจากนี้การที่มีเรือดำน้ำออกลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องยังช่วยในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองในการประเมินสถานการณ์ ทำให้ฝ่ายป้องปรามสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายและเตรียมการระวัง ป้องกันได้แต่เนิ่นๆ ส่งผลให้การริเริ่มโจมตีสายฟ้าแลบของอีกฝ่ายมีความได้ผลน้อยลง

อย่างไรก็ดี ความได้ผลของการป้องปรามจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือว่าการกระทำที่ไม่พึงประสงค์ของอีกฝ่ายจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งความน่าเชื่อถือนี้แบ่งออกได้เป็นขีดความสามารถในการตอบโต้ และความตั้งใจที่จะตอบโต้ รวมทั้งต้องมีการแสดงออกให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงการป้องปรามด้วย ตัวอย่างเช่น การฝึกความพร้อมและการออกปฏิบัติการจริงเป็นประจำเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการป้องปรามได้เป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกัน การละเลยการฝึกความพร้อมและการขาดการบำรุงรักษายุทโธปกรณ์จะทำให้การป้องปรามขาดความน่าเชื่อถือลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทโธปกรณ์ที่ต้องใช้ความชำนาญทางเทคนิคในการใช้งานและการบำรุงรักษา

การประเมินขีดความสามารถของเรือดำน้ำ

เรือดำน้ำสมัยใหม่เป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความอ่อนตัวในการปฏิบัติได้หลายภารกิจ ตั้งแต่การโจมตีเรือผิวน้ำ, การปราบเรือดำน้ำ, การรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง, การวางทุ่นระเบิด และการปฏิบัติการพิเศษ โดยเรือดำน้ำสามารถออกปฏิบัติการในสถานการณ์ความขัดแย้งได้โดยไม่ต้องสถาปนาการควบคุมทะเลหรือการครองอากาศ ทำให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการลึกเข้าไปในพื้นที่ที่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้การที่เรือดำน้ำปฏิบัติการโดยไม่เปิดเผยตนเองทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการวางแผนของฝ่ายตรงข้าม ทำให้การต่อต้านเรือดำน้ำเป็นสิ่งที่ต้องทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากและใช้เวลานาน

PUB_LCS_ASW_Package_2013_GAO_lg

การปราบเรือดำน้ำต้องทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากและใช้เวลานาน (ภาพจาก Defense Industry Daily)

อย่างไรก็ดี การประเมินขีดความสามารถของการปฏิบัติการเรือดำน้ำ จะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ มากกว่าแค่จำนวนเรือดำน้ำ แต่ต้องวิเคราะห์ไปถึงความสามารถในการซ่อมบำรุงและการฝึกความพร้อมของกำลังพลประจำเรืออีกด้วย เนื่องจากเรือดำน้ำสมัยใหม่เป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูงที่ต้องใช้ช่างซ่อมบำรุงและกำลังพลประจำเรือที่มีทักษะทางเทคนิคมากกว่าเรือผิวน้ำทั่วไป ซึ่งการฝึกอบรมเพื่อสร้างทักษะดังกล่าวให้กับผู้เกี่ยวข้องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความท้าทายยิ่งกว่าคือการรักษาระดับของผู้ที่มีทักษะดังกล่าวได้อย่างเพียงพอในระยะยาว

ความพร้อมด้านการบำรุงรักษาและการส่งกำลังบำรุง

ปัจจัยแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดในการประเมินความพร้อมของเรือดำน้ำคือจำนวนเรือ เนื่องจากเรือดำน้ำมีข้อจำกัดด้านความเร็วในการเคลื่อนที่และการเดินทางเข้าพื้นที่ปฏิบัติการ ดังนั้นการปฏิบัติการเรือดำน้ำที่ได้ผลจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าและควรจะมีเรือดำน้ำอย่างน้อย 1 ลำออกลาดตระเวนในพื้นที่ปฏิบัติการอบู่แล้ว โดยในทางสถิติจะพบว่าจำนวนเรือดำน้ำทั้งหมด 4 ลำ จึงจะเพียงพอสำหรับการมีเรือดำน้ำลาดตระเวนในพื้นที่ปฏิบัติการเป็นประจำ 1 ลำ เมื่อคิดรวมการหมุนเวียนเรือและกำลังพลระหว่างการซ่อมบำรุง, การฝึก และการออกปฏิบัติการ ซึ่งจำนวนเรือที่น้อยกว่า 4 ลำ จะทำให้มีเรือไม่เพียงพอสำหรับวงรอบการซ่อมบำรุง, การฝึกกำลังพล และการปฏิบัติการจริงเพื่อสะสมประสบการณ์ ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อการดำรงความพร้อมของเรือดำน้ำในระยะยาว

เรือดำน้ำเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความซับซ้อน และมีจำนวนชิ้นส่วนมากกว่าอาวุธประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็น รถถัง, อากาศยาน หรือเรือผิวน้ำ เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นอาวุธที่ต้องปฏิบัติการเพียงลำพังภายใต้สภาพแวดล้อมใต้น้ำที่ทั้งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติทางยุทธวิธี โดยเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าขนาดกลางทั่วไปมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของเรือฟริเกต แต่มีจำนวนชิ้นส่วนภายในมากกว่าเรือฟริเกตทั่วไปประมาณ 2 เท่า ส่งผลให้การบำรุงรักษาเรือดำน้ำเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้ทักษะทางเทคนิคที่สูงกว่าการบำรุงรักษาเรือผิวน้ำ ทั้งในด้านการบำรุงรักษาระบบตัวเรือ, ระบบขับเคลื่อน, ระบบไฟฟ้า, ระบบแบตเตอรี่, ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงระบบอำนวยการรบ, ระบบอาวุธ และระบบเลนส์ในกล้อง Periscope  นอกจากนี้ปัจจัยด้านความปลอดภัยยังเป็นปัจจัยสำคัญในการบำรุงรักษาเรือดำน้ำ โดยเรือดำน้ำที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาตามเกณฑ์ความปลอดภัยจะไม่สามารถออกปฏิบัติการได้ ซึ่งจะส่งผลต่อจำนวนเรือดำน้ำที่พร้อมสำหรับการฝึกและการออกลาดตระเวน

10849940_818697091501640_4342309057455643559_n

เรือดำน้ำเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูง (ภาพจากกองเรือดำน้ำ)

นอกจากความต้องการทักษะทางเทคนิคในการบำรุงรักษาแล้ว ความซับซ้อนของระบบภายในเรือดำน้ำทำให้มีความจำเป็นต้องมีระบบการส่งกำลังบำรุงและระบบบริหารจัดการอะไหล่ที่ดี และปัญหาการขาดแคลนอะไหล่หรือการจัดหาอะไหล่ไม่ทันตามกำหนดเวลาจะส่งผลให้การบำรุงรักษาเรือดำน้ำซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เวลานานอยู่แล้วต้องล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังต้องมีการบริหารจัดการด้านการส่งกำลังบำรุงอื่นๆ ที่เป็นระบบเฉพาะของเรือดำน้ำ เช่น สิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณท่าเรือ, เครื่องมือพิเศษสำหรับการซ่อมบำรุง และเชื้อเพลิงพิเศษสำหรับระบบขับเคลื่อน AIP (ถ้ามี) เป็นต้น

ความพร้อมด้านการฝึกและการปฏิบัติการ

การปฏิบัติการเรือดำน้ำมีความซับซ้อนมากกว่าเรือผิวน้ำ เนื่องจากเรือดำน้ำสามารถเคลื่อนที่ในสภาพแวดล้อมใต้น้ำได้ใน 3 มิติ นอกจากนี้ระบบตรวจจับของเรือดำน้ำยังให้ข้อมูลทาง Passive เพียงอย่างเดียว ซึ่งการรวบรวมภาพสถานการณ์ที่ครบถ้วนจะต้องอาศัยการคำนวณที่เรียกว่า Target Motion Analysis (TMA) ซึ่งถึงแม้ว่าการฝึกอบรมทักษะและยุทธวิธีของเรือดำน้ำสำหรับกำลังพลใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนจะใช้เวลาเพียง 1-2 ปี แต่การสะสมประสบการณ์ในการปฏิบัติงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อนจะต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก โดยทั่วไปแล้วผู้บังคับการเรือดำน้ำควรจะมีประสบการณ์อย่างน้อย 10-15 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นจะต้องมีการออกฝึกหรือออกปฏิบัติการจริงเพื่อสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง และหากมีจำนวนเรือดำน้ำที่พร้อมออกปฏิบัติการไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลต่อการสูญเสียทักษะความชำนาญอย่างรวดเร็ว

13076849_1088288694560769_2285905848949266535_n

นักเรือดำน้ำต้องผ่านการฝึกและสะสมประสบการณ์เป็นเวลาหลายปี (ภาพจาก Ynetnews)

ความท้าทายอีกประการหนึ่งของการดำรงความพร้อมของกำลังพลประจำเรือดำน้ำ คือการคัดเลือกและรักษากำลังพลที่มีลักษณะเหมาะสมกับการเป็นนักเรือดำน้ำ ซึ่งต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง สามารถปฏิบัติงานในที่แคบภายใต้สภาวะกดดันเป็นเวลานาน มีพื้นฐานและทักษะทางเทคนิคเป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถปฏิบัติงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้ดี ซึ่งคุณภาพของนักเรือดำน้ำเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อขีดความสามารถของเรือดำน้ำ และเนื่องจากการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำเป็นงานที่ยากลำบากและมีความเสี่ยงสูง การคัดเลือกนักเรือดำน้ำจึงต้องมาจากผู้ที่ความสมัครใจทั้งหมด อย่างไรก็ดี กำลังพลที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกอบรมทางทฤษฎีมาแล้วจะต้องได้รับการฝึกปฏิบัติในทะเลในภารกิจที่หลากหลาย และถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องฝึกจำลองเรือดำน้ำที่มีความเสมือนจริง แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนการฝึกและการออกปฏิบัติการจริงในทะเลได้ทั้งหมด ซึ่งจำนวนเรือดำน้ำที่มีความพร้อมในการฝึกและออกปฏิบัติการจริงจะส่งผลต่อการดึงดูดกำลังพลที่มีคุณภาพให้เข้าไปเป็นนักเรือดำน้ำ โดยกำลังพลที่มีคุณภาพจะมีแนวโน้มที่จะไม่สมัครใจเลือกเข้าไปปฏิบัติงานในกองเรือดำน้ำที่เรือใช้เวลาอยู่ในอู่มากกว่าการออกทะเล

ปัจจุบันมีเครื่องฝึกจำลองเรือดำน้ำที่มีความเสมือนจริง แต่ยังไม่สามารถทดแทนการฝึกและการออกปฏิบัติการในทะเลได้ทั้งหมด (ภาพจากกัปตันนีโม)

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่จะส่งผลต่อการจูงใจกำลังพลที่มีคุณภาพเข้าไปเป็นนักเรือดำน้ำ คือความน่าเชื่อถือของระบบความปลอดภัยในเรือ ระบบความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือและได้มาตรฐานสากลจะช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับนักเรือดำน้ำ และช่วยให้เรือดำน้ำมีความมั่นใจที่จะฝึกในสถานการณ์ที่ความสมจริงมากยิ่งขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งปัจจัยด้านจิตวิทยาเช่นความมั่นใจและขวัญกำลังใจของนักเรือดำน้ำอาจเป็นสิ่งที่วัดเป็นตัวเลขได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และเรือดำน้ำที่ขาดความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยจะประสบปัญหาการดึงดูดและการรักษานักเรือดำน้ำที่มีคุณภาพ อันจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ

10447804_896967367026237_321110087842275591_n

ระบบความปลอดภัยในเรือดำน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจและรักษานักเรือดำน้ำที่มีคุณภาพ (ภาพจากกัปตันนีโม)

สรุป

ลักษณะเฉพาะและธรรมชาติของเรือดำน้ำทำให้มีความเหมาะสมที่จะเป็นอาวุธป้องปรามกำลังขนาดใหญ่ได้ อย่างไรก็ดี การป้องปรามที่ได้ผลจะต้องมีการสื่อให้เห็นถึงขีดความสามารถของเรือดำน้ำ เพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อว่าการใช้กำลังแก้ไขปัญหาจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งการประเมินขีดความสามารถของเรือดำน้ำจะต้องพิจารณามากไปกว่าแค่จำนวนเรือ แต่รวมถึงการบำรุงรักษาและกระบวนการในการคัดเลือก การฝึก และการรักษานักเรือดำน้ำที่มีคุณภาพด้วย

จากการศึกษาตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเริ่มสร้างกำลังเรือดำน้ำใหม่ เช่น ประเทศสิงคโปร์ จะเห็นได้ว่าการสร้างขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี โดย ทร.สิงคโปร์ เริ่มต้นจากการจัดหาเรือดำน้ำเก่ามือสองจากสวีเดนในกลางทศวรรษที่ 1990 เพื่อศึกษาเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ กว่าจะมีความมั่นใจในการจัดหาเรือดำน้ำสำหรับการปฏิบัติการจริงในอีกประมาณ 10 ปีต่อมา โดยในระหว่างนั้นสิงคโปร์ได้พัฒนาขีดความสามารถในการบำรุงรักษา, การส่งกำลังบำรุง, การฝึก, การควบคุมสั่งการ และการช่วยเหลือกู้ภัยควบคู่ไปด้วย จนกลายเป็นกำลังเรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถน่าเชื่อถือในปัจจุบัน


ที่มา – Submarine Capabilities and Conventional Deterrence in Southeast Asia

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s