p1684442

ย้อนรอยโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 กับการรักษาขีดความสามารถด้านสงครามใต้น้ำของสวีเดน

เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.2015 สวีเดนได้ทำพิธีตัดแผ่นเหล็กเริ่มการสร้างเรือดำน้ำตามโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ซึ่งนับเป็นโครงการหลักในการพัฒนาขีดความสามารถด้านสงครามใต้น้ำของสวีเดน และเป็นหนึ่งในโครงการที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้านความมั่นของของสวีเดน

โครงการเรือดำน้ำชั้น A26 นอกจากจะเป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำของสวีเดนแล้ว ยังเป็นความพยายามของสวีเดนในการกลับเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเรือดำน้ำนานาชาติอีกด้วย โดยที่ผ่านมาสวีเดนได้พยายามทำตลาดเรือดำน้ำทั้งในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย-แปซิฟิก อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการส่งออกเรือดำน้ำของสวีเดนจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ของสวีเดน ซึ่งหลายประเทศกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสวีเดนได้ว่างเว้นจากการสร้างเรือดำน้ำมาเป็นเวลา 20 ปีเต็ม นับตั้งแต่การส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ลำสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.1996 โดยหลังจากนั้นมามีเพียงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Södermanland จำนวน 2 ลำของ ทร.สวีเดน และเรือดำน้ำชั้น Archer จำนวน 2 ลำของ ทร.สิงคโปร์ กับการพัฒนาแบบเรือดำน้ำชั้น A26

ความเป็นมาของโครงการเรือดำน้ำชั้น A26

ความพยายามในการรักษาขีดความสามารถในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำภายในบริษัทภายในประเทศของสวีเดนนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ โดยเมื่อปี ค.ศ.1999 บริษัท Kockums AB ของสวีเดนถูกขายให้กับบริษัท HDW ของเยอรมนี และต่อมาในปี ค.ศ.2005 ทั้ง HDW และ Kockums ได้ถูกควบรวมเป็นส่วนหนึ่งบริษัท ThyssenKrupp Marine Systems (TKMS) โดยบริษัท Kockums AB ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น TKMS AB อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2013

โครงการเรือดำน้ำชั้น A26 เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2005 ภายหลังการขายกิจการบริษัท Kockums ให้กับ HDW โดยเป็นผลพวงมาจากความล้มเหลวของโครงการเรือดำน้ำชั้น Viking ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1994 จากแนวคิดในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำร่วมกับระหว่างกลุ่มประเทศ Scandinavia จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ สวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ค อย่างไรก็ดี นอร์เวย์ได้ถอนตัวจากโครงการในปี ค.ศ.2003 และเดนมาร์คได้ยกเลิกการจัดหาเรือดำน้ำในปี ค.ศ.2004 ส่งผลให้สวีเดนต้องหันไปเริ่มโครงการ Nästa Generations Ubåt (Next Generation Submarine) ในปี ค.ศ.2005 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ในที่สุด

สวีเดนเริ่มสัญญาการออกแบบรายละเอียดสำหรับเรือดำน้ำชั้น A26 ในปี ค.ศ.2009 โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการสร้างเรือได้ในปี ค.ศ.2012 และส่งมอบเรือเข้าประจำการได้ในปี ค.ศ.2019 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสวีเดนและบริษัท TKMS เริ่มเลวร้ายลงในปี ค.ศ.2013 หลังจากมีข่าวลือว่าบริษัท TKMS ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท Kockums AB ในขณะนั้น ขัดขวางการเสนอโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ให้กับสิงคโปร์ ส่งผลให้สิงคโปร์ทำสัญญาจัดหาเรือดำน้ำชั้น 218SG จากบริษัท HDW แทน ในขณะที่ทางการสวีเดนมองว่าโครงการเรือดำน้ำของสิงคโปร์เป็นโอกาสสำคัญในการส่งออกเรือดำน้ำชั้น A26 เนื่องจากสิงคโปร์มีประสบการณ์ต่อเนื่องกับการจัดหาเรือดำน้ำมือสองจากสวีเดนถึง 6 ลำ

a26-3.jpg

โมเดลจำลองเรือดำน้ำชั้น A26 เมื่อปี ค.ศ.2013 (ภาพจาก IHS Jane’s)

ในต้นปี ค.ศ.2014 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสวีเดนกับบริษัท TKMS ของเยอรมนีได้มาถึงจุดแตกหัก เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับราคาและเงื่อนไขในการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 จนกระทั่งสวีเดนได้ระงับการเจรจากับบริษัท TKMS และว่าจ้างให้บริษัท Saab ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำ และต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ.2014 รัฐบาลสวีเดนได้กดดันบริษัท T้hyssenKrupp Industrial Solutions ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TKMS ให้ขายกิจการบริษัท TKMS AB ในสวีเดนให้กับบริษัท Saab ทั้งหมดในวงเงิน 340 ล้านโครน (ประมาณ 1 พัน 7 ร้อยล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทของสวีเดนกลับมาเป็นเจ้าของอู่ต่อเรือดำน้ำในสวีเดนอีกครั้ง

ต่อมาในปี ค.ศ.2015 สวีเดนได้ทำสัญญาปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) จำนวน 2 ลำ มูลค่าสัญญา 2.1 ล้านโครน (ประมาณ 9 ล้านบาท) และโครงการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 จำนวน 2 ลำ มูลค่าสัญญา 7 พัน 6 ร้อยล้านโครน (ประมาณ 3 หมื่น 4 พันล้านบาท) โดยมีกำหนดส่งมอบเรือในระหว่างปี ค.ศ.2022 – 2023

การขยายบทบาทและภารกิจของเรือดำน้ำสวีเดน

รัฐบาลสวีเดนได้ทำการศึกษาเพื่อยืนยันความจำเป็นของการจัดหาเรือดำน้ำ โดยได้ข้อสรุปว่าเรือดำน้ำยังคงมีความจำเป็นต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของสวีเดน และได้ปรับลดความต้องการจำนวนเรือดำน้ำจาก 5 ลำเหลือ 4 ลำ รวมทั้งขยายขอบเขตของบทบาทและภารกิจการใช้เรือดำน้ำ ครอบคลุมการปราบเรือดำน้ำ, การต่อต้านเรือผิวน้ำ, การรักษากฎหมายและความมั่นคงทางทะเล, การปฏิบัติการพิเศษ, การต่อต้านทุ่นระเบิด และการปฏิบัติการบนพื้นท้องทะเล ซึ่งการต่อต้านทุ่นระเบิดและการปฏิบัติการบนพื้นท้องทะเลเป็นภารกิจใหม่ของเรือดำน้ำสวีเดน โดยได้มีแนวความคิดในการใช้ท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube ขนาดใหญ่สำหรับปล่อยยานล่าทำลายทุ่นระเบิดจากระยะไกล และสนับสนุนการวางอุปกรณ์และระบบตรวจจับต่างๆ บนพื้นท้องทะเล

maxresdefault.jpg

ท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube เป็นหนึ่งในขีดความสามารถใหม่ของเรือดำน้ำชั้น A26 (ภาพจาก IHS Jane’s)

พื้นที่ปฏิบัติการหลักของเรือดำน้ำชั้น A26 คือพื้นที่น้ำตื้นบริเวณทะเลบอลติก แต่ในขณะเดียวกันสวีเดนยังคงมีความต้องการใช้เรือดำน้ำชั้น A26 ในพื้นที่ปฏิบัติการอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่งผลให้นอกจากเรือดำน้ำชั้น A26 จะต้องมีขนาดกะทัดรัดและมีความคล่องตัวสูงสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่จำกัด แล้ว จะต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการในพื้นที่น้ำลึก, มีระยะปฏิบัติการที่เพียงพอ และสามารถปฏิบัติการต่อเนื่องได้เป็นเวลานานอีกด้วย

ความต้องการสุดท้ายคือการเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำชั้น A26 โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มระยะเวลาความพร้อมในการออกปฏิบัติการจาก 70% ของเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) เป็น 80% ด้วยการยืดระยะเวลาการเข้าซ่อมบำรุงในอู่แห้งจากทุก 1 ปี เป็นทุก 2 ปี และยืดระยะเวลาการเข้าซ่อมปรับปรุงใหญ่จากทุก 6 ปี เป็นทุก 8 ปี ซึ่งจะช่วยลดวงรอบของการซ่อมปรับปรุงใหญ่ลง 1 วงรอบตลอดอายุการใช้งานของเรือดำน้ำ

รายละเอียดการออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26

การออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26 จะยังคงใช้แนวทางการออกแบบเรือดำน้ำของบริษัท Kockums ที่มีการพัฒนามากว่า 40 ปี เช่น การใช้หางเสือแบบ X-Form เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวสำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่จำกัด, การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์แบบ Modular เพื่อให้มีความอ่อนตัวและง่ายต่อการปรับปรุงอุปกรณ์ใหม่ๆ, การใช้ระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Stirling Engine รุ่นใหม่เพื่อยืดระยะเวลาการปฏิบัติการใต้น้ำได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องทำการ Snorke และการออกแบบระบบความปลอดภัยที่แบ่งตัวเรือภายในออกเป็นห้องผนึกน้ำ 2 ห้องที่สามารถทนความดันน้ำได้ถึงความลึก Collapse Depth คั่นด้วย Escape Chamber และอุปกรณ์ช่วยเหลือและกู้ภัยตรงกลางที่สามารถเข้าถึงได้จากทั้ง 2 ห้องผนึกน้ำ

ในขณะเดียวกันการออกแบบเรือดำน้ำ ชั้น A26 ได้มีการพัฒนาแนวความคิดใหม่เพื่อรองรับบทบาทและภารกิจที่เปลี่ยนไป ได้แก่ การขยายขนาดเรือเพื่อเพิ่มระยะปฏิบัติการให้ไกลขึ้น โดยที่ยังคงความกะทัดรัดและความคล่องตัวสำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่น้ำ ตื้นในทะเลบอลติก โดยเรือดำน้ำชั้น A26 มีความยาว 66 ม. ตัวเรือทนความดันมีความกว้าง 6.75 ม. และมีระวางขับน้ำใต้น้ำประมาณ 2,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ที่มีระวางขับน้ำใต้น้ำประมาณ 1,625 ตัน รวมถึงมีการออกแบบรูปทรงของหอบังคับการเรือเพื่อช่วยลดการสะท้อนคลื่นโซนาร์ และการเพิ่มมาตรการออกแบบต่างๆ เพื่อช่วยลดการสั่นสะเทือนและการแพร่คลื่นเสียงจากอุปกรณ์ภายในเรือ

a26-surface-main2

หอบังคับการของเรือดำน้ำชั้น A26 ถูกออกแบบให้มีรูปทรงที่ช่วยลดการสะท้อนคลื่นโซนาร์ (ภาพจาก IHS Jane’s)

การออกแบบที่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถใหม่ที่สำคัญคือการติดตั้งท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.6 ม. ยาว 6 ม. ระหว่างท่อต่อร์ปิโดหัวเรือ ที่สามารถใช้รับ-ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษได้ครั้งละ 8 คน รวมถึงสามารถใช้สำหรับยาน UUV (Unmanned Underwater Vehicle) และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย

เรือดำน้ำชั้น A26 ถูกออกแบบมาให้เป็นเรือดำน้ำที่ใช้ระบบขับเคลื่อน AIP เป็นหลัก กล่าวคือ แนวความคิดในการใช้เรือดำน้ำชั้น A26 จะใช้เพียงระบบขับเคลื่อน AIP เท่านั้นในพื้นที่ปฏิบัติการ  ซึ่งส่งผลต่อการออกแบบอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างความจุแบตเตอรี่, กำลังไฟฟ้าของระบบขับเคลื่อน AIP และขนาดของเครื่องยนต์ดีเซล โดยระบบขับเคลื่อน AIP ของเรือดำน้ำชั้น A26 จะมีกำลังไฟฟ้ามากขึ้น ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลจะมีขนาดเล็กกว่าเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าทั่วไปเพื่อใช้สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ปฏิบัติการเท่านั้น

ระบบอำนวยการรบและระบบการควบคุมเรือของเรือดำน้ำชั้น A26 จะใช้เครือข่ายข้อมูลแบบ General Management Services System (GMSS) สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีการออกแบบระบบสำรอง (Redundancy) ทั้งในส่วนของอุปกรณ์, เครือข่ายข้อมูล, ระบบประมวลผล และแหล่งพลังงานที่สามารถทำงานทดแทนกันได้ทันที (Hot Swap) หากมีความขัดข้องเกิดขึ้น นอกจากนี้การออกแบบห้องศูนย์ยุทธการยังใช้แนวความคิดใหม่ในการปฏิบัติงานร่วมกันในห้องศูนย์ยุทธการเพียงห้องเดียว ไม่มีการแยกห้องโซนาร์, ห้องวิทยุ หรือห้องควบคุมเครื่องจักร ภายในห้องศูนย์ยุทธการจะติดตั้งระบบอำนวยการรบ SESUB 960C ที่พัฒนาขึ้นเองโดยบริษัท Saab ติดตั้งบน Multi-Function Consoles (MFC) จำนวน 10 คอนโซล, คอนโซลแสดงภาพสภานการณ์รวมสำหรับนายยามยุทธการ, จอแสดงผลขนาดใหญ่ (Large Screen Display), ระบบเดินเรืออิเล็กทรอนิกส์, ระบบถือท้าย และระบบควบคุมเรือ SCMS (Ship Control and Monitoring System) โดยเรือดำน้ำชั้น A26 จะติดตั้งกล้อง Periscope แบบ Optronic Mast ที่ไม่ใช้เสาแบบเจาะทะลุตัวเรือเพียงกล้องเดียวแทนการใช้กล้อง Optical Periscope จำนวน 2 กล้อง ซึ่งกล้อง Optronic Mast สามารถแสดงภาพบนหน้าจอ MFC ได้ และช่วยให้การออกแบบห้องศูนย์ยุทธการมีความอ่อนตัวไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้หอบังคับการเรือ

เนื่องจากการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 มีช่วงเวลาใกล้เคียงกับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ทำให้สามารถใช้ระบบต่างๆ ร่วมกันได้มากกว่า 50% ช่วยลดภาระในการฝึกอบรมกำลังพล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอะไหล่และการซ่อมบำรุงอีกด้วย โดยบริษัท Saab ได้ลงทุนปรับปรุงอู่ต่อเรือ Kockums ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) และการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

 

635666242408902118-dsc-7137bjpg.jpg

บริษัท Saab ได้ลงทุนปรับปรุงขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ Kockums เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเรือ

สรุป

การที่บริษัท Kockums ถูกซื้อเป็นของ Saab ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของในวงการธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการออกแบบ, สร้าง และปรับปรุงเรือดำน้ำให้กลับเป็นของบริษัทภายในประเทศของสวีเดน ซึ่งคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่านอกจากการสร้างเรือดำน้ำรุ่นใหม่สำหรับ ทร.สวีเดนแล้ว Saab Kockums จะสามารถสร้างตลาดส่งออกเรือดำน้ำในระดับนานาชาติได้หรือไม่


เรียบเรียงจาก Sovereign Wealth: National Priorities Condition A26 Project, IHS Jane’s Navy International, October 2016, Vol 121, Issue 8

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s