การฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การขยายตัวของกำลังเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อรองรับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีประเทศที่มีเรือดำน้ำถึง 13 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บังคลาเทศ, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เกาหลีเหนือ, ปากีสถาน, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และเวียดนาม

xapkf96

เรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ภาพจาก Naval Graphics)

นอกจากกำลังเรือดำน้ำในปัจจุบันแล้ว หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำเพิ่มเติมเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการใต้น้ำ หรือเป็นการจัดหาเรือดำน้ำใหม่เพื่อทดแทนเรือเดิม ในขณะที่บางประเทศเป็นการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นครั้งแรก ซึ่งโครงการจัดหาเรือดำน้ำในภูมิภาคมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฐานข้อมูลการวิเคราะห์ของ IHS Military & Security Assessments Data Analytics ระบุว่าปัจจุบันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีเรือดำน้ำประเภทต่างๆ ตั้งแต่เรือดำน้ำจิ๋ว (Midget Submarine) ไปจนถึงเรือดำน้ำ SSBN รวม 223 ลำ ในจำนวนนั้นเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (SSK) ถึง 129 ลำ คิดเป็น 57.8% ของจำนวนเรือดำน้ำประเภทต่างๆ ทั้งหมด และในห้วง 10 ปีข้างหน้าโครงการเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีมูลค่าสูงถึง 6 หมื่น 9 พันล้านดอลลาร์

Top-Trends-Graph-6.png

แนวโน้มการขยายตัวของการจัดหาเรือดำน้ำแบ่งตามภูมิภาค (ภาพจาก Avascent)

การขยายตัวของโครงการเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่งผลให้หลายประเทศหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาการฝึกนักเรือดำน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติการ นอกจากนี้บางประเทศยังใช้การพัฒนาการฝึกนักเรือดำน้ำเพื่อสนับสนุนการกำหนดความต้องขีดความสามารถในการจัดหาเรือดำน้ำใหม่อีกด้วย โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างการฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อเปรียบเทียบวิธีการและวัตถุประสงค์ของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกันไป

อินเดีย

ทร.อินเดียกำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kalvari (Scorpene) จำนวน 6 ลำตามโครงการ P75 โดยเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือในประเทศจากบริษัท DCNS ของฝรั่งเศส ซึ่งอินเดียมีนโยบายการพึ่งพาตนเองทั้งในส่วนของการสร้างเรือ, การซ่อมบำรุง รวมถึงการฝึกนักเรือดำน้ำด้วย เห็นได้จากการที่อินเดียได้กำหนดให้บริษัท DCNS ทำการฝึกอบรมหลักสูตรระบบการควบคุมเรือ (Platform Management System – PMS) และเครื่องถือท้าย (Steering Console) สำหรับกำลังพลรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari 2 ลำแรกในประเทศอินเดียเมื่อปี ค.ศ.2014 แทนการฝึกอบรมที่ฝรั่งเศส โดยจัดการฝึกอบรมที่บริษัท HBL Power Systems ของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตระบบ PMS และเครื่องถือท้ายสำหรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari

d920efd36abbf3869c6ca98f3abbe19b-57bedc4e177b1

INS Kalvari เป็นเรือดำน้ำลำแรกจาก 6 ลำตามโครงการ P75 (ภาพจาก Bangla Tribunes)

การฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari ในอินเดีย เป็นการดำเนินการภายใต้การควบคุมของบริษัท DCNS โดยใช้ครูฝึกจากฝรั่งเศส ร่วมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการฝึกที่รวมถึงเครื่องฝึกจำลอง (Moving Platform Simulator) ที่นอกจากจะจำลองระบบการถือท้าย, การควบคุมการดำ และการควบคุมระบบขับเคลื่อนของเรือแล้ว ยังสามารถจำลองอาการเคลื่อนไหวของเรืออีกด้วย โดยอินเดียได้เริ่มการฝึกกำลังพลรับเรือควบคู่ไปกับการสร้างเรือดำน้ำเพื่อให้กำลังพลรับเรือมีความพร้อมในการฝึกปฏิบัติในทะเลเมื่อการสร้างเรือแล้วเสร็จ

เวียดนาม

ทร.เวียดนามเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) จำนวน 6 ลำจากรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.2009 นับเป็นหนึ่งในประเทศน้องใหม่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเวียดนามได้ส่งนักเรือดำน้ำชุดแรกไปรับการฝึกที่รัสเซียเมื่อปี ค.ศ.2010 เพื่อกลับไปถ่ายทอดความรู้ให้กับกำลังพลรับเรือดำน้ำลำต่อๆ ไป โดยการฝึกอบรมกำลังพลชุดแรกที่รัสเซียแบ่งออกเป็นการฝึกอบรมภาษารัสเซียเพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษา และการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับเรือดำน้ำเป็นภาษารัสเซีย

1_73550.jpg

เรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของเวียดนาม (ภาพจาก VietTimes)

นอกจากการฝึกกำลังพลชุดแรกที่รัสเซียแล้ว ทร.เวียดนามยังได้ทำความตกลงกับ ทร.อินเดียเมื่อปี ค.ศ.2013 ในการส่งนักเรือดำน้ำเวียดนามไปรับการฝึกที่โรงเรียนเรือดำน้ำ INS Satavahana ของอินเดียอีกด้วย โดยถึงแม้ว่าเวียดนามจะเคยจัดหาเรือดำน้ำ Midget มาก่อนในช่วงทศวรรษที่ 1990 แต่ก็ยังขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติการเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างเรือดำน้ำชั้น Kilo ซึ่งเวียดนามมีความต้องการที่จะเรียนรู้จากอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในการใช้งานเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 877) ในพื้นที่ทะเลเขตร้อนมาเป็นเวลายาวนาน

มาเลเซีย

ทร.มาเลเซียส่งกำลังพลกว่า 40 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำจากประเทศต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ 1990 เพื่อเตรียมศึกษาข้อมูลสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ (คล้ายกับ ทร.ไทย ที่ส่งกำลังพลจำนวนมากเกือบ 30 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีและเกาหลีใต้เมื่อปี พ.ศ.2556 เพื่อเตรียมเริ่มโครงการเรือดำน้ำ) โดย ทร.มาเลเซียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Perdana Menteri (Scorpene) จำนวน 2 ลำจากบริษัทร่วมทุนระหว่าง DCNS ของฝรั่งเศสกับ Navantia ของสเปนเมื่อปี ค.ศ.2002 และเริ่มส่งนักเรือดำน้ำไปรับการฝึกที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.2003 และในระหว่างปี ค.ศ.2005-2009 มาเลเซียได้เช่าซื้อเรือดำน้ำ Ouessant (ชั้น Agosta 70) เพื่อทำการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำคู่ขนานไปกับการสร้างเรือ โดยการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำที่ฝรั่งเศสได้แล้วเสร็จในปี ค.ศ.2009 พร้อมกับการขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ คือ KD Tunku Abdul Rahman และ KD Tun Abdul Razak

USW_Summer_2016_1.jpg

เครื่องฝึกควบคุมการดำ Diving Control and Platform Simulator (SIMDIVE) ของ ทร.มาเลเซีย (ภาพจาก Undersea Warfare Magazine)

ทร.มาเลเซียได้เริ่มสร้างศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ (Submarine Training Center – STC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพเรือดำน้ำ Sepangar ในปี ค.ศ.2007 ประกอบด้วยห้องเรียน, ห้องปฏิบัติการ, อุปกรณ์การฝึกอบรม และเครื่องฝึกจำลองต่างๆ ได้แก่ เครื่องฝึกควบคุมการดำ (Diving Control and Platform Simulator), เครื่องฝึกเดินเรือและศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (Submarine Navigation, Combat System, Sensors and Periscope Simulator), เครื่องฝึกการป้องกันน้ำท่วม (Flood and Leak Trainer), เครื่องฝึกดับไฟ (Fire Fighting Trainer) และหอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำ (Submarine Escape Trainer) โดยในช่วงแรกยังคงมีครูฝึกจากฝรั่งเศสทำหน้าที่สนับสนุนการฝึกเพื่อสร้างครูฝึกเรือดำน้ำรุ่นแรกให้กับ ทร.มาเลเซีย

USW_Summer_2016_2.jpg

หอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำ (Submarine Escape Trainer) ของ ทร.มาเลเซีย (ภาพจาก Undersea Warfare Magazine)

ในส่วนของการฝึกหนีภัยและช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำ เมื่อปี ค.ศ.2012 ทร.มาเลเซียได้ทำสัญญาเช่าเรือกู้ภัยเรือดำน้ำ MV Mega Bakti เป็นระยะเวลา 8 ปี และได้ทำความตกลงกับ ทร.สหรัฐฯ ในการสนับสนุนยานกู้ภัยเรือดำน้ำ PRM (Pressurized Rescue Module) พร้อมด้วยอุปกรณ์ไปติดตั้งบนเรือ MV Mega Bakti ในระหว่างการฝึกหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง โดยเรือกู้ภัยเรือดำน้ำ MV Mega Bakti พร้อมด้วยยานกู้ภัย PRM ได้เข้าร่วมการฝึกนานาชาติเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.2016 คือการฝึกช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำนานาชาติ Pacific Reach ที่เกาหลีใต้

สิงคโปร์

ทร.สิงคโปร์เริ่มส่งกำลังพลไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีในช่วงทศวรรษที่ 1980 เพื่อเตรียมศึกษาข้อมูลสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ โดย ทร.สิงคโปร์ได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Challenger (Sjöormen) จำนวน 4 ลำจากสวีเดนในปี ค.ศ.1995 และต่อมาได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Archer (Södermanland) อีกจำนวน 2 ลำจากสวีเดนในปี ค.ศ.2005 ซึ่งกำลังพลรับเรือดำน้ำของสิงคโปร์ทั้งหมดผ่านการฝึกจาก ทร.สวีเดน (ต่างจากกำลังพลรับเรือดำน้ำเวียดนามที่ได้รับการฝึกในรัสเซียเพียงชุดแรกชุดเดียว) ในขณะเดียวกัน ทร.สิงคโปร์ได้เริ่มการฝึกนักเรือดำน้ำในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปคู่ขนานไปกับการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำที่สวีเดนด้วย ภายหลังจากที่เรือดำน้ำลำแรกคือเรือ RSS Challenger เดินทางถึงสิงคโปร์ในปี ค.ศ.2001

เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) ของ ทร.สิงคโปร์ (ภาพจาก Cyberpioneer TV)

การจัดหาเรือดำน้ำชั้น Challenger จำนวน 4 ลำของ ทร.สิงคโปร์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อฝึกความคุ้นเคยกับการปฏิบัติการเรือดำน้ำ โดยในปี ค.ศ.2012 ทร.สิงคโปร์ได้เริ่มเปิดใช้เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (Submarine Command Team Trainer – SCTT) และเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (Submarine Steering and Diving Trainer – SSDT) ซึ่งเป็นเครื่องฝึกจำลองที่จัดหาจากบริษัท Rheinmetall ของเยอรมนี และต่อมาในปี ค.ศ.2015 ทร.สิงคโปร์ได้ปลดระวางประจำการเรือดำน้ำชั้น Challenger จำนวน 2 ลำ คือเรือ RSS Challenger และเรือ RSS Centurion โดยได้ทำพิธีเปิดศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ RSS Challenger ขึ้นเป็นหน่วยใหม่ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ทร.สิงคโปร์ยังได้ส่งนักเรือดำน้ำไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำในประเทศต่างๆ เช่น หลักสูตร ผบ.เรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนี และ ทร.เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

การฝึกในเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (SSDT) ของ ทร.สิงคโปร์ (ภาพจาก ทร.สิงคโปร์)

เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) ของ ทร.สิงคโปร์ เป็นระบบจำลองการทำงานของห้องศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ สำหรับฝึกการปฏิบัติการและยุทธวิธีเรือดำน้ำภายใต้สภาพแวดล้อมจำลองที่มี ความเสมือนจริง โดยมีส่วนประกอบได้แก่ ระบบอำนวยการรบ, ระบบตรวจจับทั้งโซนาร์ ESM และกล้อง Periscope, และระบบอาวุธ โดยสามารถทำการปรับเปลี่ยนระบบย่อยภายในได้เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและ สถานการณ์การฝึก ส่วนเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (SSDT) เป็นการจำลองการทำงานของเครื่องถือท้ายเรือดำน้ำ และระบบควบคุมการดำ (Diving Station) สำหรับฝึกการดำและการควบคุมเรือดำน้ำด้านการช่างกล เช่น การควบคุมถังดำ (Main Ballast Tank), ระบบขับเคลื่อน, ระบบการถ่ายเทของเหลว และระบบอากาศอัด โดยเครื่องฝึก SSDT ติดตั้งบนฐานแท่นเคลื่อนที่ที่สามารถจำลองอาการโคลงของเรือได้ถึง +/- 60 องศา ช่วยให้สามารถฝึกการปฏิบัติงานและการแก้ไขเหตุฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถทำการฝึกได้ในเรือดำน้ำจริง โดยยังคงความสมจริงและความปลอดภัยสำหรับผู้รับการฝึก

ภาพจำลองเรือดำน้ำ Type 218SG ของสิงคโปร์ (ภาพจากบริษัท TKMS)

ปัจจุบัน ทร.สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำ Type 218SG จำนวน 2 ลำจากเยอรมนีเพื่อทดแทนเรือรุ่นเก่า โดยบริษัท ST Engineering ของสิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบอำนวยการรบร่วมกับบริษัท Atlas Elektronik ของเยอรมนี ซึ่ง ทร.สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการฝึกกำลังพลประจำเรือดำน้ำรุ่นใหม่ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

ไทย

ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใช้เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) จากบริษัท Rheinmetall ของเยอรมนี โดย ทร.ไทยได้จัดหาเครื่องฝึกดังกล่าวพร้อมกับการสร้างอาคารกองบัญชาการกองเรือดำน้ำเมื่อปี พ.ศ.2555 และได้เริ่มเปิดใช้งานเครื่องฝึกในปี พ.ศ.2557 นอกจากนี้ข้อมูลจากบริษัท Rheinmetall ยังระบุว่าเครื่องฝึก SCTT ของไทยสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องฝึกปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare Simulator – ASWS) เพื่อทำการฝึกร่วมกันในสถานการณ์การฝึกเดียวกันได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี ทร.ไทยยังไม่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเครื่องฝึก SCTT ของไทยเป็นการจำลองระบบและขีดความสามารถของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าสมัยใหม่ทั่วไป ไม่ได้เป็นการจำลองเรือดำน้ำแบบใดแบบหนึ่ง นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ.2556 ทร.ไทยยังได้ส่งกำลังพลจำนวนเกือบ 30 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีและเกาหลีใต้ โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดหาเครื่องฝึกและส่งกำลังพลไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศเพื่อศึกษาขีดความสามารถและยุทธวิธีของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าสมัยใหม่ สำหรับกำหนดความต้องการและเตรียมการรองรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ซึ่งปัจจุบัน ทร.ไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น S26T จำนวน 1 ลำจากจีน และได้บรรจุงบประมาณเป็นเงิน 700 ล้านบาทสำหรับโครงการเรือดำน้ำในแผนงบประมาณประจำปี 2560 แล้ว

a_246

พล.ร.อ.นริส  ประทุมสุวรรณ ผบ.กร. (ในขณะนั้น) ระหว่างตรวจเยี่ยมเครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 (ภาพจากกองทัพเรือ)

ไต้หวัน

อีกประเทศหนึ่งที่มีแนวคิดในการเครื่องฝึกเรือดำน้ำเพื่อศึกษาขีดความสามารถและเตรียมรองรับโครงการเรือดำน้ำใหม่คือไต้หวัน โดยบริษัท Ching Fu Shipbuilding ได้เปิดตัวเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ ในงาน Kaohsiung International Maritime and Defense Exhibition เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยทางบริษัทจะเสนอเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำให้กับ ทร.ไต้หวันเพื่อช่วยในการกำหนดความต้องการและขีดความสามารถในโครงการสร้างเรือดำน้ำในประเทศของไต้หวัน โดยเครื่องฝึกดังกล่าวประกอบด้วย ระบบควบคุมการดำ, ระบบควบคุมแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า, ระบบควบคุมระบบขับเคลื่อน และเครื่องถือท้าย โดยบริษัท Ching Fu Shipbuilding ได้ทำการพัฒนาระบบควบคุมเรือดำน้ำมาเป็นเวลา 10 ปี ร่วมกับอดีตนักเรือดำน้ำไต้หวันที่ผ่านการฝึกจากเนเธอร์แลนด์ และกำลังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอเป็นผู้ผลิตระบบควบคุมเรือดำน้ำในโครงการเรือดำน้ำใหม่ของไต้หวันต่อไป

_541.jpg

เครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำของบริษัท Ching Fu Shipbuilding (ภาพจาก Up Media)

สรุป

จากแนวโน้มการขยายขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุกับเรือดำน้ำที่ปฏิบัติการในทะเลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในหนทางการป้องกันปัญหาดังกล่าวคือการฝึกนักเรือดำน้ำให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการใต้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย นอกจากนี้เครื่องฝึกเรือดำน้ำยังสามารถใช้สนับสนุนการกำหนดความต้องการและการทดสอบขีดความสามารถของเรือดำน้ำรุ่นใหม่ในโครงการจัดหาเรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนาขีดความสามารถด้านการฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังเรือดำน้ำเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถโดยรวมของกำลังทางเรือในภูมิภาค


ที่มา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s