โครงการเรือดำน้ำของ ทร.ปากีสถาน

เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ประธานบริษัท China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท China Shipbuilding & Offshore International (CSOC) ได้แถลงข่าวยืนยันการทำสัญญาโครงการเรือดำน้ำจำนวน 8 ลำกับปากีสถาน นับเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการจากจีนหลังจากมีข่าวการจัดหาเรือดำน้ำของปากีสถานจากจีนมาตั้งแต่กลางปี 2558

15068536_1271776359545334_1125804742029738754_o

เรือดำน้ำชั้น Agosta 90B ของ ทร.ปากีสถาน

ปัจจุบัน ทร.ปากีสถานมีเรือดำน้ำชั้น Agosta รวม 5 ลำ แบ่งเป็นเรือชั้น Hashmat (Agosta 70) จำนวน 2 ลำ เข้าประจำการระหว่างปี ค.ศ.1979-1980 กับเรือดำน้ำชั้น Khalid (Agosta 90B) รุ่นใหม่จำนวน 3 ลำ เข้าประจำการระหว่างปี ค.ศ.1999-2006 โดยในปี ค.ศ.2008 ทร.ปากีสถานได้เริ่มโครงการเรือดำน้ำใหม่ทดแทนเรือเก่า โดยได้เจรจาการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น 214 จากเยอรมนีจำนวน 3 ลำ มูลค่าโครงการประมาณ 1 พัน 5 ร้อยล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ.2009 ปากีสถานได้ขอยกเลิกโครงการเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 จนต้องกู้เงินกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์จากกองทุน IMF

เศรษฐกิจของปากีสถานเริ่มฟื้นตัวในปี ค.ศ.2010 และต่อมาในปี ค.ศ.2011 ทร.ปากีสถานได้เริ่มเจรจาโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP จำนวน 6 ลำจากจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่จีนเริ่มลงทุนในท่าเรือน้ำลึกและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมตามโครงการ China-Pakistan Economic Corridoor (CPEC) โดยปากีสถานกับจีนเจรจาโครงการเรือดำน้ำเป็นเวลาประมาณ 4 ปี จนในช่วงกลางปี ค.ศ.2015 เริ่มมีข่าวว่าปากีสถานกับจีนใกล้เสร็จสิ้นการเจรจาโครงการเรือดำน้ำ โดยเป็นการจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 8 ลำ และจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือจำนวนหนึ่งในปากีสถานด้วย

ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ.2016 ทร.ปากีสถานได้ออกมาแถลงยืนยันโครงการจัดหาเรือดำน้ำจากจีนจำนวน 8 ลำ โดยจะเป็นการสร้างเรือในประเทศจีน 4 ลำ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือโดยอู่ต่อเรือ Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW) อีก 4 ลำ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4-5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสน 7 หมื่นล้านบาท) โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการประมาณ 11 ปี และมีกำหนดส่งมอบเรือครบ 8 ลำในปี ค.ศ.2028

591dfde0-1820-4780-bc54-b085ab2e0f22.jpg

แบบจำลองเรือดำน้ำชั้น Yuan (Type 039A) ของจีน

ถึงแม้ว่าข่าวโครงการเรือดำน้ำของปากีสถานจะเริ่มมีความชัดเจนตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2015 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแบบเรือ โดยมีการคาดการณ์ไปต่างๆ นานา ว่าอาจเป็นเรือดำน้ำชั้น S20 (รุ่นส่งออกลดขนาดของเรือดำน้ำชั้น Yuan – Type 039A/B ระวางขับน้ำใต้น้ำ 2,300 ตัน) หรือเรือดำน้ำชั้น S26 (พื้นฐานเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Yuan – Type 039A/B ระวางขับน้ำใต้น้ำ 3,400 ตัน) หรือเรือดำน้ำชั้น S30 (พื้นฐานเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Qing – Type 032 ระวางขับน้ำใต้น้ำ 6,000 ตัน) อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงว่าเรือดำน้ำของปากีสถานจะเป็นเรือดำน้ำชั้น S26 เนื่องจากเรือดำน้ำชั้น S20 จะมีขนาดเล็กเกิดไปที่จะติดตั้งระบบ AIP และเรือดำน้ำชั้น Qing (Type 032) ยังคงเป็นเรือรุ่นทดลองของจีนที่สร้างมาเพียงลำเดียว

นอกจากความไม่ชัดเจนเรื่องแบบเรือแล้ว นักวิเคราะห์ต่างชาติยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลค่าโครงการ 5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสน 7 หมื่นล้านบาท) สำหรับเรือดำน้ำ 8 ลำ หารต่อลำออกมาได้ประมาณลำละ 625 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 หมื่น 2 พันล้านบาท) ซึ่งมีราคาแพงกว่าโครงการเรือดำน้ำ S26T ของไทยจำนวน 3 ลำ มูลค่าโครงการ 3 หมื่น 6 พันล้านบาท หารต่อลำประมาณ 1 หมื่น 2 พันล้านบาท

ความแตกต่างของราคาโครงการเรือดำน้ำปากีสถาน กับโครงการเรือดำน้ำ S26T ของไทย ทำให้นักวิเคราะห์ต่างชาติคาดการณ์ว่าเรือดำน้ำปากีสถานมีราคาสูงกว่าเนื่องจากมีการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP ซึ่งน่าจะเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากในเอกสารเชิญชวนให้เสนอโครงการของ ทร.ไทยไม่ได้กำหนดว่าข้อเสนอเรือดำน้ำจะต้องติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP (และราคาเรือลำละ 340 ล้านดอลลาร์หรือ 1 หมื่น 2 พันล้านบาทน่าจะถูกเกินไปสำหรับเรือดำน้ำติดตั้งระบบ AIP) แต่ข้อมูลจากการแถลงข่าวของ ทร.ไทย ระบุว่าเรือดำน้ำชั้น S26T ชนะการคัดเลือกเพราะมีการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP

คำถามจึงอยู่ที่ว่าอะไรเป็นสาเหตุของราคาที่ต่างกันเกือบ 2 เท่า ทั้งที่ปากีสถานสั่งซื้อเรือจำนวนมากกว่า และมีระบบ AIP เหมือนกับโครงการเรือดำน้ำ S26T ของไทย โดยความเป็นไปได้หนึ่งคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือโดยอู่ต่อเรือของปากีสถาน แต่มูลค่าของการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือก็น่าจะถูกชดเชยด้วยจำนวนเรือของปากีสถานที่มากกว่า 2 เท่า (8 ลำต่อ 3 ลำ) นอกจากนี้ปากีสถานยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานรองรับเรือดำน้ำอยู่แล้ว คล้ายกับอินโดนีเซียที่มีเรือดำน้ำอยู่แล้วและมีโครงการเรือดำน้ำ DSME1400 จำนวน 3 ลำที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือลำที่ 3 ในประเทศอินโดนีเซียด้วย ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 หมื่น 6 พันล้านบาท หรือเฉลี่ยลำละ 1 หมื่น 2 พันล้านบาท) ในขณะที่โครงการเรือดำน้ำ S26T ของ ทร.ไทยเป็นการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทั้งการจัดหาเรือดำน้ำ, อาวุธ, อะไหล่, การฝึก, สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เมื่อกลางปีที่ผ่านมาสำนักข่าวอิศราได้เปิดเผยข้อมูลข้อเสนอโครงการเรือดำน้ำ S26T ของ ทร.ไทย ว่าราคาโครงการ 3 หมื่น 6 พันล้านบาท ครอบคลุมถึงเรือดำน้ำ 3 ลำ, การฝึก, อุปกรณ์ท่าเรือ, เครื่องมือพิเศษ, ตอร์ปิโดจริง 4 ลูก, ตอร์ปิโดฝึก 2 ลูก, และการสนับสนุนหลังการขาย แต่ไม่รวมรายการที่จะต้องจ่ายเพิ่ม ได้แก่ ระบบส่งกำลังบำรุงรวม (Integrated Logistic System), อะไหล่ซ่อมบำรุง 2 ปี, เครื่องฝึก Simulator, ลูกอาวุธเพิ่มเติม และอาวุธปล่อยนำวิถี ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ว่าโครงการเรือดำน้ำ S26T ของ ทร.ไทย เป็นการทุ่มตัดราคาของจีนโดยเสนอแพคเกจบางอย่างไม่ครบถ้วน (เช่น มีตอร์ปิโดเพียง 4 ลูกสำหรับเรือดำน้ำ 3 ลำ) ทำให้มีราคาถูกกว่าโครงการของปากีสถานถึงเกือบครึ่ง


ที่มา

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s