การพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-พื้นประจำเฮลิคอปเตอร์

แปลและเรียบเรียงจาก “Bolt from the blue: helicopters tool up to join the littoral fight.”
By Richard Scott

แปลและเรียบเรียงโดยกัปตันนีโม

ฮ.Lynx ของ ทร.อังกฤษ ยิง อวป. Sea Skua

ฮ.Lynx ของ ทร.อังกฤษ ยิง อวป. Sea Skua

                เฮลิคอปเตอร์ประจำเรือเป็นอุปกรณ์หลักในการยืดระยะตรวจการณ์และระยะการใช้อาวุธในการปฏิบัติการรบผิวน้ำ โดยการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-พื้นประจำเฮลิคอปเตอร์เริ่มขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ และได้มีการใช้งานจริงเมื่อเฮลิคอปเตอร์ Westland Wasp ของ ทร.อังกฤษ ยิงอาวุธปล่อยฯ แบบ AS.12 ใส่เรือดำน้ำ ARA Santa Fe ของ ทร.อาร์เจนตินาในสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕

                อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-พื้นประจำเฮลิคอปเตอร์ในยุคแรก เช่นอาวุธปล่อยฯ แบบ AS.12  ของ ทร.อังกฤษ เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีด้วยเส้นลวดที่ดัดแปลงมาจากอาวุธปล่อยฯ ต่อต้านรถถังแบบ SS.11 ของ ทบ.อังกฤษ อย่างไรก็ดีอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์ยังไม่ได้เป็นอาวุธหลักในการปฏิบัติการรบผิวน้ำจนกระทั่งได้มีการพัฒนาในยุคที่ ๒ ช่วงหลังปี พ.ศ.๒๕๒๐ โดยอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆ ในยุคนี้เช่นอาวุธปล่อยฯ แบบ AS.15TT (พัฒนาโดย Aerospatiale), Penguin(พัฒนาโดย Kongsberg), และ Sea Skua (พัฒนาโดย BAE Dynamics) ต่างก็มีระบบการควบคุมและนำวิถีที่แตกต่างกันไป แต่หลักการพื้นฐานของอาวุธปล่อยฯ ดังกล่าวยังคงเหมือนกัน นั่นคือเป็นขีดความสามารถในการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือในระยะไกลเพื่อให้เรือรบขนาดเล็กหมดสมรรถภาพในการรบ

ในปัจจุบันอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆ ดังกล่าวยังคงมีใช้ใน ทร.ชาติต่างๆ
ทั่วโลก โดยแต่ละแบบได้มีวิวัฒนาการตามเทคโนโลยีและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งยังมี
การพัฒนาอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์แบบใหม่ๆ หลายรูปแบบตั้งแต่อาวุธปล่อยฯ ขนาดเล็กสำหรับต่อตีเรือยนต์เร็วโจมตีในพื้นที่ใกล้ฝั่ง ไปจนถึงอาวุธปล่อยฯ ที่สามารถต่อตีเรือรบขนาดกลางเช่นเรือคอร์เวตหรือเรือฟริเกตได้

Penguin Mk 2 Mod 7

อาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์แบบ Penguin Mk 2 Mod 7 ผลิตโดยบริษัท Kongsberg Defence System ประเทศนอร์เวย์ เป็นอาวุธปล่อยฯ ที่สามารถยิงได้จากเฮลิคอปเตอร์ได้หลายแบบ ปัจจุบันมีใช้ใน ทร. ๖ ชาติ โดยถึงแม้ว่าทางบริษัทผู้ผลิตจะยอมรับว่าอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin จะไม่มีการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมอีกแล้ว แต่ก็ยังมีแนวโน้มว่าอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin จะยังคงมีการสั่งซื้อเพิ่มต่อไปอีกหลายปี

อาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin MK 2 Mod 7 มีที่มาจาก Penguin รุ่น Mk 1 และ Mk 2 ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้นสำหรับยิงจากเรือ และต่อมาได้มีการพัฒนา Penguin Mk 3 สำหรับยิงจากเครื่องบิน หลังจากนั้น ทร.สหรัฐฯ ได้มีความต้องการอาวุธปล่อยนำวิธีอากาศ-สู่-พื้นสำหรับยิงจากเฮลิคอปเตอร์ SH-60B LAMPS III จึงได้มีการพัฒนารุ่น Mk 2 Mod 7 ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๙ และเข้าสายการผลิตหลักเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ ภายใต้รหัส AGM-119B โดยเป็นการผสมรวมส่วนลำตัวลูกอาวุธปล่อยฯ ของรุ่น Mk 2 (ปรับปรุงปีกพับได้กลางลำตัวสำหรับยิงจากเฮลิคอปเตอร์) เข้ากับระบบนำวิถีและควบคุมการบินของรุ่น Mk 3

การทำงานของอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin Mk 2 Mod 7 เป็นอาวุธปล่อยฯ ความเร็วต่ำกว่าเสียง มีปีกคานาร์ดสำหรับควบคุมทิศทางการบิน ใช้การนำวิถีแบบ Inertial Midcourse Guidance ในช่วงแรก และ Pseudo-Imaging IR ในช่วงสุดท้าย ทั้งนี้ Kongsberg ระบุว่าระบบนำวิถีแบบดังกล่าวเป็นระบบที่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ใกล้ฝั่งที่มีเกาะแก่งจำนวนมาก โดยระบบนำวิถีแบบ Inertial ในช่วงแรกเหมาะสำหรับการหลบหลีกสิ่งกีดขวางในระหว่างการเดินทางเข้าหาเป้า ส่วนระบบนำวิถีแบบอินฟราเรด (IR) ในช่วงสุดท้ายทำให้สามารถแยกแยะเป้าได้ดีและลดการถูกรบกวนจากมาตรการต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์

อวป. Penguin Mk2 Mod 7 เป็นอาวุธหลักประจำ ฮ.Seahawk

อวป. Penguin Mk2 Mod 7 เป็นอาวุธหลักประจำ ฮ.Seahawk

ลูกอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin Mk 2 Mod 7 มีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น ๓๘๕ กก. บรรทุกหัวรบกึ่งเจาะเกราะขนาด ๑๒๐ กก. ขับเคลื่อนด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ๒ ตอน (Booster/Sustainer) มีระยะยิงหวังผล ๓๔ กม. (๑๘ ไมล์ทะเล) โดยอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin Mk 2 Mod 7 ถูกออกแบบเพื่อเป็นอาวุธหลักสำหรับเฮลิคอปเตอร์แบบ S-70B Seahawk (SH-60B ของ ทร.สหรัฐฯ) และยังมี ทร.ชาติต่างๆ ที่ได้เลือกอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin Mk 2 Mod 7 เป็นอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์แบบ S-70B Seahawk ได้แต่กรีซ สเปน ตุรกี และบราซิล

ทั้งนี้ Kongsberg ได้วางแผนที่จะพัฒนาอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่เพื่อทดแทนอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin Mk 2 Mod 7 โดยการปรับปรุงอาวุธปล่อยฯ พื้น-สู่-พื้นแบบ Naval Strike Missile (NSM) เพื่อให้สามารถยิงจากเฮลิคอปเตอร์ได้ โดยอาวุธปล่อยฯ แบบ NSM มีน้ำหนักรวม ๔๐๗ กก. ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทเป็นระบบขับเคลื่อนแทนจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ทำให้มีระยะยิงไกลสุดถึง ๒๐๐ กม. (๑๐๘ ไมล์ทะเล) นำวิถีด้วยระบบ GPS Midcourse และ Imaging IR Seeker ที่มีความเหมาะสมกับการใช้งานทั้งในพื้นที่ทะเลเปิดและในพื้นที่ใกล้ฝั่ง อย่างไรก็ดีทางบริษัทยังคงรอให้มีความต้องการสั่งซื้อจากลูกค้าอย่างชัดเจนก่อนที่จะทำการปรับปรุงระบบการเชื่อมต่อกับเฮลิคอปเตอร์อย่างเต็มรูปแบบต่อไป

Marte Mk 2/S

อาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์แบบ Marte Mk 2/S ผลิตโดยบริษัท MBDA Italia ประเทศอิตาลี พัฒนามาจากอาวุธปล่อยฯ แบบ Marte Mk 1 และ Marte Mk 2 ของบริษัท Oto Melara โดย Marte Mk 2/S ออกแบบสำหรับติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ AugustaWestland AW101 ของ ทร.อิตาลี นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ NH90 ได้อีกด้วย

อาวุธปล่อยฯ แบบ Marte Mk 2/S เป็นอาวุธปล่อยฯ ความเร็วต่ำกว่าเสียง มีน้ำหนักรวม ๓๒๔ กก. บรรทุกหัวรบกึ่งเจาะเกราะขนาด ๗๐ กก. ขับเคลื่อนด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ๒ ตอน (Booster/Sustainer) มีระยะยิงประมาณ ๓๐ กม. (๑๖ ไมล์ทะเล) นำวิถีด้วยระบบ Inertial Midcourse Guidance และ Active Radar Homing

อาวุธปล่อยฯ แบบ Marte Mk 2/S ได้รับการปรับปรุงระบบนำวิถีใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ใกล้ฝั่งที่มีการรบกวนจากเกาะแก่งมาก และเป้าหมายที่มี Radar Cross Section ขนาดเล็ก โดยติดตั้งเรดาร์ใหม่แบบ SM-1S พร้อมระบบประมวลผลดิจิตอล และคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินและระบบนำวิถี รวมทั้งเพิ่มโปรแกรมการบินหลบหลีกการต่อต้านจากเป้าหมายในระยะสุดท้าย

ทร.อิตาลีได้ทำการยิงทดสอบอาวุธปล่อยฯ แบบ Marte Mk 2/S เป็นครั้งแรกจากเฮลิคอปเตอร์ AW101 เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ โดยทำการยิงที่ระยะ ๒๐ กม. (๑๐.๘ ไมล์ทะเล) ใช้เส้นทางการบินแบบมี Waypoint โดยเรดาร์ Active Homing สามารถตรวจจับเป้าได้ที่ระยะ ๕ กม. และลูกอาวุธปล่อยฯ ทดสอบที่ติดตั้งระบบบันทึกข้อมูลการบินแทนหัวรบจริง สามารถบินผ่านเป้าหมายด้วยความสูง ๑๖ ฟุต (๔.๘๗ เมตร)

การยิงทดสอบครั้งที่สองกระทำเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ โดยทำการยิงทดสอบจำนวน๒ ครั้ง ในครั้งแรกยิงทดสอบจากความสูง ๒๐๐๐ ฟุต ต่อเป้าหมายที่ระยะ ๒๐ กม. (๑๐.๘ ไมล์ทะเล) มุมยิง ๕๐ องศาจากทิศทางการบินของเฮลิคอปเตอร์ โดยลูกอาวุธปล่อยฯ ทำการบินเข้าหาเป้าหมายแบบมี Waypoint ก่อนพุ่งชนเป้า

ในการยิงทดสอบครั้งต่อมาเป็นการทดสอบขีดความสามารถในการต่อตีเป้าเรือยนต์เร็วโจมตีขนาดเล็กที่ระยะใกล้ โดยทำการยิงจากความสูง ๖๕๐ ฟุต ต่อเป้าขนาดเล็กที่ที่ระยะ ๖ กม. (๓.๒ ไมล์ ทะเล)

ฮ. AW101 ของ ทร.อิตาลี ทำการยิง อวป. Marte Mk 2/S

การยิงทดสอบอาวุธปล่อยฯ Marte Mk 2/S ชุดสุดท้ายก่อนการรับมอบ กระทำเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๔๙ โดยทำการยิงทดสอบอีก ๒ ครั้ง ในครั้งแรกเป็นการยิงทดสอบระยะไกลที่ระยะ ๓๐ กม. (๑๖ ไมล์ทะเล) ส่วนในครั้งที่สองเป็นการยิงทดสอบต่อเป้าในระยะ ๒๗ กม. (๑๔.๕ ไมล์ทะเล) ที่มุมยิง ๑๘ องศาจากทิศทางการบินของเฮลิคอปเตอร์ โดยลูกอาวุธปล่อยฯ ทำการบินเข้าหาเป้าหมายแบบมี Waypoint และพุ่งชนเป้าด้วยหัวรบจริง

บริษัท MBDA Italia ได้ทำการศึกษาเพื่อปรับปรุงขีดความสามารถของอาวุธปล่อยฯ แบบ Marte Mk 2/S ด้วยการเพิ่มระบบนำวิถีแบบอินฟราเรด และระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Datalink) เพื่อให้พนักงานควบคุมสามารถเลือกและยืนยันเป้าได้ รวมทั้งเพิ่มระบบนำวิถีด้วย GPS สำหรับต่อตีเป้าหมายบนฝั่ง

นอกจากนี้ MBDA Italia ยังมีโครงการพัฒนาอาวุธปล่อยฯ Marte รุ่น ER โดยติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทขนาดเล็กแทนจรวดขับเคลื่อนเชื้อเพลิงแข็งในส่วน Sustainer และปรับปรุงตัวลูกอาวุธปล่อยฯ เพื่อรองรับเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ท กับลดน้ำหนักรวมให้เบาลง (ต่ำกว่า ๓๐๐ กก.) ซึ่งจะสามารถเพิ่มระยะยิงได้ไกลสุดได้เกินกว่า ๑๐๐ กม. (๕๔ ไมล์ทะเล)

Sea Skua

อาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์แบบ Sea Skua ผลิตโดยบริษัท BAE Dynamics (ปัจจุบันรวมเป็นส่วนหนึ่งของ MBDA UK) ประเทศอังกฤษ ถูกออกแบบมาทดแทนอาวุธปล่อยฯ แบบ AS.12 สำหรับติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ Lynx ของ ทร.อังกฤษ เพื่อใช้ต่อตีเป้าหมายขนาดเรือคอร์เวตในช่วงสงครามเย็น โดยอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua เป็นอาวุธปล่อยฯ ความเร็วต่ำกว่าเสียง มีน้ำหนักรวม ๑๗๔ กก. บรรทุกหัวรบกึ่งเจาะเกราะขนาด ๓๐ กก. ขับเคลื่อนด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ๒ ตอน (Booster/Sustainer) มีระยะยิงประมาณ ๑๖ กม. (๘.๖ ไมล์ทะเล) นำวิถีด้วยระบบ Semi-Active Radar Homing โดยเฮลิคอปเตอร์จะต้องล็อคเป้าด้วยเรดาร์ก่อนทำการยิง และติดตามเป้านั้นด้วยเรดาร์ไปจนกว่าลูกอาวุธปล่อยฯ จะชนเป้า

ทร.อังกฤษ ได้ใช้อาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua ในสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์เมื่อปี
พ.ศ.๒๕๒๕ ก่อนทำการรับมอบอาวุธปล่อยฯ ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยมีการยิงอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua จำนวน ๘ ลูก เป็นผลให้เรืออาร์เจนตินาจำนวน ๔ ลำ หมดสมรรถภาพในการรบหรือจมลง

ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ เฮลิคอปเตอร์ Lynx ของ ทร.อังกฤษได้ทำการยิงอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua จำนวน ๒๖ ลูก ในการปะทะ ๑๕ ครั้ง ซึ่งเป็นการแสดงขีดความสามารถครั้งสำคัญของอาวุธปล่อยฯ Sea Skua ต่อเป้าเรือขนาดเล็ก โดยสามารถทำให้เรืออิรัคหลายลำหมดสมรรถภาพหรือจมลง ได้แก่เรือ รจอ.ชั้น TNC-45 จำนวน ๕ ลำ, เรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น T43 จำนวน ๒ ลำ, เรือยกพลขึ้นบกชั้น Polnochy จำนวน ๒ ลำ, เรือตรวจการณ์ชั้น Spasilac จำนวน ๒ ลำ และเรือตรวจการณ์ชั้น Zhuk จำนวน ๒ ลำ

อาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua สามารถติดตั้งได้บนเฮลิคอปเตอร์หลายแบบใน ทร.หลายชาติ นอกเหนือจากเฮลิคอปเตอร์ Lynx ของ ทร.อังกฤษ ได้แก่ บราซิล (ฮ.Lynx), เยอรมนี (ฮ.Sea King), ตุรกี (ฮ.Bell AB-212ASW), เกาหลีใต้ (ฮ.Super Lynx) และมาเลเซีย (ฮ.Super Lynx)

อย่างไรก็ดีในปัจจุบันอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua แทบไม่ได้มีการปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถเลยตั้งแต่เข้าสู่สายการผลิตในครั้งแรกเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ในขณะที่ภัยคุกคามที่เป็นเรือผิวน้ำได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประสิทธิภาพของอาวุธปล่อยฯ ต่อภัยคุกคามสมัยใหม่เริ่มลดลง นอกจากนี้การที่เฮลิคอปเตอร์ต้องทำการล็อคเป้าด้วยเรดาร์ก่อนทำการยิงและติดตามเป้าอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเรือมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเฮลิคอปเตอร์อีกด้วย

จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้กระทรวงกลาโหมอังกฤษ ได้กำหนดความต้องการเพื่อพัฒนาและจัดหาอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่ในโครงการ Future Anti-Surface Guided Weapon (FASGW) เพื่อมาทดแทนอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua

ผลการวิเคราะห์การปฏิบัติการจากโครงการ FASGW สรุปได้ว่าเฮลิคอปเตอร์ยังคงเป็นยานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการใช้อาวุธต่อเป้าเรือผิวน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใกล้ฝั่งที่มีเรือที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรบเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังสามารถพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีฝั่งได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดีผลการศึกษาจากโครงการ FASGW เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ พบว่าขีดความสามารถตามโครงการ FASGW ควรแบ่งออกเป็น ๒ โครงการ ได้แก่ FASGW รุ่นเล็ก หรือ FASGW(L) กับ FASGW รุ่นใหญ่หรือ FASGW(H) ตามรูปแบบของภัยคุกคาม โดย FASGW(L) มีวัตถุประสงค์สำหรับต่อตีเป้าหมายขนาดเล็กที่ไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ เช่นเรือยนต์เร็วโจมตีขนาดเล็ก ส่วน FASGW(H) มีวัตถุประสงค์สำหรับต่อตีเป้าหมายขนาดใหญ่ เช่นเรือยนต์เร็วโจมตีขนาดใหญ่และ
เรือคอร์เวต (ขนาดระวางขับน้ำประมาณ ๑๐๐๐ ตัน) ที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดย FASGW(H) ควรมีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายบนฝั่งที่ไม่มีการเคลื่อนที่ เช่นสถานีสื่อสาร หรือสถานีเรดาร์ อีกด้วย

Lightweight Modular Missile

บริษัท Thales UK ได้พัฒนาอาวุธปล่อยฯ แบบ Lightweight Modular Missile (LMM) สำหรับโครงการ FASGW(L) โดยใช้พื้นฐานจากอาวุธปล่อยฯ พื้น-สู่-อากาศ แบบ Starstreak ซึ่งอาวุธปล่อยฯ แบบ LMM มีระยะยิงประมาณ ๘ กม. (๔.๓ ไมล์ทะเล) ขับเคลื่อนด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ๒ ตอน ควบคุมทิศทางการบินด้วยปีกคานาร์ดด้านหน้าจำนวน ๔ ปีก ใช้ระบบนำวิถีแบบ Laser Beam Riding แบบเดียวกับอาวุธปล่อยฯ แบบ Starstreak ด้วยเซนเซอร์รับลำแสงเลเซอร์บริเวณท้ายลูกอาวุธปล่อย โดย Thales UK ได้พัฒนาระบบนำวิถีแบบ Semi-Active Laser ด้วยเซนเซอร์ตรวจจับแสงเลเซอร์บริเวณหัวลูกอาวุธปล่อยอีกด้วย เพื่อให้มีความอ่อนตัวในการใช้ระบบนำวิถีทั้งสองแบบควบคู่กันไป

ภาพจำลองแสดงการติดตั้ง อวป.LMM บน ฮ.Lynx

ภาพจำลองแสดงการติดตั้ง อวป.LMM บน ฮ.Lynx

อาวุธปล่อยฯ แบบ LMM มีน้ำหนักรวม ๑๓ กก. บรรทุกหัวรบ Blast Fragmentation / Shaped Charge ขนาด ๓ กก. จุดชนวนระเบิดด้วย Laser Proximity Fuze เพื่อสามารถใช้ต่อตีเป้าหมายที่ไม่มีพื้นผิวแข็ง (เช่นเรือยาง) ได้ โดยลูกอาวุธปล่อยฯ บรรจุในท่อยิงแบบติดข้างลำตัวเฮลิคอปเตอร์ข้างละ ๗ ท่อยิง ออกแบบสำหรับเฮลิคอปเตอร์แบบ Lynx Wildcat รุ่นใหม่ของ ทร.อังกฤษ และมีโครงการดัดแปลงเพื่อรองรับการติดตั้งบน UAV ได้อีกด้วย

Sea Skua IR

ในขณะที่การพัฒนาอาวุธปล่อยฯ แบบ LMM ที่เป็นทางเลือกสำหรับโครงการ FASGW(L) ค่อนข้างมีความชัดเจน แต่ทางเลือกสำหรับโครงการ FASGW(H) ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาภายใต้โครงการร่วมระหว่างรัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศส โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดจากโครงการอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่ของบริษัท MBDA UK

บริษัท MBDA ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua เดิม สำหรับโครงการ FASGW(H) ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๔๙ MBDA ได้เปิดเผยแนวความคิดในการพัฒนาอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua Mk 2 ด้วยการติดตั้งระบบนำวิถีแบบ Active Radar Homing แทนระบบนำวิถีแบบ Semi-Active Radar Homing เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ไม่จำเป็นต้องทำการติดตามเป้าตลอดเวลา

อย่างไรก็ดีในปี พ.ศ.๒๕๕๑ ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการใช้ระบบนำวิถีแบบอินฟราเรด (IIR) ควบคู่กับระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Datalink) แทนการใช้ระบบนำวิถีด้วยเรดาร์ โดยเรียกชื่อใหม่ว่า Sea Skua IR

โครงการ Sea Skua IR เป็นการปรับปรุงระบบภายในโดยคงขนาดมิติและน้ำหนักของลูกอาวุธปล่อยฯ เพื่อให้สามารถยังคงใช้ร่วมกับระบบการลำเลียงและคลังจัดเก็บแบบเดิมได้ โดยการพัฒนาขีดความสามารถหลักคือการใช้ระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Datalink) เพื่อส่งภาพจากระบบนำวิถีกลับมายังผู้ควบคุม ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนแผนการบิน รวมทั้งพิจารณาเลือกเป้าหมายและส่งคำสั่งกลับไปยังลูกอาวุธปล่อยฯ ในอากาศได้

ระบบขับเคลื่อนของอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua IR ยังคงใช้จรวดเชื้อเพลิงแข็ง ๒ ตอน แต่การพัฒนาดินขับอาจเพิ่มระยะยิงได้ถึง ๓๐ กม. (๑๖ ไมล์ทะเล) นอกจากนี้ MBDA กำลังพิจารณาใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทขนาดเล็กแทนจรวดเชื้อเพลิงแข็งส่วน Sustainer ซึ่งจะเพิ่มระยะยิงได้ถึง ๖๐ กม. (๓๒ ไมล์ทะเล) และช่วยลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานของลูกอาวุธปล่อยฯ

รัฐบาลฝรั่งเศสมีโครงการ Anti-Navire Léger (ANL) เพื่อพัฒนาอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่เพื่อมาทดแทนอาวุธปล่อยฯ แบบ AS.15TT ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยได้ลงนามความร่วมมือในโครงการ FASGW(H) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑ ทั้งนี้ความต้องการอาวุธปล่อยฯ ตามโครงการ ANL ของฝรั่งเศส มีความใกล้เคียงกับโครงการ FASGW(H) โดยทั้งสองโครงการมีเป้าหมายในการเข้าประจำการอาวุธปล่อยฯ รุ่นใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๕๘

ภาพจำลองโครงการ FASGW(H)/ANL ซึ่งจะมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียง อวป.Sea Skua

ภาพจำลองโครงการ FASGW(H)/ANL ซึ่งจะมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียง อวป.Sea Skua

ความต้องการหลักของโครงการ FASGW(H) / ANL อยู่บนพื้นฐานของอาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua IR ประกอบด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดย่าน Band 3, ระบบเชื่อมต่อข้อมูล และความสามารถในการบรรทุกหัวรบขนาด ๓๐ กก. ต่อเป้าหมายที่ระยะเกินกว่า ๑๕ กม. (๘ ไมล์) อย่างไรก็ดีโครงการ ANL ของ ทร.ฝรั่งเศส มีความต้องการติดตั้งอาวุธปล่อยฯ รุ่นใหม่นี้บนเฮลิคอปเตอร์แบบ NH90 และแบบ Panther ซึ่งการติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์แบบ Panther จะทำให้มีข้อจำกัดด้านน้ำหนักรวมของลูกอาวุธปล่อยฯ ที่ต้องเบากว่าน้ำหนักลูกอาวุธปล่อยฯ ตามโครงการ FASGW(H) เดิม

 

 

AGM-119 Hellfire II

นอกเหนือจากการติดตั้งอาวุธปล่อยฯ แบบ Penguin บนเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-60B แล้ว ทร.สหรัฐฯ ยังได้ติดตั้งอาวุธปล่อยฯ แบบ AGM-119 Hellfire II สำหรับต่อตีเป้าหมายขนาดเล็กบนเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-60B, SH-60F, HH-60H และ MH-60R อีกด้วย โดยอาวุธปล่อยฯ แบบ Hellfire II มีน้ำหนักรวมประมาณ ๔๕-๕๐ กก. บรรทุกหัวรบเจาะเกราะต่อต้านรถถัง (HEAT) หรือระเบิดแรงสูง ขนาด ๙ กก. มีระยะยิงประมาณ ๘ กม. (๔.๓ ไมล์ทะเล)

ฮ.MH-60R สังกัดฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี “Raptor” ของ ทร.สหรัฐฯ ทำการยิง อวป.Hellfire II

ฮ.MH-60R สังกัดฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี “Raptor” ของ ทร.สหรัฐฯ ทำการยิง อวป.Hellfire II

อาวุธปล่อยฯ แบบ Hellfire II มีระบบนำวิถีแบบ Semi-Active Laser (SAL) โดยมีการปรับปรุงเซ็นเซอร์อินฟราเรดแบบ FLIR บนเฮลิคอปเตอร์ให้สามารถชี้เป้าด้วยเลเซอร์ได้ ใช้ท่อยิงแฝดสี่แบบ M229 ติดตั้งบนลำตัวเฮลิคอปเตอร์ SH-60B / HH-60H ด้านกราบซ้าย ส่วนเฮลิคอปเตอร์แบบ MH-60R สามารถติดตั้งท่อยิง M229 ได้ทั้งสองกราบ

AGM-65D Maverick

อาวุธปล่อยฯ แบบ Maverick ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยฯ อากาศ-สู่-พื้น ที่มีใช้ในกองทัพอากาศหลายชาติ ก็มีใช้ในเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือเช่นเดียวกัน โดย ทร.นิวซีแลนด์ ได้ติดตั้งอาวุธปล่อยฯ แบบ AGM-65D Maverick บนเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-2G Super Seasprite (สังกัด ทอ.นิวซีแลนด์ แต่ปฏิบัติงานบนเรือรบและใช้นักบินสังกัด ทร.นิวซีแลนด์) ซึ่งการคัดเลือกอาวุธปล่อยฯ ประจำเฮลิคอปเตอร์ของนิวซีแลนด์มีคู่แข่งคืออาวุธปล่อยฯ แบบ Sea Skua

ฮ. Super Seasprite ของ ทร.นิวซีแลนด์ ทำการยิง อวป.Maverick

ฮ. Super Seasprite ของ ทร.นิวซีแลนด์ ทำการยิง อวป.Maverick

อาวุธปล่อยฯ แบบ Maverick เป็นอาวุธปล่อยฯ ความเร็วต่ำกว่าเสียง มีน้ำหนักรวม ๒๑๙ กก.บรรทุกหัวรบ Shaped Charge ขนาด ๕๗ กก. ขับเคลื่อนด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ๒ ตอน มีระยะยิง ๒๘ กม. (๑๕ ไมล์ทะเล) นำวิถีด้วยอินฟราเรด (IIR) โดยอาวุธปล่อยฯ แบบ Maverick
ผ่านการทดสอบการติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-2G Super Seasprite
โดยบริษัท Kaman Aircraft Corporation (บริษัทผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-2G) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ และเข้าประจำการใน ทร.นิวซีแลนด์เมื่อ
ปี พ.ศ.๒๕๔๔ แต่ ทร.นิวซีแลนด์ไม่ได้ทำการยิงทดสอบจนกระทั่งปลายปี
พ.ศ.๒๕๕๑

ทร.นิวซีแลนด์ได้ทำการยิงทดสอบอาวุธปล่อยฯ แบบ Maverick ครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ โดยทำการทดสอบในเวลากลางคืนร่วมกับกล้อง Night Vision ของนักบิน ซึ่งเป็นการทดสอบการทำงานร่วมกันของทั้ง ๒ ระบบเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Delilah-HL

อิสราเอลโดย Israel Military Industries (IMI) ได้พัฒนาต่อยอดอาวุธปล่อยฯ อากาศ-สู่-พื้นแบบ Delilah เป็นรุ่น Delilah-HL สำหรับยิงจากเฮลิคอปเตอร์ โดยอาวุธปล่อยฯ แบบ Delilah-HL มีน้ำหนักรวม ๒๓๐ กก. ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ท มีระยะยิง ๑๕๐ กม. (๘๑ ไมล์ทะเล) นำวิถีด้วยระบบ Electro-Optics ร่วมกับระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Datalink) ที่ส่งภาพเป้าหมายกลับไปยังผู้ควบคุมเพื่อให้สามารถปรับแก้แผนการบินและเลือกเป้าหมายใหม่ได้

ตารางสรุปคุณลักษณะอาวุธปล่อยนำวิถีแบบต่างๆ

อาวุธปล่อยฯ

ผู้ผลิต

น้ำหนัก

(กก.)

หัวรบ

(กก.)

ระบบนำวิถี

ระบบขับเคลื่อน

ระยะยิง

(ไมล์ทะเล)

Penguin Mk 2 Mod 7 Kongsberg

385

120 SAP

Inertial Midcourse / Pseudo-Imaging IR Solid-Fuel Rocket

18

Marte Mk 2/S MBDA Italia

324

70 SAP

Inertial Midcourse / Active Radar Solid-Fuel Rocket

16

AS.15TT Aerospatiale

96

30

Radar Command Guidance Solid-Fuel Rocket

8

Sea Skua MBDA UK

174

30 SAP

Semi-Active Radar Solid-Fuel Rocket

8.6

LMM Thales UK

13

3

Laser Beam Riding /

Semi-active Laser

Solid-Fuel Rocket

4.3

Sea Skua IR MBDA UK

N/A

30

Imaging IR Solid-Fuel Rocket

16

AGM-114 Hellfire II Lockheed Martin

45-50

9

Semi-Active Laser Solid-Fuel Rocket

4.3

AGM-65D Maverick Hughes Aircraft / Raytheon

219

57

Imaging IR Solid-Fuel Rocket

15

Delilah-HL Israel Military Industries

230

30-50

Electro-Optical Turbojet

81

 

แปลและเรียบเรียงจาก

“Bolt from the blue: helicopters tool up to join the littoral fight.” By Richard Scott, Jane’s International Defence Review, Vol 43 April 2010

เอกสารอ้างอิง

http://it.wikipedia.org/wiki/Marte_Mk2 (๔ พ.ค.๕๓)

http://www.deagel.com/Anti-Ship-Missiles/Marte-Mk2S_a001121003.aspx (๔ พ.ค.๕๓)

http://en.wikipedia.org/wiki/AS_15_TT (๔ พ.ค.๕๓)

http://en.wikipedia.org/wiki/Sea_Skua (๔ พ.ค.๕๓)

http://www.fas.org/man/dod-101/sys/missile/row/sea_skua.htm (๔ พ.ค.๕๓)

http://en.wikipedia.org/wiki/Naval_Strike_Missile (๔ พ.ค.๕๓)

http://www.thalesgroup.com/Pages/Solution.aspx?id=7785 (๔ พ.ค.๕๓)

http://en.wikipedia.org/wiki/Starstreak_missile (๔ พ.ค.๕๓)

http://en.wikipedia.org/wiki/AGM-114_Hellfire (๔ พ.ค.๕๓)

http://www.fas.org/man/dod-101/sys/smart/agm-65.htm (๔ พ.ค.๕๓)

http://www.imi-israel.com/vault/documents/delilah%20hl.pdf (๔ พ.ค.๕๓)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s