ระบบป้องกันการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์จากอาวุธปล่อยนำวิถีแบบประทับบ่ายิง

สงครามการก่อการร้ายสากลกับการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์

วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ยึดเครื่องบินโดยสารของสหรัฐฯ บินเข้าชนอาคารเวิลด์เทรดเซนเตอร์ และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากสงครามการก่อการร้ายสากลครั้งใหญ่ และจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมาได้มีการก่อการร้ายต่อสถานที่ราชการ  และสถานที่สาธารณะขึ้นหลายรูปแบบทั่วโลก เช่น การวางระเบิดอาคารสถานที่ต่างๆ และการใช้ระเบิดพลีชีพตามที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ การใช้อาวุธปล่อยนำวิถีแบบประทับบ่ายิงในการโจมตีเครื่องบินโดยสารและขนส่งของสายการบินพาณิชย์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายนำมาใช้โดยในเดือนพฤศจิกายน๒๕๔๕ กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้โจมตีเครื่องบินโดยสารของสายการบินอิสราเอลที่บินขึ้นจากประเทศเคนยาด้วยอาวุธปล่อยฯ SA-7 แต่โชคดีที่อาวุธปล่อยฯ ไม่ถูกเป้าหมาย

นอกจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายแล้ว การโจมตีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ด้วยอาวุธปล่อยฯ แบบประทับบ่ายิงยังได้ถูกนำมาใช้หลายครั้งในอิรัก โดยเฮลิคอปเตอร์แบบ CH-47 ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตก ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๑๖ คน ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ และในเดือนเดียวกันเครื่องบินขนส่งของบริษัท DHL ก็ถูกยิงด้วยอาวุธปล่อยฯ แบบประทับบ่า ๒ ลูกแต่นักบินสามารถนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินได้โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต การโจมตีเครื่องบินพาณิชย์ด้วยอาวุธปล่อยฯ พื้น- สู่ – อากาศ นอกจากจะสร้างความเสียหายแก่ชีวิตของผู้โดยสารและสินค้าที่ขนส่งมากับเครื่องบินแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายข้างเคียงทางเศรษฐกิจและสังคมจิตวิทยา ตัวอย่างเช่นสายการบินบริติชแอร์เวย์ของ อังกฤษ ต้องยกเลิกเที่ยวบินไปยังซาอุดีอาระเบียทั้งหมดเป็นเวลานานหนึ่งสัปดาห์ในเดือน สิงหาคม ๒๕๔๖ เมื่อได้รับคำเตือนว่าจะมีการโจมตีเครื่องบินด้วยอาวุธปล่อยฯ และการขู่โจมตีที่ท่าอากาศยานโตรอนโตในเดือนตุลาคม ๒๕๔๖ ทำให้ทางการแคนาดาต้องสั่งให้เครื่องบินของสายการบิน EL AL ของอิสราเอลเปลี่ยนที่ลงจอด

การทำงานของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศแบบประทับบ่ายิง

อาวุธปล่อยนำวิถี (Guided Missile) ต่างจากจรวด (Rocket) ตรงที่อาวุธปล่อยนำวิถี มีระบบนำวิถี (Guidance System) ที่ช่วยนำทางลูกอาวุธปล่อยฯ เข้าสู่เป้าหมาย ในขณะที่จรวดมีเพียงระบบขับเคลื่อน (Propulsion System) ที่เป็นตัวขับดันลูกจรวดออกไป (นอกจากนี้อาวุธปล่อยนำวิถีบางแบบยังใช้ระบบขับเคลื่อนอื่นนอกเหนือจากจรวดด้วย เช่น เครื่องยนต์เจ็ท) อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศแบบประทับบ่ายิง (Shoulder-Launched Surface to Air Missile หรือ Shoulder-Launched SAM) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าMANPADS (Man Portable Air Defense System) แบ่งออกตามระบบนำวิถีได้ ๓ แบบใหญ่ๆ คือ

  • ระบบนำวิถีด้วยความร้อน (Infrared Homing)
  • ระบบนำวิถีตามคำสั่ง (Command Line of Sight – CLOS)
  • ระบบนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser Beam Rider)

ระบบนำวิถีด้วยความร้อนอาศัยความร้อนจากเครื่องยนต์ของเครื่องบินในการนำลูกอาวุธปล่อยฯ เข้าสู่เป้าหมาย ระบบนำวิถีด้วยความร้อนถูกจัดอยู่ในระบบนำวิถีประเภท ภาครับ (Passive Guidance System) หมายถึงลูกอาวุธปล่อยฯ และฐานยิงจะรับสัญญาณคลื่นความร้อนจากเป้าโดยไม่ส่งสัญญาณใดๆ ออกมาทำให้เครื่องบินไม่อาจทราบได้ว่ากำลังตกเป็นเป้านอกเสียจากว่าเครื่องบินจะมีระบบเรดาร์ตรวจจับอาวุธปล่อยฯ

อาวุธปล่อยฯ แบบนำวิถีด้วยความร้อนในปัจจุบันมีการพัฒนาระบบหล่อเย็นสำหรับอุปกรณ์ตรวจจับความร้อน ทำให้สามารถใช้ยิงเครื่องบินได้ในทุกทิศทางโดยไม่ต้องเล็งไปที่ไอความร้อนจากท้ายเครื่อง เหมือนระบบนำวิถีด้วยความร้อนรุ่นเก่า นอกจากนี้ยังได้มีการใช้อุปกรณ์ตรวจจับหลายตัวร่วมกับระบบประมวลผลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต่อต้านเป้าลวงแบบอินฟราเรด ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของระบบนำวิถีด้วยความร้อนคือลูกอาวุธปล่อยฯ จะพุ่งเข้าหาเป้าหมาย ได้เองโดยฐานยิงไม่ต้องคอยติดตามเป้า ด้วยเหตุนี้ในบางครั้งจึงเรียกอาวุธปล่อยฯ แบบนี้ว่า Fire-and-forget Missile อาวุธปล่อยฯ แบบนำวิถีด้วยความร้อนในปัจจุบันได้แก่อาวุธปล่อยฯ Stinger ของสหรัฐฯ, อาวุธปล่อยฯ SA-18 ของรัสเซีย และอาวุธปล่อยฯ Mistral ของฝรั่งเศส

ระบบนำวิถีตามคำสั่งไม่มีการตรวจจับสัญญาณจากเป้า แต่ใช้คนในการควบคุมหรือนำลูกอาวุธปล่อยฯ เข้าสู่เป้าหมาย อาวุธปล่อยฯ แบบนี้ใช้ได้ผลค่อนข้างดีเนื่องจากไม่ถูกรบกวนจากเป้าลวงแบบอินฟราเรด ซึ่งเป็นเป้าลวงที่ใช้ต่อต้านอาวุธปล่อยฯพื้น-สู่-อากาศทั่วไป แต่ก็มีข้อเสียคือความแม่นยำของอาวุธปล่อยฯ แบบนี้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการบังคับของผู้ยิง ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานานจึงจะสามารถบังคับลูกอาวุธปล่อยฯ เข้าหาเครื่องบินไอพ่นที่มีความเร็วสูงได้อย่างแม่นยำ จึงมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายจะไม่ใช้อาวุธปล่อยฯ แบบนี้ อาวุธปล่อยฯ แบบนำวิถีตามคำสั่งในปัจจุบันได้แก่อาวุธปล่อยฯ Javelin และ Starburst ของอังกฤษ

ระบบนำวิถีด้วยเลเซอร์อาศัยลำแสงเลเซอร์ที่ผู้ยิงเล็งไปที่เป้าในการนำลูกอาวุธปล่อยฯ โดยลูกอาวุธปล่อยฯ จะเคลื่อนที่ไปตามลำแสงเลเซอร์ที่ปล่อยออกมาจากฐานยิง อาวุธปล่อยฯ แบบนี้ไม่ถูกรบกวนจากเป้าลวงต่อต้านอาวุธปล่อยฯ พื้น-สู่-อากาศ ทั่วไป และเนื่องจากไม่มีการส่งสัญญาณวิทยุเพื่อบังคับทิศทางจากฐานยิงไปยังตัวลูกอาวุธปล่อยฯ ระบบนี้จึงไม่ถูกรบกวนจากการรบกวน (Jamming) ทางอิเล็กทรอนิกส์ อาวุธปล่อยฯ แบบนำวิถีด้วยเลเซอร์ในปัจจุบันได้แก่อาวุธปล่อยฯ RBS-70 ของสวีเดน และอาวุธปล่อยฯ Starstreak ของอังกฤษ

ไม่ว่าจะเป็นระบบนำวิถีแบบใด อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศ แบบประทับบ่ายิงทุกประเภทมีข้อจำกัดที่สำคัญร่วมกันคือระยะยิงและความสูง อาวุธปล่อยฯ ในปัจจุบันสามารถโจมตีเครื่องบินที่ความสูงประมาณ ๖,๐๐๐ เมตร ดังนั้นเครื่องบินจะถูกโจมตีได้ในขณะที่มีความสูงไม่มาก ซึ่งได้แก่ในช่วงที่กำลังนำเครื่องขึ้นหรือกำลังร่อนลงเท่านั้น แต่เนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์มักมีอัตราการเปลี่ยนระดับความสูงต่ำ ทำให้ช่วงเวลาที่อาจถูกโจมตีได้ค่อนข้างนาน โดยเครื่องบินพาณิชย์จะอยู่ในระยะยิงของอาวุธปล่อยฯ ที่ระยะไกลถึง ๕๐ ไมล์ จากสนามบินขณะร่อนลง และที่ระยะ ๓๐ ไมล์ จากสนามบินขณะนำเครื่องขึ้น

ทางเลือกในการติดตั้งระบบป้องกันการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์จากอาวุธปล่อยฯ แบบประทับบ่ายิง

กระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐฯ (Department of Homeland Security) และ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ฯ (Department of Defense) ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาวิธีป้องกันการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์จากอาวุธปล่อยฯ แบบประทับบ่ายิงเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๖ จากการศึกษาพบว่าทางเลือกในการติดตั้งระบบป้องกันอาวุธปล่อยฯ ให้กับเครื่องบินพาณิชย์ที่น่าจะเป็นไปได้และได้ผลดี มีอยู่ ๒ ทางเลือก คือ การติดตั้งระบบต่อต้านอาวุธปล่อยฯ ด้วยอินฟราเรด (Infrared Countermeasure- IRCM) และการติดตั้งระบบเป้าลวง (Chaff /Flares) ซึ่งทั้ง ๒ วิธีมีข้อดีและข้อเสียต่างๆ กันไป กระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐฯ จึงหาทางออกด้วยการเปิดประมูลให้ภาคเอกชนเสนอโครงการระบบป้องกันการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์จากอาวุธปล่อยฯ แบบประทับบ่ายิงในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน และจะใช้เวลาพิจารณาขั้นแรกประมาณ ๖ เดือน

ระบบต่อต้านอาวุธปล่อยฯ ด้วยอินฟราเรด (IRCM) เป็นระบบหนึ่งที่ติดตั้งบน อากาศ ยานทหารขนาดใหญ่เพื่อใช้ต่อต้านอาวุธปล่อยฯ แบบนำวิถีด้วยความร้อน โดยระบบ IRCM จะแพร่คลื่นอินฟราเรดออกมาในทุกทิศทางเพื่อรบกวนการทำงานของระบบนำวิถีอาวุธปล่อย ฯ อย่างไรก็ดีอาวุธปล่อย ฯ แบบนำวิถีด้วยความร้อนแบบใหม่มักมีขีดความสามารถในการ ป้องกัน ระบบต่อต้านแบบ IRCM ได้ จึงได้มีการพัฒนาระบบต่อต้านอาวุธปล่อย ฯ ด้วยอินฟราเรดแบบเฉพาะทิศ หรือระบบ Directional Infrared Countermeasure (DIRCM) ขึ้น ระบบ DIRCM ทำงานโดยการแพร่คลื่นอินฟราเรด หรือยิงลำแสงเลเซอร ์ออกมาเฉพาะในทิศทางของลูกอาวุธปล่อยฯเพื่อรบกวนระบบนำวิถี ซึ่งวิธีนี้ยังใช้ได้ผลกับ อาวุธปล่อย ฯ แบบนำวิถีด้วยความร้อนส่วนมากในปัจจุบัน ข้อจำกัดของระบบ DIRCM คือระบบนี้จะใช้ได้เมื่อลูกอาวุธปล่อย ฯ ถูกยิงออกมาแล้ว และเครื่องบินจะต้องมีระบบตรวจจับ ทิศทางของลูกอาวุธปล่อย ฯ ในขณะที่ระบบ IRCM แบบเดิมสามารถใช้งานได้โดย ไม่ต้องรอให้ลูกอาวุธปล่อย ฯ ถูกยิงออกมาก่อน

ระบบเป้าลวงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการต่อต้านอาวุธปล่อยฯ แบบนำวิถีด้วยความร้อน โดยระบบเป้าลวงในปัจจุบันมีติดตั้งอย่างแพร่หลายบนเครื่องบินทหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เนื่องจากมีราคาถูกกว่าระบบ IRCM ระบบเป้าลวงทำงานโดยการปล่อยชิ้นส่วน Flares ซึ่งเผาไหม้ในอากาศอย่างรวดเร็ว ความร้อนจาก Flares จะเบนความสนใจของลูกอาวุธปล่อยฯ ออกจากเครื่องบิน ระบบเป้าลวงใช้ได้ผลดีกับอาวุธปล่อย ฯ แบบนำวิถีด้วยความร้อนรุ่นเก่า นอกจากนี้นักบินสามารถปล่อยเป้าลวงเมื่อสงสัยว่าจะถูกโจมตีด้วยอาวุธปล่อยฯ โดยไม่ต้องรอให้ลูกอาวุธปล่อยฯ ถูกยิงออกมาก่อน แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าการปล่อย Flares ที่ความสูงต่ำขณะเครื่องบินกำลังขึ้นหรือลงอาจทำให้ชิ้นส่วน Flares เผาไหม้ในอากาศไม่หมดและสร้างความเสียหายให้แก่สิ่งก่อสร้างบนพื้นดินได้

ประเด็นสำคัญที่กระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการติดตั้งระบบป้องกันการโจมตีด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศให้กับเครื่องบินพาณิชย์ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา ตลอดจนความคล่องตัวและความแข็งแรงของโครงสร้างเครื่องบินพาณิชย์ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ DIRCM ให้กับเครื่องบินพาณิชย์อยู่ที่ประมาณ ๑ – ๒ ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลำ ส่วนระบบเป้าลวงมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอยู่ที่ประมาณ ๖ – ๗ แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลำ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระยะยาว ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบป้องกันอาวุธปล่อยฯ ให้กับทุกสายการบินในสหรัฐฯ จะตกอยู่ที่ประมาณ ๑ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และในขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าแต่ละสายการบินหรือรัฐบาลกลางจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้

ความคล่องตัวและความแข็งแรงของโครงสร้างเครื่องบินพาณิชย์เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ระบบป้องกันอาวุธปล่อยฯ ในปัจจุบันติดตั้งอยู่บนเครื่องบินทหาร ซึ่งมีความคล่องตัวสูง และมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าเครื่องบินพาณิชย์ ดังนั้นระบบป้องกันแบบต่างๆ อาจมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อนำมาติดตั้งกับเครื่องบินพาณิชย์ และถึงแม้ว่าการปรับปรุงความแข็งแรงของโครงสร้างเครื่องบินพาณิชย์อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธปล่อยฯ การทำการปรับปรุงดังกล่าวให้กับเครื่องบินพาณิชย์ทุกลำอาจกินเวลานานและมีค่าใช้จ่ายที่สูงจนกระทั่งเป็นหนทางที่ไม่อาจปฏิบัติได้

สรุป

ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้คัดเลือกระบบ DIRCM เป็นระบบป้องกันการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และความน่าเชื่อถือของระบบเมื่อนำมาติดตั้งบนเครื่องบินพาณิชย์ รวมไปถึงการกำหนดผู้ที่จะต้องรับผิดชอบหากระบบป้องกันล้มเหลว หรือในกรณีการเกิดความเสียหายเนื่องมาจากการทำงานผิดพลาดของระบบ จากการศึกษาที่ผ่านมา จะพบว่าทางเลือกในการป้องกันการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์จากอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศ แบบประทับบ่ายิงมีอยู่หลายทาง ซึ่งแต่ละทางเลือกมีข้อดีและข้อเสียต่างๆ กันไป การป้องกันที่ดีจึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติเฉพาะวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่คือการนำวิธีการต่างๆ มาใช้ร่วมกันอย่างได้ผล ทั้งการติดตั้งระบบป้องกันการโจมตีบนเครื่องบินพาณิชย์ การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานและบริเวณใกล้เคียง และการป้องกันไม่ให้อาวุธปล่อยฯ พื้น-สู่-อากาศ ตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย ด้วยการปราบปรามการค้าและการลักลอบขนส่งอาวุธสงครามเถื่อนอย่างได้ผล

เอกสารอ้างอิง

”Defending Airliners From Portable Missiles”, DefenseNews. Dec 1, 2003.

”US Mulls Defenses for Airliners”, DefenseNews. Oct 6, 2003.

”Congressional Research Service, Homeland Security: Protecting Airliners from Terrorist Missiles”, CRS Report for Congress. Nov 3, 2003.

One thought on “ระบบป้องกันการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์จากอาวุธปล่อยนำวิถีแบบประทับบ่ายิง

  1. Pingback: Infrared Homing guidance system | pailintrans

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s