Tag Archives: ตอร์ปิโด

เรือดำน้ำชั้น Ula (Type 210) กับโครงการเรือดำน้ำใหม่ของนอร์เวย์

นอร์เวย์กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ทดแทนเรือชั้น Ula โดยมีผู้ผลิตเรือดำน้ำที่สนใจยื่นข้อเสนอโครงการประกอบด้วย บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส, บริษัท Fincantieri ของอิตาลี, บริษัท Navantia ของสเปน, บริษัท TKMS ของเยอรมนี, บริษัท Saab Kockums ของสวีเดน และบริษัท DSME ของเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2559 รัฐบาลนอร์เวย์ได้ทำการคัดเลือกขั้นต้นเหลือเพียง 2 บริษัท คือ บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส และบริษัท TKMS ของเยอรมนี จากการพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม และการทหาร โดยมีกำหนดประกาศผลการคัดเลือกขั้นสุดท้ายในต้นปี 2560 นี้ นับเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของโครงการที่ทั้งบริษัท DCNS และบริษัท TKMS แข่งขันกันอย่างเต็มที่หลังจากที่บริษัท DCNS ได้รับคัดเลือกในโครงการเรือดำน้ำของออสเตรเลียไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

original6

เรือดำน้ำชั้น Ula ของ ทร.นอร์เวย์ (ภาพจาก På dypt vann)

ปัจจุบัน ทร.นอร์เวย์มีเรือดำน้ำชั้น Ula (Type 210) ที่จัดหาจากเยอรมนีจำนวน 6 ลำตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยได้รับการปรับปรุงเรือเพื่อรองรับการปฏิบัติการในพื้นที่เขตร้อนสำหรับเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Active Endeavour ของนาโต้ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และได้รับการปรับปรุงยืดอายุการใช้งานไปจนถึงทศวรรษที่ 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือดำน้ำรุ่นใหม่จะเริ่มเข้าประจำการทดแทน

original10

นายทหารยามนำเรือบนสะพานเดินเรือในช่วงพลบค่ำ (ภาพจาก På dypt vann)

 

เรือดำน้ำชั้น Ula เป็นเรือดำน้ำขนาดกะทัดรัดที่ถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในเขตน้ำลึกและในบริเวณพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่ง มีขนาดระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 1,040 ตัน ความยาว 59 เมตร และความกว้างเพียง 5.4 เมตร มีกำลังพลประจำเรือ 21 นาย ซึ่งขนาดเรือที่จำกัดทำให้ความเป็นอยู่ในเรือค่อนข้างแออัดและขาดความเป็นส่วนตัว ทำให้กำลังพลประจำเรือมีความใกล้ชิดกันมาก พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในเรือถูกใช้ไปกับการติดตั้งอุปกรณ์และระบบอาวุธ โดยเรือดำน้ำชั้น Ula ติดตั้งท่อตอร์ปิโดจำนวน 8 ท่อ และสามารถนำตอร์ปิโด DM2A3 ไปกับเรือได้ 14 ลูก และถึงแม้ว่าตัวเรือดำน้ำจะมีขนาดเล็ก แต่ก็สามารถปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Active Endeavour ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นระยะเวลา 35 วัน

original5

ความเป็นอยู่ที่แออัดและไม่เป็นส่วนตัวในเรือดำน้ำทำให้กำลังพลมีความใกล้ชิดกันมาก (ภาพจาก På dypt vann)

ขีดความสามารถในการซ่อนพรางช่วยให้เรือดำน้ำจำนวนไม่กี่ลำสามารถถ่วงดุลกำลังรบขนาดใหญ่กว่าได้ อีกทั้งเรือดำน้ำยังสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระในพื้นที่ที่มีภัยคุกคามหนาแน่น ส่งผลให้เรือดำน้ำเป็นหนึ่งในกำลังรบหลักของนอร์เวย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอร์เวย์มีชายฝั่งที่มีเกาะแก่งมากและมีสภาพแวดล้อมใต้น้ำที่ซับซ้อน ทำให้การตรวจจับเป้าใต้น้ำมีความยากลำบาก ช่วยให้เรือดำน้ำยิ่งเป็นฝ่ายมีความได้เปรียบ โดย ทร.นอร์เวย์มีแนวความคิดการใช้เรือดำน้ำในอนาคตสำหรับการรวบรวมข้อมูลการข่าวและการสนับสนุนการปฏิบัติการพิเศษเป็นหลัก

original7

ห้องควบคุมระบบขับเคลื่อนและระบบไฟฟ้าในเรือดำน้ำชั้น Ula (ภาพจาก På dypt vann)

ความต้องการอย่างหนึ่งของ ทร.นอร์เวย์ คือระบบขับเคลื่อน AIP ซึ่งช่วยยืดระยะเวลาปฏิบัติการใต้น้ำต่อเนื่องได้นานประมาณ 2 สัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ โดยหลักการทำงานของระบบขับเคลื่อน AIP คือการใช้ออกซิเจนเหลวในเครื่องยนต์สันดาปหรือในการทำปฏิกริยาเคมีเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าโดยไม่ต้องอาศัยอากาศจากภายนอก ทำให้ลดโอกาสเปิดเผยตัวในการทำ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ เนื่องจากอากาศยานสามารถตรวจจับท่อ Snorkel ได้จากระยะไกล แต่เรือดำน้ำในอนาคตจะมีขีดความสามารถในการป้องกันตัวจากอากาศยานด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำ-สู่-อากาศ ทำให้การใช้อากาศยานในการค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากในปัจจุบัน

original9

ระบบโซนาร์และระบบอำนวยการรบเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติการเรือดำน้ำ (ภาพจาก På dypt vann)

ขีดความสามารถที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเรือดำน้ำคือระบบโซนาร์ เรือดำน้ำใช้โซนาร์ Passive ในการเฝ้าฟังเสียงจากเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ซึ่งนอกจากการตรวจจับเป้าแล้วเรือดำน้ำยังใช้การฟังเสียงจากโซนาร์ Passive ในการพิสูจน์ทราบและแยกแยะเป้าอีกด้วย นอกจากนี้โซนาร์ของเรือดำน้ำยังสามารถได้ยินเสียงจากสัตว์ทะเล เช่น วาฬและโลมา ซึ่งในช่วงแรกอาจฟังดูน่าสนใจ แต่บางครั้งเสียงจากวาฬและโลมาที่มีจำนวนมากบริเวณนอกชายฝั่งของนอร์เวย์ก็กลายเป็นอุปสรรครบกวนการทำงานของโซนาร์เรือดำน้ำ

original4

ท่อตอร์ปิโดขนาด 533 มม. ในเรือดำน้ำชั้น Ula (ภาพจาก På dypt vann)

ความเด็ดขาดของอาวุธเรือดำน้ำทำให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการเป็นอาวุธป้องปรามที่สามารถสร้างความยับยั้งชั่งใจให้กับฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ใช้กำลังในการแก้ไขความขัดแย้งเนื่องจากจะเกิดผลเสียที่ไม่คุ้มค่า โดยเรือดำน้ำชั้น Ula มีท่อต่อปิโดขนาด 533 มม. จำนวน 8 ท่อ สามารถติดตั้งตอร์ปิโด DM2A3 ได้ 14 ลูก ตอร์ปิโดแต่ละลูกมีอำนาจการทำลายที่สามารถทำให้เรือรบขนาดใหญ่ขาดเป็น 2 ท่อนได้ นอกจากนี้นอร์เวย์ยังมีแนวความคิดในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี Tomahawk เพื่อให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการโจมตีฝั่งลึกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้าม ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถรองรับภารกิจที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีฝั่งระยะไกลอาจเป็นเพียงแนวความคิดสำหรับการปรับปรุงเรือในอนาคต (ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มี) โดยตอร์ปิโดหนักยังคงเป็นอาวุธหลักและเป็นหลักประกันในการเป็นอาวุธป้องปรามของเรือดำน้ำ

original8_c

เครื่องถือท้ายและระบบแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ที่แม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติการบริเวณพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่ง (ภาพจาก På dypt vann)

ในปัจจุบัน ทร.นอร์เวย์มีเรือดำน้ำชั้น Ula จำนวน 6 ลำ ซึ่งโครงการเรือดำน้ำใหม่ในขั้นต้นกำหนดความต้องการเรือดำน้ำใหม่ทดแทนจำนวน 4 ลำ โดยจะเริ่มเข้าประจำการในช่วงกลางทศวรรษที่ 2020 และมีกำหนดเข้าประจำการครบทั้ง 4 ลำในปี ค.ศ.2028 แต่อาจมีการทบทวนจำนวนเรือดำน้ำเพิ่มเป็น 6 ลำในปี ค.ศ.2025 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับงบประมาณในขณะนั้น

original3

กำลังพลประจำเรือดำน้ำชั้น Ula ของ ทร.นอร์เวย์ (ภาพจาก På dypt vann)


ที่มา – På dypt vann : Hvor mange ubåter skal Norge ha? 12? 6? 4? Eller ingen?

เมื่อเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) ปะทะเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636)

เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) กับเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของ ทร.จีน (ภาพจาก East Pendulum)

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.59 สื่อ CCTV ของทางการจีน เผยแพร่ข่าวการฝึกปราบเรือดำน้ำระหว่างเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) กับเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของ ทร.จีน

โดยปกติแล้วการฝึกปราบเรือดำน้ำระหว่างเรือดำน้ำด้วยกันเองจะต้องมีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น การแบ่งพื้นที่หรือชั้นความลึกระหว่างเรือดำน้ำแต่ละลำ เนื่องจากเรือดำน้ำจะใช้โซนาร์ Passive เพียงอย่างเดียวในการตรวจจับเป้าใต้น้ำ และความเงียบของเรือดำน้ำทำให้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ตรวจจับกันไม่ได้จนอาจเกิดอุบัติเหตุชนกันได้ อย่างไรก็ดี CCTV เปิดเผยว่าการฝึกในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีการแบ่งพื้นที่หรือชั้นความลึกเพื่อให้เรือดำน้ำสามารถใช้ยุทธวิธีได้เต็มที่ (ต่างจากการฝึกของตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งเสมอ)

เรือดำน้ำที่เข้าร่วมการฝึก ได้แก่ เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) หมายเลข 326 และเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) หมายเลข 373 ซึ่งเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำสังกัดกองเรือดำน้ำที่ 32 ของกองเรือทะเลใต้ ทร.จีน

เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) หมายเลข 326 เป็นเรือดำน้ำ Type 039 ลำที่ 10 จากจำนวน 13 ลำของ ทร.จีน เข้าประจำการในปี ค.ศ.2006 นับเป็นเรือดำน้ำ Type 039 ลำท้ายๆ ในช่วงที่จีนกำลังพัฒนาต่อเป็นเรือดำน้ำชั้น Yuan (Type 039A)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Type 039 (ภาพจาก East Pendulum)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Type 039 (ภาพจาก East Pendulum)

ส่วนเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) หมายเลข 373 เป็นเรือดำน้ำ Project 636 ลำที่ 8 จากจำนวน 10 ลำที่ ทร.จีน จัดหาจากรัสเซีย เข้าประจำการในปี ค.ศ.2005

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 (ภาพจาก East Pendulum)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 (ภาพจาก East Pendulum)

ข่าวจาก CCTV ระบุว่าเรือดำน้ำ Type 039 เป็นฝ่ายตรวจจับเรือดำน้ำ Kilo 636 ได้ก่อน และใช้ตอร์ปิโดที่คาดว่าจะเป็นตอร์ปิโด Yu-5 ยิงโจมตี แต่เรือดำน้ำ Kilo 636 สามารถหลบหลีกได้ และการฝึกได้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งเรือดำน้ำ Type 039 แบตเตอรี่ใกล้หมดก่อนและจำเป็นต้องทำการ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ โดยเรือดำน้ำ Type 039 ได้พยายามใช้ความกลมกลืนกับเรือประมงในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ แต่เรือดำน้ำ Kilo 636 สามารถแยกแยะเสียงของเรือดำน้ำได้และเป็นฝ่ายโจมตีด้วยตอร์ปิโดบ้าง

CCTV ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการฝึกเพิ่มเติม กล่าวแต่เพียงว่านอกจากเรือดำน้ำ Type 039 กับ Kilo 636 แล้ว ยังมีเรือผิวน้ำและอากาศยานปราบเรือดำน้ำเข้าร่วมการฝึกด้วย ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในการหลบหลีกการถูกตรวจจับของเรือดำน้ำ โดยมีข้อสังเกตว่าการเผยแพร่ข้อมูลการฝึกปราบเรือดำน้ำครั้งนี้จะต่างจากแนวทางที่ผ่านมาของจีนที่มักไม่เปิดเผยข้อมูลการฝึกโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ ซึ่งน่าจะมีความสอดคล้องกับการที่เวียดนามจัดหาเรือดำน้ำ Kilo 636 รุ่นใหม่จำนวน 6 ลำจากรัสเซีย โดยคาดว่าเวียดนามจะรับมอบเรือครบทั้ง 6 ลำภายในสิ้นปีนี้

ที่มา – Quand un Projet 636M affronte un Type 039

วิวัฒนาการของตอร์ปิโดหนัก (Heavyweight Torpedo) ที่ใช้ใน ทร.จีน

ที่ผ่านมาข้อมูลส่วนมากของอาวุธในเรือดำน้ำจีนจะเน้นไปที่อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ ซึ่งเป็นอาวุธที่มีลักษณะเปิดเผยตัวเองแบบโฉ่งฉ่าง อำนาจการทำลายไม่เด็ดขาด ความแม่นยำต่ำ และไม่สามารถแยกแยะเป้าที่สำคัญได้ ขัดกับธรรมชาติพื้นฐานของเรือดำน้ำที่ต้องการความเงียบ เด็ดขาด และสามารถเลือกโจมตีเฉพาะเป้าที่มีความสำคัญจริงๆ เท่านั้น เปรียบได้กับการเอาแนวความคิดการรบแบบเรือผิวน้ำไปฝืนธรรมชาติของเรือดำน้ำ แต่ข้อมูลตอร์ปิโดจีนซึ่งควรจะเป็นอาวุธหลักของเรือดำน้ำกลับหาในแหล่งเปิดได้ยากมากและส่วนใหญ่จะเป็นภาษาจีน รวมถึงแหล่งข้อมูลหลายที่ก็ไม่ตรงกันหรือขัดแย้งกันเอง แอดมินจึงได้พยายามรวบรวมข้อมูลตอร์ปิโดหนัก (Heavyweight Torpedo) ที่มีใช้ใน ทร.จีนเท่าที่หาได้ในแหล่งเปิด เพื่อเป็นพื้นฐานเปรียบเทียบขีดความสามารถของตอร์ปิโดที่เป็นไปได้ในโครงการเรือดำน้ำของ ทร. ที่มีข่าวว่ากำลังอยู่ระหว่างรอเสนอเข้า ครม. ในช่วงนี้

900x600_AJT2HTUR4T8E0001

วิวัฒนาการของตอร์ปิโดที่มีใช้ใน ทร.จีน (ภาพจาก tiexue.net)

ทร.จีนเริ่มมีประสบการณ์กับการใช้งานตอร์ปิโดหลังจากการสร้างเรือเร็วโจมตีตอร์ปิโดชั้น P-4 จากแบบเรือ K-123 ของสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1950 ซึ่งติดตั้งตอร์ปิโดขนาด 430 มม. แบบยิงตรง (ไม่นำวิถี) สำหรับเป้าเรือผิวน้ำ ซึ่งได้พัฒนาต่อไปเป็นเรือเร็วตอร์ปิโดชั้น P-6, P-8 และ P-10 ติดตั้งตอร์ปิโด Type 53-38 ขนาด 533 มม. แบบยิงตรง

900x600_AJT2HUKE4T8E0001

เรือเร็วโจมตีตอร์ปิโดชั้น P-8 ของ ทร.จีน (ภาพจาก tiexue.net)

ในส่วนของตอร์ปิโดหนัก (Heavyweight Torpedo) สำหรับใช้กับเรือดำน้ำ ทร.จีนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำชั้น Romeo และตอร์ปิโด Type 53-51 จากสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 แต่หลังจากนั้นไม่นานความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพโซเวียตกับจีนเริ่มถดถอยลงหลังจากที่จีนเริ่มมีแนวคิดระบอบคอมมิวนิสต์ที่ต่างไปจากสหภาพโซเวียต และสหภาพโซเวียตได้ระงับความสัมพันธ์กับความช่วยเหลือทางทหารกับจีนในที่สุด ทำให้จีนต้องเร่งศึกษาเทคโนโลยีของสหภาพโซเวียตเท่าที่มีอยู่เพื่อรักษาขีดความสามารถทางทหาร โดยสถาบัน 705 (Xi’an Precision Machinery Research Institute) ได้รับมอบหมายให้ศึกษาและทำการ Reverse-Engineer เทคโนโลยีตอร์ปิโด Type 53-51 ของสหภาพโซเวียตเพื่อนำไปพัฒนาตอร์ปิโดของจีนเอง

22310155F-0

ตอร์ปิโด Yu-1 ขณะกำลังบรรจุในเรือดำน้ำชั้น Romeo (Type 033) ของจีน (ภาพจาก GlobalMil)

ตอร์ปิโด Yu-1 (鱼-1) เป็นตอร์ปิโดหนัก (Heavyweight Torpedo) แบบแรกที่จีนผลิตเองในประเทศ โดยใช้เวลาในการ Reverse-Engineer ตอร์ปิโดของสหภาพโซเวียตเป็นเวลาเกือบ 10 ปี และเริ่มเข้าประจำการได้ในปี ค.ศ.1971 (หลังจากตอร์ปิโด Yu-2 ซึ่งเป็น Lightweight Torpedo ที่พัฒนาจากตอร์ปิโด RAT-52 ของสหภาพโซเวียต และเข้าประจำการในปี ค.ศ.1970) ตอร์ปิโด Yu-1 เป็นตอร์ปิโดหนักขนาด 533 มม. แบบยิงตรง (ไม่นำวิถี) สำหรับยิงเป้าเรือผิวน้ำ โดย ทร.จีนได้ติดตั้งตอร์ปิโด Yu-1 บนเรือดำน้ำชั้น Romeo (Type 033) กับเรือเร็วโจมตีตอร์ปิโดชั้น P-25 และต่อมาอีกหลายปีจีนได้พัฒนาตอร์ปิโด Yu-1A (鱼-1甲) ที่เพิ่มระบบนำวิถีแบบ Passive Acoustic

2320104120-1

ตอร์ปิโด Yu-3 ขณะกำลังบรรจุในเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) (ภาพจาก GlobalMil)

ตอร์ปิโด Yu-1 เป็นตอร์ปิโดต่อต้านเรือผิวน้ำ และไม่สามารถใช้ยิงเป้าเรือดำน้ำที่อยู่ใต้น้ำได้ ซึ่งในระหว่างที่สถาบัน 705 กำลังพัฒนาตอร์ปิโด Yu-1 ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ก็ได้มีความพยายามในการพัฒนาตอร์ปิโดหนักสำหรับยิงเป้าใต้น้ำควบคู่ไปด้วย โดยโครงการตอร์ปิโดหนักปราบเรือดำน้ำรุ่นแรกของจีนคือตอร์ปิโด Yu-3 (鱼-3) มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอาวุธป้องกันตนเองของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ดี ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าตอร์ปิโดต่อต้านเรือผิวน้ำ เนื่องจากไม่สามารถออกแบบเป็นตอร์ปิโดยิงตรงได้ อีกทั้งระบบนำวิถีต้องทำงานเป็น 2 มิติ (ทั้งการควบคุมทางข้างและทางลึก ต่างจากตอร์ปิโดต่อต้านเรือผิวน้ำที่รักษาความลึกคงที่) ซึ่งขีดความสามารถด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของจีนในสมัยนั้นยังไม่สามารถรองรับความซับซ้อนดังกล่าวได้ และจีนไม่สามารถเข้าถึงแบบอย่างตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำของสหภาพโซเวียตได้เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการตัดความสัมพันธ์ จนทำให้การพัฒนาตอร์ปิโด Yu-3 ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี และเข้าประจำการได้ในปี ค.ศ.1984 (เทียบกับสหภาพโซเวียตที่มีตอร์ปิโดหนักปราบเรือดำน้ำนำวิถีแบบ Passive Acoustic ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แต่ไม่ได้ถ่ายทอดให้จีน) และต่อมาในปี ค.ศ.1988 ได้พัฒนาต่อเป็นตอร์ปิโด Yu-3II (鱼-3II หรือ 鱼-3甲) และ ET32 (รุ่นส่งออก) ที่เพิ่มการนำวิถีแบบ Active Acoustic  (สหภาพโซเวียตเริ่มผลิตตอร์ปิโดหนักปราบเรือดำน้ำนำวิถีแบบ Active Acoustic ตั้งแต่ปี ค.ศ.1965) โดย ทร.จีน ติดตั้งตอร์ปิโด Yu-3 บนเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ Type 091 (SSN ชั้น Han), Type 092 (SSBN ชั้น Xia) และเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 035 (ชั้น Ming), Type 039 (ชั้น Song)

f714d60735fae6cd5b10c3b30ab30f2443a70f7e

ตอร์ปิโด Yu-4A และ Yu-4B ของจีน (ภาพจาก tieba.baidu.com)

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 จีนได้อาศัยประสบการณ์จากการพัฒนาระบบนำวิถีของตอร์ปิโด Yu-3 ร่วมกับแบบแปลนของตอร์ปิโด SAET-60 ของสหภาพโซเวียต มาใช้ในการพัฒนาตอร์ปิโดหนักต่อต้านเรือผิวน้ำรุ่น Yu-4 (鱼-4) ซึ่งเป็นตอร์ปิโดต่อต้านเรือผิวน้ำแบบนำวิถีรุ่นแรกของจีน แบ่งเป็นรุ่น Yu-4A (鱼-4甲) นำวิถีแบบ Passive Acoustic กับรุ่น Yu-4B (鱼-4乙) นำวิถีแบบ Active/Passive Acoustic ซึ่งเริ่มเข้าประจำการในกลางทศวรรษที่ 1980 (ใกล้เคียงกับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำรุ่น Yu-3) โดยติดตั้งบนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 033 (ชั้น Romeo), Type 035 (ชั้น Ming), Type 039 (ชั้น Song)

1x

ตอร์ปิโด Yu-5 (ภาพจาก haijun360.com)

753511b4-037c-4d86-85b3-5ad3faa64d94

ชาวประมงจีนเคยเก็บตอร์ปิโดตะวันตกในทะเลจีนใต้ได้หลายครั้ง (ภาพจาก military.china.com)

ในปลายทศวรรษที่ 1970 มีข่าวว่าเรือประมงจีนเก็บตอร์ปิโด Mk46 และ Mk48 ของ ทร.สหรัฐฯ ได้ในทะเลจีนใต้ และต่อมาในทศวรรษที่ 1980 จีนได้เริ่มทำการ Reverse Engineering เพื่อพัฒนาตอร์ปิโดขับเคลื่อนด้วย Otto Fuel แบ่งเป็นรุ่นตอร์ปิโดเบา (Yu-7) กับตอร์ปิโดหนัก (Yu-5) โดยตอร์ปิโด Yu-5 (鱼-5) เป็นตอร์ปิโดหนักปราบเรือดำน้ำนำวิถีแบบ Active/Passive Acoustic และ Wire Guidance ที่ออกแบบสำหรับใช้ในเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Song (Type 039) อย่างไรก็ดี ตอร์ปิโด Yu-5 ยังมีความแตกต่างจากตอร์ปิโด Mk48 ของสหรัฐฯ ตรงที่ตอร์ปิโด Yu-5 ยังคงเป็นตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำเท่านั้น ในขณะที่ตอร์ปิโด Mk48 เป็นตอร์ปิโดเอนกประสงค์ที่ใช้ทั้งต่อต้านเรือผิวน้ำและปราบเรือดำน้ำ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบางกระแสระบุว่าจีนได้อาศัยเทคโนโลยี Wire Guidance จากตอร์ปิโด Test-71 ของรัสเซียที่จีนได้รับพร้อมกับเรือดำน้ำชั้น Kilo 877 ในปี ค.ศ.1994 เพื่อไปพัฒนาระบบนำวิถีของตอร์ปิโด Yu-5 อีกด้วย

ในส่วนของตอร์ปิโดรุ่นส่งออก จีนได้พัฒนาตอร์ปิโดรุ่น ET34 และ ET36 โดยใช้พื้นฐานเดียวกับตอร์ปิโด Yu-5 แต่เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก Otto Fuel เป็นแบตเตอรี่ไฟฟ้าแบบ Silver/Zinc (Ag/Zn) แทน

4100ba0e7bec54e78dee70ccbc389b504ec26aa5

ตอร์ปิโด Yu-6 เป็นตอร์ปิโดหนักเอนกประสงค์รุ่นแรกของจีน (ภาพจาก tieba.baidu.com)

ตอร์ปิโด Yu-6 (鱼-6) เป็นตอร์ปิโดหนักเอนกประสงค์รุ่นแรกของจีนที่สามารถใช้ได้กับเป้าเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ และเป็นตอร์ปิโดหลักสำหรับเรือดำน้ำของ ทร.จีนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากตอร์ปิโด Yu-5 โดยใช้ตอร์ปิโด Mk48 ของสหรัฐฯ ที่จีน “เก็บได้” ในทะเลจีนใต้เป็นแม่แบบ ร่วมกับการศึกษาเทคโนโลยีตอร์ปิโด Type 53-65 กับตอร์ปิโด Test-71 ของรัสเซีย โดยตอร์ปิโด Yu-6 มีระบบนำวิถีแบบ Active/Passive Acoustic, Wake Homing และ Wire Guidance ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิง Otto Fuel และ Pump Jet ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตอร์ปิโด Yu-6 มีขีดความสามารถเทียบเท่าตอร์ปิโด Mk48 Mod4 (รุ่นเก่าก่อนจะเป็น Mod5 ADCAP) ของ ทร.สหรัฐฯ โดยตอร์ปิโด Yu-6 เริ่มประจำการในปี ค.ศ.2005 (เทียบกับตอร์ปิโด MK48 Mod5 ADCAP ของสหรัฐฯ ที่เข้าประจำการตั้งแต่ปี ค.ศ.1989) ติดตั้งในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ Type 093 (SSN ชั้น Shang), Type 094 (SSBN ชั้น Jin) และเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Type 039 (ชั้น Song), Type 039A (ชั้น Yuan)

บางแหล่งข้อมูลระบุว่าสหรัฐฯ เคยขายตอร์ปิโดพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้จีนเพื่อถ่วงดุลอำนาจสหภาพโซเวียตในทศวรรษที่ 1980 ก่อนจะมีการคว่ำบาตรจีนในเหตุการณ์จตุรัสเทียนอันเหมินในปี ค.ศ.1989 และจีนยังได้ซื้อเทคโนโลยีตอร์ปิโดรุ่นใหม่จากรัสเซียตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียเริ่มดีขึ้นหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย (คาดว่าจะรวมถึงการซื้อตอร์ปิโด UGST ซึ่งเป็นตอร์ปิโดหนักเอนกประสงค์รุ่นใหม่ของรัสเซียด้วย) ซึ่งที่มาของการพัฒนาตอร์ปิโด Yu-6 อาจเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ร่วมกับเทคโนโลยีรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ 1990 มากกว่าแค่การทำ Reverse Engineering ตอร์ปิโด Mk48 รุ่นเก่าตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970

นอกจากนี้จีนได้พัฒนาตอร์ปิโด ET38 ซึ่งเป็นตอร์ปิโดรุ่นส่งออกรุ่นล่าสุดต่อจาก ET34 และ ET36 โดยใช้พื้นฐานจากตอร์ปิโด Yu-6 และเป็นตอร์ปิโดเอนกประสงค์ขับเคลื่อนด้วย Otto Fuel แบบเดียวกับตอร์ปิโด Yu-6 แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอื่นเพิ่มเติม

มีข้อสังเกตว่าจีนมีการแยกรุ่นตอร์ปิโดสำหรับส่งออกโดยเฉพาะ โดยเป็นการลดขีดความสามารถบางส่วนจากตอร์ปิโดรุ่นใช้เอง เช่น การเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก Otto Fuel ของตอร์ปิโด Yu-5 เป็นแบตเตอรี่ไฟฟ้าแบบ Silver/Zinc (Ag/Zn) ในตอร์ปิโด ET34 กับ ET36 ซึ่งทำให้มีความเร็วและระยะยิงต่ำลง (ในขณะที่ค่ายตะวันตกมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ไฟฟ้าแบบ Aluminum-Silver Oxide (Al-AgO) ที่ดีกว่าจนทำให้ตอร์ปิโดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามีระยะยิงและความเร็วไม่ต่างจากตอร์ปิโด Otto Fuel มาก) ซึ่งคาดว่าตอร์ปิโดรุ่นที่จะติดตั้งในเรือดำน้ำ S26T จะเป็นตอร์ปิโด ET38 ซึ่งเป็นตอร์ปิโดส่งออกรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานจากตอร์ปิโด Yu-6 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนของข้อมูลของตอร์ปิโด ET38 ทั้งด้านขีดความสามารถและประเทศที่มีใช้งาน แต่คาดว่าคงจะมีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นในอนาคตหลังจากที่ตอร์ปิโดรุ่นใหม่กว่าคือ Yu-10 เริ่มมีการใช้งานมากขึ้นจนกลายเป็นตอร์ปิโดหลักของ ทร.จีน แทนตอร์ปิโด Yu-6

20111208101911866

ห้องทดลองระบบนำวิถีตอร์ปิโด (ภาพจาก Xi’an Marine Equipment Industry)

ถึงแม้ว่าตอร์ปิโด Yu-6 ในช่วงแรกจะมีเทคโนโลยีล้าหลังตอร์ปิโดตะวันตกอยู่มากกว่า 10 ปี แต่จีนก็ยังมีการปรับปรุงพัฒนาภายในอย่างต่อเนื่องเพื่อพยายามไล่ตามเทคโนโลยีตะวันตก เช่น การเปลี่ยนสายนำสัญญาณแบบลวดทองแดงเป็นใยแก้วนำแสง และการพัฒนาระบบนำวิถีทั้งแบบ Acoustic Homing และ Wake Homing เป็นต้น ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่าจีนได้พัฒนาตอร์ปิโด Yu-9 (鱼-9) และ Yu-10 (鱼-10) โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดจากตอร์ปิโด Yu-6 และ Yu-7 แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนด้านขีดความสามารถของตอร์ปิโดรุ่นใหม่ของจีน มีเพียงการคาดการณ์ว่าตอร์ปิโด Yu-9 เป็นตอร์ปิโดเบาที่มีขีดความสามารถใกล้เคียงตอร์ปิโด Mk50 ของสหรัฐฯ ส่วนตอร์ปิโด Yu-10 เป็นตอร์ปิโดหนักที่มีขีดความสามารถใกล้เคียงตอร์ปิโด Mk48 Mod6/Mod7


อ้างอิง

พัฒนาการของตอร์ปิโดหนักสมัยใหม่สำหรับเรือดำน้ำ

ตอร์ปิโดหนัก (Heavyweight Torpedo – HWT) ยังคงเป็นอาวุธหลักสำหรับเรือดำน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอร์ปิโดหนักแบบ Wire Guidance เนื่องจากอำนาจการทำลายที่เด็ดขาด และขีดความสามารถในการทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน Sensor ของเรือดำน้ำในการตรวจจับและแยกแยะเป้า

เรือดำน้ำ USS Annapolis ของ ทร.สหรัฐฯ ระหว่างการบรรจุลูกตอร์ปิโด Mk 48 ADCAP (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

การพัฒนาตอร์ปิโดหนักสมัยใหม่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตอบสนองความจำเป็นและความท้าทายทางยุทธการของการปฏิบัติการเรือดำน้ำในยุคปัจจุบัน ทั้งด้านความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมใต้น้ำในเขตใกล้ฝั่ง การพัฒนาขีดความสามารถด้านความเงียบของเรือรบและเรือดำน้ำ ความจำเป็นในการแยกแยะเป้าเพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่จำเป็น และการพัฒนาขีดความสามารถของเป้าลวงตอร์ปิโดสมัยใหม่

แนวโน้มการพัฒนาตอร์ปิโดหนักสมัยใหม่จึงมีทิศทางไปเป็นการพัฒนาตอร์ปิโดแบบ Wire Guided ที่สามารถส่งข้อมูลเป้ากลับไปยังเรือยิงเพื่อช่วยในการพิสูจน์ทราบและแยกแยะเป้า กับการลดเสียงของระบบขับเคลื่อนตอร์ปิโดเพื่อลดโอกาสถูกตรวจจับ รวมทั้งการพัฒนาระบบประมวลผลและนำวิถีเข้าหาเป้าที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น ร่วมกับการควบคุมการทำงานได้อย่างต่อเนื่องจากเรือยิง ต่างจากอาวุธปล่อยนำวิถีหรือตอร์ปิโด Supercavitation ความเร็วสูงที่มีข้อจำกัดด้านการแยกแยะเป้าและการควบคุมจากเรือยิง

Mk 48 Mod 7

ตอร์ปิโด Mk 48 Mod 7 Common Broadband Advanced Sonar System (CBASS) เป็นตอร์ปิโดรุ่นล่าสุดของ ทร.สหรัฐฯ ที่พัฒนาต่อเนื่องจากตอร์ปิโด Mk 48 Mod 4, Mk 48 Mod 5 Advanced Capability (ADCAP) และ Mk 48 Mod 6 Advanced Common Torpedo (ACOT) โดยเป็นการพัฒนาร่วมระหว่าง ทร.สหรัฐฯ กับ ทร.ออสเตรเลีย สำหรับทดแทนตอร์ปิโด Mk 48 Mod 5 ADCAP ของ ทร.สหรัฐฯ และตอร์ปิโด Mk 48 Mod 4 ในเรือดำน้ำชั้น Collins ของ ทร.ออสเตรเลีย

การพัฒนาตอร์ปิโด Mk 48 ของ ทร.สหรัฐฯ (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

ตอร์ปิโด Mk 48 Mod 7 CBASS เป็นการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถส่วนนำวิถี ประกอบด้วย Broadband Sonar Array, เซ็นเซอร์วัดความลึก, ส่วนประมวลผล, และสายเชื่อมต่อสัญญาณกับเรือยิง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบขับเคลื่อนแบบ Pump Jet ที่ใช้เชื้อเพลิง Otto Fuel II ให้มีความเงียบมากยิ่งขึ้น

Spearfish Mod 1

ตอร์ปิโด Spearfish Mod 1 เป็นตอร์ปิโดรุ่นปรับปรุงของ ทร.อังกฤษ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อทดแทนตอร์ปิโด Spearfish Mod 0 ในปัจจุบัน โดยคาดว่าจะเริ่มประจำการได้ในปี ค.ศ.2020 เป็นต้นไป

ตอร์ปิโด Spearfish Mod 0 ระหว่างการทดสอบโดยบริษัท BAE Systems ของอังกฤษ (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

ตอร์ปิโด Spearfish Mod 1 เป็นการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในเป็น Digital Architecture ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์, เปลี่ยนสายเชื่อมต่อสัญญาณจากลวดทองแดงเป็นสาย Fiber Optics เพื่อเพิ่มอัตราการส่งข้อมูล และเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากเชื้อเพลิง Otto Fuel เป็นเชื่อเพลิงผสมระหว่าง Otto Fuel กับ Hydroxyl Ammonium Perchlorate (HAP) โดยยังคงใช้เครื่องยนต์ Hamilton Sundstrand 21TP04 เดิมที่ใช้ในตอร์ปิโด Spearfish Mod 0 เพื่อไปขับเคลื่อน Pump Jet

Tp62 / Torpedo 2000

ตอร์ปิโด Tp62 หรือ Torpedo 2000 (ชื่อส่งออก) เป็นตอร์ปิโดรุ่นใหม่ที่พัฒนาโดยบริษัท Saab เพื่อทดแทนตอร์ปิโด Tp613 ของ ทร.สวีเดน โดยเริ่มประจำการตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา ตอร์ปิโด Tp62/Torpedo2000 ใช้พลังงานจากเชื่อเพลิงผสมระหว่าง High-Test Peroxide (HTP) กับ Kerosene ทำปฏิกริยากับตัวเร่งปฏิกริยาเพื่อสร้างก๊าซร้อนสำหรับเครื่องยนต์ลูกสูบเพื่อไปขับเคลื่อน Pump Jet

ส่วนนำวิถีของตอร์ปิโด Tp62/Torpedo2000 สามารถทำงานได้ในโหมด Active, โหมด Passive และโหมดผสมระหว่าง Active/Passive โดยล่าสุดรัฐบาลสวีเดนได้ทำสัญญากับบริษัท Saab ในการปรับปรุงตอร์ปิโด Tp62 ของ ทร.สวีเดน ประกอบด้วยการปรับปรุงระบบสายเชื่อมต่อสัญญาณ และฟังก์ชันการจุดระเบิดหัวรบ

Black Shark Advanced

ตอร์ปิโด Black Shark Advanced (BSA) เป็นตอร์ปิโดรุ่นใหม่ที่พัฒนาโดยบริษัท Whitehead Alenia Sistemi Subacquei (WASS) ของอิตาลี เพื่อทดแทนตอร์ปิโด A184 Mod 3 ของ ทร.อิตาลี โดยเริ่มทำสัญญาการผลิตเมื่อปี ค.ศ.2011

ตอร์ปิโด Black Shark แสดงส่วนท้ายสำหรับเก็บสายเชื่อมต่อสัญญาณแบบ Fiber Optics (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

ตอร์ปิโด BSA ของอิตาลี ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แบบ Aluminum-Silver Oxide (Al-AgO) สำหรับลูกตอร์ปิโด Warshot ส่วนลูกตอร์ปิโดฝึกใช้แบตเตอรี่ Rechargeable แบบ Lithium-Ion Polymer (LiPo) ซึ่งสามารถนำกลับมาชารจ์ไฟเพื่อใช้งานใหม่ได้ รวมทั้งมีพลังงานมากกว่าและมีอายุการใช้งานนานกว่าแบตเตอรี่ Silver/Zinc (Ag/Zn) แบบเดิมหลายเท่าโดยไม่ต้องมีการบำรุงรักษา

เรือดำน้ำ Scirè ของ ทร.อิตาลี ระหว่างการบรรจุลูกตอร์ปิโด Black Shark Advanced (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

ตอร์ปิโด Black Shark เป็นตอร์ปิโดที่มีใช้งานในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในเรือดำน้ำชั้น Archer ของสิงคโปร์, ในเรือดำน้ำชั้น Scorpene ของมาเลเซีย และในเรือดำน้ำ DSME1400 ที่อินโดนีเซียกำลังจัดหาจากเกาหลีใต้

F21

ตอร์ปิโด F21 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโดยบริษัท DCNS เพื่อทดแทนตอร์ปิโด F17 Mod 2 ของ ทร.ฝรั่งเศส โดยคาดว่าจะพร้อมเข้าประจำการในปี ค.ศ.2016

ตอร์ปิโด F21 (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

เดิมทีบริษัท DCNS ของฝรั่งเศส เริ่มโครงการร่วมกับบริษัท WASS ของอิตาลี ในการพัฒนาตอร์ปิโด F21 โดยอาศัยพื้นฐานจากตอร์ปิโด Black Shark อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวถูกระงับไปเมื่อปี ค.ศ.2012 โดยบริษัท DCNS หันไปจัดหาส่วนประกอบของตอร์ปิโด Seahake Mod 4 จากบริษัท Atlas Elektronik แทน

ตอร์ปิโด F21 ใช้ระบบตรวจจับและนำวิถีที่พัฒนาโดยบริษัท Thales แต่ใช้ระบบขับเคลื่อนและสายเชื่อมต่อสัญญาณ Fiber Optics แบบเดียวกับตอร์ปิโด Seahake Mod 4 ของเยอรมนี โดยตอร์ปิโด F21 ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ Aluminum-Silver Oxide (Al-AgO) ที่ใช้น้ำทะเลเป็นตัวทำละลายสาร Electrolyte โดยมอเตอร์ขับเคลื่อนสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 50 นอต

Seahake Mod 4 / DM2A4

ตอร์ปิโด Seahake Mod 4 เริ่มมีใช้ใน ทร.เยอรมนี เมื่อปี ค.ศ.2004 ในชื่อตอร์ปิโด DM2A4 เพื่อทดแทนตอร์ปิโด DM2A3 ของ ทร.เยอรมนี โดยตอร์ปิโด Seahake Mod 4 พัฒนาโดยบริษัท Atlas Elektronik ของเยอรมนี ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรวม 6 ประเทศ

ตอร์ปิโด Seahake Mod 4 (ภาพจาก IHS Jane’s 360)

ตอร์ปิโด Seahake Mod 4 ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ Aluminum-Silver Oxide (Al-AgO) ในลูกตอร์ปิโด Warshot และใช้แบตเตอรี่ Rechargeable ในลูกตอร์ปิโดฝึก โดยบริษัท Atlas Elektronik ได้พัฒนาตอร์ปิโด Seahake Mod 4 รุ่นสำหรับการป้องกันฝั่งที่สามารถยิงจากเครื่องยิงบนฝั่งได้ โดยเพิ่มแบตเตอรี่ และติดตั้งเสารับสัญญาณ GPS ทำให้สามารถเพิ่มระยะยิงได้มากกว่า 140 กม.

จุดแข็งของตอร์ปิโด Seahake Mod 4 คือเซ็นเซอร์หัวเรือแบบ Conformal Array ที่สามารถตรวจจับเป้าทางข้างได้มากกว่า +/- 100 องศา โดยระบบนำวิถีสามารถทำงานได้ในโหมด Active, โหมด Passive และโหมดผสมระหว่าง Active/Passive

สรุป

โดยสรุปแล้วการพัฒนาตอร์ปิโดหนักสมัยใหม่ มีแนวโน้มไปในทางการเพิ่มขีดความสามารถด้านการควบคุมและนำวิถี กับการลดเสียงของระบบขับเคลื่อน ในการแยกแยะเป้าภายใต้สภาพแวดล้อมใต้น้ำที่มีความซับซ้อน ร่วมกับอำนาจการทำลายที่เด็ดขาดในการใช้งานแบบ One Shot – One Kill สำหรับเป้าที่จำเป็นเท่านั้น และลดโอกาสถูกตรวจจับเพื่อไม่เป็นการเปิดเผยตนเองของเรือดำน้ำ ส่งผลให้ตอร์ปิโดหนักสมัยใหม่ยังคงเป็นอาวุธหลักของเรือดำน้ำที่มีความน่าเชื่อถือกว่าอาวุธประเภทอื่น

เรียบเรียงจาก http://www.janes360.com/images/assets/551/51551/heavyweight_torpedoes_follow_an_incremental_course.pdf