Tag Archives: ออสเตรเลีย

ความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำของออสเตรเลีย

แปลและเรียบเรียงจาก “Why does Australia need submarines at all?” by James Goldrick
แปลและเรียบเรียงโดยกัปตันนีโม

ยังคงอยู่กับหัวข้อโครงการจัดหาเรือดำน้ำของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาครับ โดยบทความนี้ขอนำเสนอการวิเคราะห์เหตุผลความจำเป็นในการจัดหาเรือดำน้ำของออสเตรเลีย ซึ่งเขียนโดย พล.ร.ต.James Goldrick ซึ่งเกษียณอายุราชการจาก ทร.ออสเตรเลีย และเป็นอดีตผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพออสเตรเลีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์วุฒิคุณ (Adjunct Professor) มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) และเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาในการจัดทำเอกสาร Defence White Paper 2016 ของรัฐบาลออสเตรเลียอีกด้วย


 

1

รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศให้บริษัท DCNS ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการเรือดำน้ำมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยเป็นการสร้างเรือดำน้ำจำนวน 12 ลำในประเทศออสเตรเลีย แต่เรือดำน้ำดังกล่าวจะมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับความต้องการระดับยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียในอนาคตหลังปี ค.ศ.2030 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรือดำน้ำดังกล่าวเริ่มเข้าประจำการ?

หลายฝ่ายมีการกล่าวกันว่าการใช้ยานใต้น้ำอัตโนมัติอาจเป็นทางเลือกที่ประหยัดและคุ้มค่ามากกว่า รวมทั้งเทคโนโลยีเรือดำน้ำมูลค่ามหาศาลของบริษัท DCNS อาจล้าสมัยไปแล้วกว่าจะเริ่มเข้าประจำการในอนาคตอีก 15-20 ปีข้างหน้า แต่เหตุใดออสเตรเลียจึงยังมีความต้องการเรือดำน้ำที่มีลูกเรืออยู่?

การสร้างความไม่แน่นอนให้กับฝ่ายตรงข้าม

หนึ่งในหัวข้อสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของออสเตรเลีย คือการคุ้มครองและดำรงรักษาเส้นทางคมนาคมขนส่งทางทะเลทั้งสำหรับภาคพลเรือนและการปฏิบัติการทางทหาร รวมทั้งการปฏิเสธไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้ประโยชน์จากทะเลได้

เรือดำน้ำมีลักษณะเฉพาะที่ช่วยให้มีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของออสเตรเลีย เรือดำน้ำเป็นยานรบที่สามารถจำกัดเสรีในการปฏิบัติการทางทะเลของฝ่ายตรงข้ามได้ดีที่สุด และขีดความสามารถนี้มีแนวโน้มจะยังคงเป็นจริงอยู่อีกอย่างน้อย 1 ชั่วอายุคนข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาของเทคโนโลยีในอนาคต

เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการโดยไม่เปิดเผยตนเองเป็นระยะเวลานาน และมีอาวุธที่มีอำนาจการทำลายเด็ดขาดรุนแรงโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ขีดความสามารถนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับการวางแผนของฝ่ายตรงข้ามว่าจะส่งกำลังทางเรือเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และยิ่งกำลังเรือดำน้ำมีจำนวนมากเท่าไรก็จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

การซ่อนพรางของเรือดำน้ำยังมีประโยชน์ในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ความไม่แน่นอนของภัยจากเรือดำน้ำเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความยับยั้งชั่งใจ รวมทั้งเรือดำน้ำยังสามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสารเพื่อช่วยในการเตรียมการรับมือก่อนที่ความขัดแย้งจะขยายความรุนแรง (ความไม่แน่นอนจากการไม่เปิดเผยตนเองของเรือดำน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ฝ่ายตรงข้ามต้องทุ่มเทกำลังเป็นอย่างมากเพื่อระวัง ป้องกันอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เรือดำน้ำเป็นที่ยอมรับในฐานะตัวทวีกำลัง หรือ Force Multiplier ที่เป็นการใช้กำลังส่วนน้อยแต่สามารถเพิ่มศักย์สงครามได้เป็นอย่างมาก รวมถึงทำให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการเป็นอาวุธป้องปรามระดับยุทธศาสตร์ – แอดมิน)

เรือดำน้ำยังมีขีดความสามารถเชิงรุก เช่น การส่งชุดปฏิบัติการพิเศษเพื่อไปปฏิบัติการในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเรือดำน้ำที่ติดตั้งอาวุธยิงฝั่งระยะไกลยังมีขีดความสามารถในการโจมตีฝั่ง ซึ่งขีดความสามารถนี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของออสเตรเลียในอนาคต

เรือดำน้ำกับน่านน้ำในภูมิภาค

เอกสารสมุดปกขาว Defence White Paper 2016 ของออสเตรเลียประมาณการว่าภายในปี ค.ศ.2035 ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจะมีเรือดำน้ำปฏิบัติการคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนเรือดำน้ำทั่วโลก ซึ่งการขยายตัวของกำลังเรือดำน้ำในภูมิภาคเป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่มา รวมถึงความต้องการเรือดำน้ำของออสเตรเลียก็เช่นกัน ออสเตรเลียมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีพื้นที่รับผิดชอบทางทะเลขนาดใหญ่ (ออสเตรเลียเป็นประเทศเกาะที่มีพื้นที่เขตเศรษกิจจำเพาะทางทะเลใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นพื้นที่กว่า 10 ล้านตาราง กม. มากกว่าขนาดพื้นที่ทางบกของออสเตรเลียที่มีพื้นที่ประมาณ 7.7 ล้านตาราง กม. เทียบกับไทยที่มีพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะประมาณ 3 แสนตาราง กม. คิดเป็น 61% ของพื้นที่ทางบก และกว่า 90% ของการนำเข้า-ส่งออกของออสเตรเลียใช้การขนส่งทางทะเล – แอดมิน) ซึ่งลักษณะทางภูมิศาสตร์นี้เป็นสิ่งที่นำไปกำหนดความต้องการทางยุทธการในการใช้เรือดำน้ำ ซึ่งความต้องการดังกล่าวจะถูกนำไปกำหนดเป็นจำนวนเรือ ขีดความสามารถ ระยะปฏิบัติการ และขนาดของเรือดำน้ำที่เหมาะสมกับออสเตรเลีย

CFXQDD1WMAAQ717.png large

เรือดำน้ำในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (ข้อมูล ณ ปี 2558) (ภาพจาก Naval Graphics)

 

ภูมิภาคเอเชียจะมีเรือดำน้ำเพิ่มมากขึ้นอีกในทศวรรษหน้า และความขัดแย้งทางทะเลในอนาคตจะมีมิติของการปฏิบัติการใต้น้ำเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กำลังเรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับกำลังรบของประเทศเจ้าของเรือ

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีอะไรที่สามารถทดแทนขีดความสามารถของเรือดำน้ำในสงครามทางเรือได้ และขีดความสามารถในสงครามทางเรือเป็นส่วนสำคัญต่อความมั่นคงของออสเตรเลีย

การตรวจจับเป้าใต้น้ำ

ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวอ้างว่าการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้การตรวจจับเรือดำน้ำทำได้ง่ายขึ้น แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวต้องนำมาพิจารณาประกอบกับความเป็นจริงของสภาพแวดล้อมใต้น้ำด้วย

การตรวจจับใต้ทะเลยังไม่สามารถทำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีสภาพแวดล้อมทางทะเลที่ซับซ้อนและเป็นอุปสรรคในการตรวจจับเรือดำน้ำด้วยโซนาร์ทั้ง Active และ Passive และถึงแม้ว่าเทคโนโลยีบางอย่างนอกเหนือจากโซนาร์จะสามารถติดตามเรือดำน้ำได้ดีหลังจากที่มีข้อมูลตำแหน่งตั้งต้นของเรือดำน้ำแล้ว แต่การค้นจากตรวจจับให้เจอครั้งแรกก็ยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย

ในส่วนของการใช้และยานไร้คนขับและการติดตั้งระบบตรวจจับประจำที่จะสร้างความยุ่งยากให้กับเรือดำน้ำในพื้นที่จำกัดใกล้ฐานทัพเรือหรือพื้นที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันเรือดำน้ำก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยียานไร้คนขับเพื่อใช้ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าวได้ และในสงครามหรือความขัดแย้งระดับสูง การโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้ยานไร้คนขับและระบบตรวจจับประจำที่

ในปัจจุบันยังไม่มียานไร้คนขับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานอัตโนมัติ ที่มีความสามารถในการรวบรวมภาพสถานการณ์และการตัดสินใจได้ดีเท่ากับยานที่มีลูกเรือ และแนวโน้มนี้จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคตระยะใกล้ถึงระยะกลาง

image-20160428-30979-1ifdq2a

หลายฝ่ายยังมีความกังวลว่าเรือดำน้ำขนาดใหญ่อาจถูกตรวจจับได้ง่าย (ภาพจาก The Conversation)

การพิจารณาดังกล่าวสามารถนำมากำหนดความต้องการเบื้องต้นของออสเตรเลียได้ดังนี้

  • มีจำนวนเพียงพอสำหรับการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
  • สามารถปฏิบัติการร่วมกับกำลังของชาติพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ
  • มีระยะปฏิบัติการที่ไกล และมีระยะเวลาปฏิบัติการที่นาน
  • มีการซ่อนพรางที่ดี
  • มีระบบตรวจจับและระบบอาวุธที่ดีเยี่ยม สามารถต่อต้านภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนได้
  • สามารถปฏิบัติการในพื้นที่เขตร้อนได้

นอกจากนี้เรือดำน้ำของออสเตรเลียควรจะสามารถติดตั้งยานไร้คนขับ เพื่อใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต

ระบบขับเคลื่อน

การออกแบบและสร้างเรือดำน้ำเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากซับซ้อนสูงมาก การกำหนดความต้องการขนาดของเรือดำน้ำและจำนวนลูกเรือจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ได้แก่ เครื่องยนต์, พลังงาน, น้ำมันเชื้อเพลิง, จำนวนอาวุธ รวมไปถึงความจุเสบียง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดจะต้องถูกออกแบบอย่างสมดุลยิ่งกว่าการออกแบบเรือผิวน้ำ และความผิดพลาดในการคำนวณเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลร้ายแรงได้ ตัวอย่างเช่น ความผิดพลาดในการออกแบบเรือดำน้ำ S80 ของสเปนที่ทำให้ต้องแก้ไขแบบเรือเพื่อเพิ่มแรงลอยตัวประมาณ 80 ตัน

ความแตกต่างสำคัญของเรือดำน้ำคือแหล่งพลังงานสำหรับระบบขับเคลื่อน เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์สามารถปฏิบัติการใต้น้ำต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยความเร็วสูงโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง ส่วนเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ามีความเร็วที่ต่ำกว่า ยกเว้นการใช้ความเร็วสูงเป็นระยะเวลาสั้นๆ และจำเป็นต้องทำการชาร์จแบตเตอรี่เป็นระยะๆ ทำให้ต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีเสียงดัง ซึ่งระหว่างการชาร์จแบตเตอรี่เป็นช่วงเวลาที่เรือดำน้ำมีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจพบ ทั้งจากเสียงเครื่องดีเซล และจากการตรวจจับท่อ Snorkel ด้วยเรดาร์หรือด้วยสายตา

ระบบขับเคลื่อน AIP เป็นระบบขับเคลื่อนเสริมที่ช่วยยืดระยะเวลาปฏิบัติการใต้น้ำได้นานขึ้น โดยเรือดำน้ำ Type 216 ที่แพ้การคัดเลือกของออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเรือดำน้ำที่ใช้ระบบขับเคลื่อน AIP

ข้อด้อยของระบบขับเคลื่อน AIP คือการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ภายในเรือดำน้ำ และสามารถให้พลังงานสำหรับการดำด้วยความเร็วต่ำเท่านั้น นอกจากนี้ระบบขับเคลื่อน AIP ยังต้องใช้เชื้อเพลิงพิเศษ (รวมทั้งออกซิเจนเหลวสำหรับการเผาไหม้หรือทำปฏิกริยาเคมี – แอดมิน) ทำให้ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้ระบบ AIP

ในทางทฤษฎีแล้วเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีความเร็วสูงและมีระยะปฏิบัติการที่ไม่จำกัด ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับออสเตรเลีย แต่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่สูงกว่าเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าเป็นอย่างมากแล้ว ออสเตรเลียยังไม่มีความพร้อมในการรองรับและสนับสนุนเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากออสเตรเลียยังไม่มีอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ภายในประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ประจำการ

ดังนั้นการกำหนดความต้องการเรือดำน้ำที่สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นและความต้องการทางยุทธการ โดยใช้ระบบขับเคลื่อนดีเซล-ไฟฟ้า จึงเป็นความต้องการเฉพาะและเป็นทางเลือกเดียวของออสเตรเลีย และระบบขับเคลื่อนดีเซล-ไฟฟ้าเป็นที่มาของความต้องการจำนวนเรือดำน้ำที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองต่อผลการปฏิบัติการที่จำเป็น

ความเป็นมาของกำลังเรือดำน้ำออสเตรเลีย

ตามที่เป็นข่าวโด่งดังเรื่องบริษัท DCNS ได้รับคัดเลือกในโครงการเรือดำน้ำของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโครงการจัดหาอาวุธขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพออสเตรเลีย และเป็นโครงการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศผู้ผลิตเรือดำน้ำชั้นนำ 3 ประเทศ อีกทั้ง ทร.ออสเตรเลีย ยังมีประสบการณ์กับเรือดำน้ำมาเป็นเวลานาน จึงขอนำเสนอประวัติความเป็นมาของกำลังเรือดำน้ำออสเตรเลีย เรียบเรียงโดยท่าน Outis ครับ


Royal Australian Navy Submarine Service

1

กำลังเรือดำน้ำออสเตรเลียนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเวลามากกว่า 100 ปี ออสเตรเลียได้พยายามจัดตั้งกำลังเรือดำน้ำของตนเองถึง 4 ครั้งโดยเริ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1914 จนกระทั่งมาสำเร็จในครั้งที่ 4 ในปี ค.ศ.1964

ความพยายามในยุคแรก (ค.ศ.1914-1964)

ความพยายามครั้งที่ 1 เรือดำน้ำ E-Class (1914-1915)

ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ.1910 ออสเตรเลียได้จัดหาเรือดำน้ำ E-Class ขนาด 750 ตัน จากอังกฤษ จำนวน 2 ลำ คือเรือดำน้ำ AE1 และ AE2 โดยเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำเดินทางถึงออสเตรเลียในปี ค.ศ.1914 ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียงไม่กี่เดือน และออสเตรเลียได้ส่งเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ทันที แต่เรือดำน้ำ AE1 ได้จมสูญหายไประหว่างภารกิจสกัดกั้นเรือผิวน้ำของฝ่ายเยอรมนีในบริเวณ New Guinea เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1914 ส่วนเรือดำน้ำ AE2 ได้ถูกส่งไปร่วมปฏิบัติการกับกองกำลัง ANZAC ที่คาบสมุทร Gallipoli ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และถูกโจมตีเสียหายหนักจนต้องสละเรือในเดือนเมษายน ค.ศ.1915 หลังจากปฏิบัติการโจมตีเรือผิวน้ำนอกชายฝั่งตุรกีเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์

2

เรือดำน้ำ AE2 (ภาพจาก Wikipedia)

ความพยายามครั้งที่ 2 เรือดำน้ำ J-Class (1919-1922)

ต่อมาในปี ค.ศ.1919 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ออสเตรเลียได้รับ เรือดำน้ำ J-Class ขนาด 1,200 ตัน มือสอง จากอังกฤษ จำนวน 6 ลำ แต่เนื่องจากเรือที่ได้รับมีสภาพไม่ดี มีปัญหาทางเทคนิคมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ออสเตรเลียต้องปลดประจำการเรือชุดนี้ในปี ค.ศ.1922

3

เรือดำน้ำ J5 (ภาพจาก Wikipedia)

ความพยายามครั้งที่ 3 เรือดำน้ำ O-Class (1927-1930)

จากนั้นใน ปี.ค.ศ.1927 ออสเตรเลียได้จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการอีกเป็นครั้งที่ 3 โดยจัดหาเรือชั้น O-Class ขนาด 1,400 ตัน จำนวน 2 ลำเข้าประจำการ คือเรือดำน้ำ HMAS Oxley และ HMAS Otway แต่ก็ปลดประจำการและส่งคืนให้อังกฤษอีกในปี ค.ศ.1930-1931 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ทำให้ไม่สามารถบำรุงรักษาได้รวมทั้งผลจาก London Naval Treaty ที่จำกัดปริมาณระวางขับน้ำของเรือรบของชาติภาคีด้วย

4

เรือดำน้ำ HMAS Otway (ภาพจาก Wikipedia)

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียไม่มีเรือดำน้ำ แต่ได้รับเรือดำน้ำเก่าจากเนเธอร์แลนด์ มาใช้ฝึกปราบเรือดำน้ำ (ASW Training) ชื่อว่า HMAS K9 ในช่วงปี ค.ศ.1943-1944 และในช่วงปี ค.ศ.1949-1969 กองเรือดำน้ำที่ 4 (4th Flotilla) ของราชนาวีอังกฤษได้ส่งเรือดำน้ำมาประจำการที่ซิดนีย์ จำนวน 2-3 ลำ เพื่อสนับสนุนการฝึกปราบเรือดำน้ำให้กับออสเตรเลียและ นิวซีแลนด์

ยุคปัจจุบัน (ค.ศ.1964- ปัจจุบัน)

ความพยายามครั้งที่ 4 เรือดำน้ำชั้น Oberon (ค.ศ.1967-2000)

ช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นยุคสงครามเย็น อังกฤษได้ถอนกำลังกองเรือดำน้ำที่ 4 ออกจากออสเตรเลีย รวมทั้งการที่อินโดนีเซียจัดหาเรือดำน้ำชั้น Whiskey จำนวน 12 ลำ จากสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ.1959 ซึ่งเปรียบเหมือนการขยายตัวของค่ายคอมมิวนิสต์มายังหน้าบ้านของออสเตรเลีย ทำให้ออสเตรเลียได้จัดตั้งกองกำลังเรือดำน้ำของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง โดยในปี ค.ศ.1964 ออสเตรเลียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Oberon จากอังกฤษจำนวน 4 ลำ  ซึ่งเข้าประจำการในช่วงปี ค.ศ.1967-1969 และได้จัดหาเพิ่มเติมอีก 2 ลำ เข้าประจำการในช่วงปี ค.ศ.1977-1978 โดยเรือดำน้ำชั้น Oberon ทั้งหมดได้ประจำการอยู่ที่ฐานทัพเรือดำน้ำ HMAS Platypus ที่ซิดนีย์ และได้ทยอยปลดประจำการในช่วงปี ค.ศ.1990-2000 รวมถึงฐานทัพเรือดำน้ำ HMAS Platypus ในอ่าวซิดนีย์ก็ได้ปิดตัวลงไปด้วยในปี ค.ศ.2000 คงเหลือเพียงฐานทัพเรือดำน้ำ HMAS Stirling ในฝั่งตะวันตก

6.png

เรือดำน้ำ HMAS Onslow (ภาพจาก Wikipedia)

 

เรือดำน้ำชั้น Collins (ค.ศ.1996 – ปัจจุบัน)

เรือดำน้ำชั้น Collins จำนวน 6 ลำของออสเตรเลีย เข้าประจำการในช่วงปี ค.ศ.1996-2003 โดยโครงการเรือดำน้ำชั้น Collins เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 เพื่อทดแทนเรือชั้น Oberon และมีเป้าหมายว่าเรือดำน้ำทุกลำจะดำเนินการสร้างในประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ ออสเตรเลียได้กำหนดความต้องการหลักของเรือดำน้ำชั้น Collins ไว้ 4 ประการคือ

  1. เรือดำน้ำต้องเหมาะสมกับการปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมของออสเตรเลีย
  2. ระบบการรบต้องทันสมัยและสามารถใช้งานได้ยาวนาน
  3. ต้องมีการสร้างสิ่งสนับสนุนต่างๆที่จำเป็นในออสเตรเลีย เพื่อที่จะทำให้สามารถสร้างเรือดำน้ำได้รวมทั้งจะต้องดูแลซ่อมบำรุงและให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคตลอดอายุการใช้งาน
  4. เรือดำน้ำจะต้องสามารถปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ในยามปกติได้ด้วย นอกจากภารกิจยามสงคราม

โครงการนี้ได้รับการอนุมัติงบประมาณในปี ค.ศ.1982 และต่อมาในปี ค.ศ.1983 บริษัทเรือดำน้ำ 7 บริษัทได้ยื่นเอกสารข้อเสนอ รวมเป็นน้ำหนักกว่า 4 ตันดังนี้

  • ฝรั่งเศส: เสนอเรือเรือดำน้ำชั้น Rubis แต่ขับเคลื่อนด้วยระบบดีเซล-ไฟฟ้าแทนที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์
  • เยอรมนี: HDW/IKL เสนอเรือดำน้ำType 2000 ซึ่งขยายแบบมาจากเรือดำน้ำชั้น 209
    : Thyssen Nordseewerke เสนอ เรือดำน้ำแบบ TR-1700
  • อิตาลี: เสนอ เรือดำน้ำซึ่งใช้พื้นฐานของเรือดำน้ำชั้น Sauro แต่ขยายแบบให้ใหญ่ขึ้น 25%
  • เนเธอร์แลนด์: เสนอ เรือดำน้ำชั้น Walrus
  • สวีเดน: เสนอ เรือดำน้ำ Type 471 ซึ่งขยายแบบมาจากเรือดำน้ำ A-17
  • อังกฤษ: เสนอเรือดำน้ำ Type 2400 หรือชั้น Upholder

คณะกรรมการที่พิจารณาเบื้องต้นพบว่า เรือดำน้ำแบบ Type 2000 ของ HDW ของเยอรมนี อยู่ในเกณฑ์ดีที่สุด เรือดำน้ำแบบ Walrus อยู่ในเกณฑ์ ดีพอใช้/ปานกลาง ส่วนเรือดำน้ำ Type 471 และ Type 2400 อยู่ในเกณฑ์ ผ่าน อย่างไรก็ตาม เรือดำน้ำที่เสนอมาทุกแบบยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของออสเตรเลียได้ทั้งหมด จะต้องมีการศึกษาและปรับปรุงแบบแบบเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีข้อกำหนดว่าระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำจะจัดหาแยกต่างหาก ซึ่งมีข้อเสนอจาก 5 บริษัท จาก 5 ชาติคือ สหรัฐฯ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ส่วนระบบอาวุธได้กำหนดให้ใช้ระบบและตอร์ปิโดของสหรัฐฯ

ในปี ค.ศ.1985 คณะกรรมการพิจารณาได้เลือกเรือดำน้ำ 2 แบบ คือ Type 2000 ของ HDW เยอรมนี และ Type 471 ของ Kockums สวีเดน กับเลือกระบบอำนวยการรบของ Rockwell สหรัฐฯ และ Signaal ของเนเธอร์แลนด์ เพื่อทำการศึกษาและปรับปรุงแบบให้ตรงกับความต้องการของออสเตรเลีย ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้ชนะในขั้นสุดท้ายต่อไป นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มข้อกำหนดให้บริษัทที่ได้รับการคัดเลือก จะต้องตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อต่อเรือในออสเตรเลีย โดยให้มีบริษัทออสเตรเลียถือหุ้นอย่างน้อย 50% ด้วย

ใน ปี ค.ศ.1986 ทีมประเมินด้านเทคนิคได้ทำการประเมินผลด้านขีดความสามารถในขั้นสุดท้าย โดยพบว่าเรือดำน้ำ Type 471 และระบบอำนวยการรบของ Rockwell สามารถตอบสนองความต้องการของออสเตรเลียได้ดีกว่าคู่แข่ง ต่อมาในปี ค.ศ.1987 รัฐบาลออสเตรเลียตกลงใจเลือกเรือดำน้ำ Type 471 กับระบบอำนวยการรบของ Rockwell พร้อมทำสัญญามูลค่าประมาณ 4,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ให้ Australian Submarine Consortium (ASC) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัท Kockums ของสวีเดน สร้างเรือดำน้ำชั้น Collins จำนวน 6 ลำ ซึ่งนับได้ว่าเป็นโครงการจัดหาอาวุธที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียในขณะนั้น

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ.2003 บริษัท ASC ได้ทำสัญญาในการซ่อมบำรุงเรือดำน้ำชั้น Collins เป็นระยะเวลา 25 ปี มูลค่าสัญญา 3,500 ล้านเหรียญออสเตรเลีย โดยค่าใช้จ่ายในการใช้งานและบำรุงรักษาเรือดำน้ำชั้น Collins ใน ปี ค.ศ.2008 อยู่ที่ประมาณ 322 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ต่อลำต่อปี

7

เรือดำน้ำ HMAS Collins (ภาพจาก Wikipedia)

สรุปปัญหาเกี่ยวกับเรือดำน้ำชั้น  Collins

เรือดำน้ำชั้น Collins นับว่าเป็นเรือดำน้ำที่มีปัญหามากที่สุดแบบหนึ่ง ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเรือดำน้ำใหม่ที่ทำการขยายแบบมาจากแบบเรือที่มีอยู่เดิม รวมทั้งต้องออกแบบและปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของออสเตรเลีย ทำให้เกิดปัญหาในเชิงเทคนิคค่อนข้างมาก ปัญหาที่พบมี ดังนี้

  1. ปัญหาความล่าช้า เรือดำน้ำชั้น Collins ทุกลำประสบปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบ (เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 18 – 41 เดือน)
  2. ปัญหาความพร้อมในการใช้งาน ถึงแม้ว่าเรือดำน้ำลำแรกคือ HMAS Collins จะเข้าประจำการตั้งแต่ ค.ศ.1996 แต่พร้อมออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนได้ในปี ค.ศ.2000 และกว่าที่เรือทั้งชุดจะพร้อมออกปฏิบัติการได้คือปี ค.ศ.2004
  3. ปัญหาในระบบขับเคลื่อน อาทิ เครื่อง Diesel-Generator เสียหรือไม่ทำงาน เนื่องมาจากระบบเชื้อเพลิงถังน้ำมันปัญหา ปัญหา Alignment ของ propeller shaft seal ปัญหาเรื่องคุณภาพใบจักรไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาการสั่นของมอเตอร์ที่บางย่านความเร็ว ปัญหาเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
  4. ปัญหา Acoustic Signatures เรือดำน้ำชั้น Collins ประสบปัญหาเรื่องเสียงที่ดังกว่าที่กำหนด (กำหนดไว้ให้เงียบกว่าเรือดำน้ำชั้น Oberon สองเท่า) รวมทั้งการเกิด Cavitation ในบางย่านความเร็ว ทั้งนี้เนื่องมาจากระบบดูดซับเสียงของระบบขับเคลื่อนออกแบบมาไม่ดี และมีเสียงน้ำผ่านตัวเรือ (hydrodynamic noise) ที่ความเร็วสูง เพราะมีการขยายความยาวของตัวเรือออกไป 2 เมตร ประกอบกับการออกแบบโดมหัวเรือใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม และการออกแบบใบจักรใหม่เพื่อให้กำลังเพิ่มขึ้น แต่ทำให้เกิด Cavitation ง่ายขึ้น
  5. ปัญหาระบบอำนวยการรบ เนื่องจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งด้าน Hardware และ Software และความล่าช้าในการพัฒนาระบบอำนวยการรบ ประกอบกับบริษัท Rockwell ขายกลุ่มงานที่เกี่ยวกับระบบอำนวยการรบให้บริษัท Boeing และต่อมา Boeing ขายให้บริษัท Raytheon ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสัญญา ทั้งหมดนี้ เป็นผลให้ระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำชั้น Collins ที่พัฒนาโดย Raytheon มีปัญหามาก ทำให้ต้องลดขีดความสามารถลงและเสร็จสมบูรณ์ได้ในปี ค.ศ.2000 แต่กระนั้น ระบบอำนวยการรบนี้ก็นับว่าล้าสมัยมาก เพราะขีดความสามารถเทียบได้กับระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำชั้น Oberon เท่านั้น ดังนั้น ออสเตรเลียจึงจัดหาระบบอำนวยการรบใหม่ โดยมีบริษัทเข้าเสนอ 4 บริษัท คือ บริษัท STN ATLAS ของเยอรมนี, บริษัท Thales ของฝรั่งเศส, บริษัท Raytheon ของ สหรัฐฯ และ บริษัท Lockheed Martin ของ สหรัฐฯ ซึ่งหลังจากพิจารณาและทดลองใช้งานพบว่า ระบบ ISUS90-55 ของบริษัท ATLAS ที่ใช้ในเรือดำน้ำชั้น Dolphin นั้นเป็นระบบที่ดีที่สุด แต่เนื่องจากการกดดันทางการเมืองและการรักษาความลับด้านการเชื่อมต่อเข้ากับระบบอาวุธของสหรัฐฯ ทำให้ออสเตรเลีย เลือกใช้ระบบอำนวยการรบแบบ CCS MK2 จาก Raytheon หรือ AN/ BYG-1 ที่ใช้ในเรือดำน้ำชั้น Los Angeles โดยการปรับปรุงระบบอำนวยการรบทั้งหมดเสร็จสิ้นเมื่อ ปี ค.ศ.2014

 

ปัญหาข้างต้น บางปัญหาก็ได้รับการแก้ไขแล้ว และบางปัญหาก็ยังคงอยู่ ซึ่งถึงแม้ว่าเรือดำน้ำจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่กระนั้น นักดำหรือลูกเรือดำน้ำออสเตรเลียก็ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า มีความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพสูง

โดยสรุป ตั้งแต่ปี ค.ศ.1914 เป็นต้นมา ออสเตรเลียมีเรือดำน้ำมาแล้วทั้งสิ้น 23 ลำ โดยในปัจจุบัน มีเรือดำน้ำชั้น Collins จำนวน 6 ลำ ซึ่งคาดว่าจะประจำการไปถึงช่วงปี ค.ศ.2025-2030 และเมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลออสเตรเลียได้จัดทำเอกสารสมุดปกขาว หรือ Defence White Paper 2016 ที่กำหนดรายละเอียดความต้องการเรือดำน้ำทดแทนรุ่นใหม่จำนวน 12 ลำ โดยล่าสุดรัฐบาลออสเตรเลียได้คัดเลือกเรือดำน้ำชั้น Shortfin Barracuda ของบริษัท DCNS ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับระบบอำนวยการรบ AN/BYG-1 และตอร์ปิโด Mk48 Mod7 ของสหรัฐฯ

 

 

อ้างอิง

 

http://www.adelaidenow.com.au/news/south-australia/silent-saviours-beneath-the-seas/news-story/39daf0392027cfe17b8dae0113a36798

https://en.wikipedia.org/wiki/Royal_Australian_Navy_Submarine_Service

 

https://en.wikipedia.org/wiki/Collins-class_submarine

 

 

แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีออสเตรเลียและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย สำหรับโครงการเรือดำน้ำออสเตรเลีย (ฉบับแปลอย่างง่าย)

26 เมษายน 2559

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Turnbull ประกาศว่าเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของออสเตรเลียจะสร้างโดยอู่ต่อเรือที่เมือง Adelaide ซึ่งจะช่วยให้มีการจ้างงานหลายพันคน และโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเศรษกิจของออสเตรเลีย

บริษัท DCNS ของฝรั่งเศสได้รับคัดเลือกให้ร่วมในโครงการเรือดำน้ำใหม่จำนวน 12 ลำ โดยเนื้อหาโครงการจะขึ้นอยู่กับการเจรจาตกลงในรายละเอียดต่อไป

นอกเหนือจากโครงการเสริมสร้างกำลังทางเรืออื่นๆ ของออสเตรเลียแล้ว การสร้างเรือดำน้ำในประเทศออสเตรเลียจะช่วยสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือของ ออสเตรเลียอย่างยั่งยืน และเป็นเครื่องยืนยันความแน่นอนสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการลงทุน ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อเตรียมสร้างขีดความสามารถต่อไป

โครงการเรือดำน้ำเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนที่สุดของออสเตรเลีย และจะเป็นส่วนสำคัญยิ่งของขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของออสเตรเลีย ไปจนถึงกลางศตวรรษนี้

การลงทุนมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จะช่วยสร้างงานประมาณ 1,100 ตำแหน่ง และอีก 1,700 ตำแหน่งงานในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

การประกาศในวันนี้เป็นผลจากกระบวนการคัดเลือก Competitive Evaluation Process (CEP) ระหว่างบริษัท DCNS, บริษัท TKMS ของเยอรมนี, และรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งผู้เสนอโครงการแต่ละรายได้ยื่นข้อเสนอที่มีคุณภาพดีเยี่ยม และรัฐบาลออสเตรเลียขอใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณบริษัท TKMS และรัฐบาลญี่ปุ่นที่ได้ทุ่มเทให้กับโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง

กระบวนการคัดเลือก CEP ได้นำเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลออสเตรเลียในการคัดเลือกบริษัท DCNS ในการร่วมพัฒนาเรือดำน้ำที่มีสมรรถนะสูงในภูมิภาค และตอบสนองความต้องการด้านความมั่นคงแห่งชาติตามที่กำหนดไว้ในเอกสารสมุดปก ขาว Defence White Paper 2016

กระบวนการคัดเลือกอย่างละเอียดถี่ถวนและเป็นอิสระนี้ นำโดยหัวหน้าโครงการเรือดำน้ำออสเตรเลีย พล.ร.ต.Greg Sammut และผู้จัดการโครงการ พล.ร.ต.Stephen Johnson ซึ่งเกษียณราชการจาก ทร.สหรัฐฯ และเคยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการเรือดำน้ำทดแทนเรือชั้น Ohio ของ ทร.สหรัฐฯ

นอกจากนี้กระบวนการคัดเลือกยังมีคณะที่ปรึกษาอิสระ (Expert Advisory Panel) นำโดย ศ.Donald Winter ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีทบวงทหารเรือของสหรัฐฯ และได้รับการตรวจทานจาก พล.ร.ท.Paul Sullivan และ พล.ร.ต.Thomas Eccles ซึ่งเกษียณราชการจาก ทร.สหรัฐฯ

การตัดสินคัดเลือกบริษัท DCNS มาจากความสามารถในการตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านขีดความสามารถ ประกอบด้วย ระบบตรวจจับสมรรถนะสูง, การซ่อนพราง, และระยะปฏิบัติการที่ใกล้เคียงกับเรือดำน้ำชั้น Collins ส่วนการพิจารณาของรัฐบาลประกอบด้วยค่าใช้จ่าย, แผนงาน, การดำเนินโครงการ, การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน, และความมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมออสเตรเลีย

การออกแบบเรือดำน้ำร่วมกับบริษัท DCNS จะเริ่มภายในปีนี้ ตามการเจรจาตกลงในรายละเอียดต่อไป

นอกจากนี้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Turnbull กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนแรงงาน, ทักษะ, และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน Naval Shipbuilding Plan ที่จะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ โดยแผนงานดังกล่าวจะเป็นการบูรณาการความต้องการของโครงการเรือดำน้ำ ร่วมกับโครงการเรือฟริเกตมูลค่า 3 หมื่น 5 พันล้านดอลล่าร์ และโครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ ให้เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาการสร้างเรือของออสเตรเลีย

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Turnbull จะเน้นการมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมออสเตรเลียในโครงการนี้ และจะร่วมกับบริษัท DCNS ในการศึกษาโอกาสให้ธุรกิจของออสเตรเลียมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน

http://www.minister.defence.gov.au/2016/04/26/prime-minister-minister-for-defence-joint-media-release-future-submarine-program/

ความสำคัญของระบบอำนวยการรบเรือดำน้ำ – กรณีศึกษาโครงการเรือดำน้ำของออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลียกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกแบบเรือดำน้ำจากผู้เสนอโครงการจำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส และเยอรมนี แต่ไม่ว่าผลการคัดเลือกจะออกมาเป็นเรือแบบใด ข้อกำหนดสำคัญของรัฐบาลออสเตรเลียคือเรือดำน้ำดังกล่าวจะต้องติดตั้งระบบอำนวยการรบ AN/BYG-1 ของสหรัฐฯ ที่ ทร.ออสเตรเลีย เป็นผู้คัดเลือก

Film

เรือดำน้ำชั้น Collins ของ ทร.ออสเตรเลีย (ภาพจาก The Interpreter)

การกำหนดให้เรือดำน้ำแบบใหม่ของออสเตรเลียต้องใช้ระบบอำนวยการรบของสหรัฐฯ อาจดูเหมือนเป็นการเข้าข้างเรือดำน้ำของญี่ปุ่น ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีระบบอาวุธของสหรัฐฯ มากกว่าเรือดำน้ำของทางฝั่งยุโรป อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสและเยอรมนีต่างก็แสดงความพร้อมในการติดตั้งระบบอำนวยการรบของสหรัฐฯ และกล่าวว่าข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้จำกัดความสามารถในการแข่งขันแต่อย่างใด

AN_BYG-1_Tactical_Control_System__TCS_

ระบบอำนวยการรบ AN/BYG-1 ของสหรัฐฯ (ภาพจาก General Dynamics Mission Systems)

ระบบอำนวยการรบทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระหว่างระบบตรวจจับและระบบอาวุธของเรือดำน้ำ เปรียบได้กับหัวใจสำคัญของขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการของเรือดำน้ำสมัยใหม่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ธรรมชาติของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ายังเน้นการปฏิบัติการโดยลำพัง และแทบไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธีกับหน่วยอื่น อีกทั้งการซ่อนพรางของเรือดำน้ำทำให้ไม่สามารถใช้ระบบตรวจจับแบบ Active ที่มีความเสี่ยงในการเปิดเผยตนเอง ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำตั้งแต่การตรวจจับ ติดตาม แยกแยะ พิสูจน์ทราบ และกำหนดตำบลที่เป้า เพื่อตัดสินใจในการใช้อาวุธหรือหลบหลีก ส่งผลให้เรือดำน้ำต้องอาศัยขีดความสามารถของตนเองเป็นหลักในการรวบรวมข้อมูลจากระบบตรวจจับต่างๆ มาประมวลผลเป็นภาพสถานการณ์ที่ถูกต้องและทันเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือดำน้ำที่ออกแบบให้ปฏิบัติการในพื้นที่ใกล้ฝั่ง (Littorals) ยิ่งต้องมีระบบอำนวยการรบที่มีขีดความสามารถสูง เนื่องจากสภาพแวดล้อมใต้น้ำที่มีความซับซ้อนมากกว่า และปริมาณการเดินเรือที่มีความหนาแน่นมากกว่าในบริเวณทะเลเปิด

Littoral_Zones

พื้นที่ใกล้ฝั่ง (Littorals) มีสภาพแวดล้อมใต้น้ะที่ซับซ้อนและมีการเดินเรือหนาแน่นกว่าในทะเลเปิด (ภาพจาก Wikiwand)

นอกจากการประมวลผลเพื่อรวบรวมภาพสถานการณ์แล้ว หน้าที่ของระบบอำนวยการรบอีกอย่างหนึ่งคือการวางแผนและควบคุมการใช้อาวุธ โดยอาวุธของเรือดำน้ำไม่ว่าจะเป็นตอร์ปิโด ทุ่นระเบิด หรืออาวุธปล่อยนำวิถี จะรับข้อมูลแผนการยิงจากระบบอำนวยการรบ นอกจากนี้ตอร์ปิโดสมัยใหม่ยังสามารถส่งข้อมูลเป้าที่ตรวจจับได้กลับไปยังระบบอำนวยการรบผ่านทางสายนำสัญญาณเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และแยกแยะอย่างละเอียดได้ ว่าเป้าใดเป็นเป้าหมายหลัก เป้าใดเป็นเรือคุ้มกัน เป้าใดเป็นเรือที่ไม่เกี่ยวข้อง และเป้าใดเป็นเป้าลวง (Countermeasures/Decoys)

f21

ตอร์ปิโดสมัยใหม่ สามารถส่งข้อมูลกลับไปยังระบบอำนวยการรบเพื่อช่วยแยกแยะเป้าได้ (ภาพจาก DCNS)

ระบบอำนวยการรบสมัยใหม่ยังทำหน้าที่เชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของยานใต้น้ำประเภท UUV สำหรับการรวมรวมข้อมูลข่าวกรอง สนับสนุนการปฏิบัติการพิเศษ และขยายระยะตรวจจับของเรือดำน้ำ ซึ่ง UUV เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับเรือดำน้ำที่จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

Collins replacement combat system

ผังการเชื่อมต่อระบบอำนวยการรบสำหรับโครงการเรือดำน้ำใหม่ของออสเตรเลีย (ภาพจาก Submarine Matters)

ประสบการณ์สำคัญของ ทร.ออสเตรเลีย ที่ได้เรียนรู้จากโครงการเรือดำน้ำชั้น Collins คือความยุ่งยากซับซ้อนในการพัฒนาระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำ ซึ่งต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยียังทำให้มีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบอำนวยการรบก่อนที่จะครบอายุการใช้งานของเรือดำน้ำที่ประมาณ 30 ปี อีกทั้งการออกแบบระบบอำนวยการรบยังสะท้อนถึงหลักนิยมและแนวคิดการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ ซึ่งถึงแม้ว่าผู้ออกแบบจะพยายามมองอนาคตไปข้างหน้า 20-30 ปี แต่ก็อาจมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป และปัญหาที่สำคัญของเรือดำน้ำชั้น Collins คือการออกแบบที่ไม่ได้คำนึงถึงการรองรับการปรับปรุงระบบอำนวยการรบในอนาคต ส่งผลให้ ทร.ออสเตรเลีย ต้องเสียงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาของระบบอำนวยการรบรุ่นแรกในเรือดำน้ำชั้น Collins ซึ่งจากบทเรียนดังกล่าวทำให้ ทร.ออสเตรเลีย เลือกที่จะมีความร่วมมือกับ ทร.สหรัฐฯ ในการพัฒนาระบบอำนวยการรบของเรือดำน้ำร่วมกัน บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่าง ทร.ออสเตรเลีย กับ ทร.สหรัฐฯ ที่มีความใกล้ชิดกันอยู่แล้ว โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดจากระบบอำนวยการรบ AN/BYG-1 ที่ปรับปรุงติดตั้งล่าสุดให้กับเรือดำน้ำชั้น Collins ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นระบบที่ ทร.ออสเตรเลียคุ้นเคยและให้ความเชื่อถือ รวมทั้งเพื่อยืนยันการเข้าถึงข้อมูลลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับการปรับปรุงระบบอำนวยการรบของโครงการเรือดำน้ำใหม่ตลอดอายุการใช้งาน


ที่มา