ทะเลกว้างใหญ่กับกฎระเบียบสากลในการป้องกันอุบัติเหตุเรือโดนกันและตัดสินว่าใครถูก-ใครผิด

ช่วงนี้มีข่าวเรือรบสหรัฐฯ ประสบอุบัติเหตุชนกับเรืออื่น (ภาษาทางการเรียกว่า “เรือโดนกัน”) ค่อนข้างร้ายแรงถึง 2 ครั้งภายในช่วงเวลาไม่ถึง 3 เดือน และมีผู้วิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา หลายคนไม่เคยออกทะเลแต่ได้อ่านหนังสือไม่กี่หน้าก็กลายเป็นผู้รู้ขึ้นมาทันที ซึ่งแอดมินอยากให้รอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทางการมากกว่า แต่จะขอนำเสนอเกร็ดความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบสากลที่เกี่ยวข้องในการป้องกันอุบัติเหตุเรือโดนกันในทะเล และการตัดสินถูก-ผิดหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้ว

03

ภาพความเสียหายของเรือพิฆาต USS John McCain (ภาพจาก US Naval Institute)

04.jpg

ภาพความเสียหายของเรือพิฆาต USS Fitzgerald (ภาพจาก US Naval Institute)

การเดินเรือในทะเลเปิด มีความแตกต่างจากการเดินทางบนบกที่เราคุ้นเคยกัน เนื่องจากในทะเลเปิดไม่มีการแบ่งช่องทางเหมือนถนนบนบก ถึงแม้ว่าตามปกติจะมีเส้นทางที่เรือเดินทะเลใช้เป็นประจำ แต่ก็แทบไม่มีการทำเครื่องหมายจราจร สิ่งที่นักเดินเรือมองเห็นมีเพียงทะเลเวิ้งว้าง กับเส้นทางที่ “ขีดเข็ม” วางแผนไว้ในแผนที่

ในส่วนของร่องน้ำหรือน่านน้ำจำกัดใกล้ฝั่ง อาจมีทุ่นเครื่องหมายการเดินเรือบ้าง แต่ก็มีประปรายเพียงบางจุดและไม่ได้ชัดเจนต่อเนื่องเหมือนกับการตีเส้นจราจรบนท้องถนน เส้นทางและร่องน้ำจะมองเห็นได้ชัดเจนเฉพาะในแผนที่เท่านั้น (ดูตัวอย่างภาพแผนที่ปากร่องน้ำเจ้าพระยา)

02

แผนที่ปากร่องน้ำเจ้าพระยา (ภาพจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ)

ที่โล่งเวิ้งว้างที่ไม่มีเครื่องหมายเส้นทางอาจดูไม่น่าเป็นอันตรายสำหรับการเดินเรือเพียงลำพัง แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าหากมีเรืออื่นร่วมสัญจรด้วย จึงได้มีการกำหนดกฎระเบียบนานาชาติสำหรับป้องกันอุบัติเหตุเรือโดนกัน เรียกว่า กฎการเดินเรือสากล หรือ Rules of the Road หรือชื่อทางการว่า Convention on the International Regulations for Preventing Collisions at Sea (COLREGS) 1972 ซึ่งได้กำหนดสถานการณ์ไว้ 3 รูปแบบ คือการเดินเรือสวนกัน (Meeting), การเดินเรือตัดกัน (Crossing), และการเดินเรือแซงกัน (Overtaking) โดยกำหนดความรับผิดชอบของเรือแต่ละลำในสถานการณ์ต่างๆ แบ่งเป็นเรือที่ได้สิทธิ์ในเส้นทาง และต้องรักษาเข็ม-ความเร็วคงที่ เรียกว่า Stand On Vessel กับเรือที่ต้องหลบให้ทาง เรียกว่า Give Way Vessel ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเรือที่อยู่ทางขวาจะเป็น Stand On Vessel ส่วนเรือที่อยู่ทางซ้ายจะเป็น Give Way Vessel ยกเว้นเรือที่แซง (ไม่ว่าจะแซงซ้ายหรือแซงขวา) จะเป็น Give Way Vessel เสมอ (ดูภาพประกอบ)

Meet-Cross-Overtake.jpg

สถานการณ์ Meeting, Crossing, และ Overtaking (ภาพจาก War on the Rocks)

นอกเหนือจากการกำหนดสถานการณ์ 3 รูปแบบดังกล่าวแล้ว กฎการเดินเรือสากลยังมีข้อกำหนดที่ระบุชัดเจนว่ากรณีใดจัดเป็นสถานการณ์แบบใด เพื่อป้องกันการสับสนเนื่องจากในทะเลไม่มีการแบ่งช่องทางถนนที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่มองเห็นกันได้ยาก ด้วยการกำหนดมุมที่สามารถมองเห็นไปเรือเดินแบบต่างๆ ได้ แบ่งเป็นไฟเรือเดินกราบขวาสีเขียว, ไฟเรือเดินกราบซ้ายสีแดง, ไฟยอดเสาสีขาว, และไฟท้ายเรือสีขาว (ดูภาพประกอบ) ซึ่งเรือที่มองเห็นไฟเรือเดินทั้งกราบขวาและกราบซ้ายของเรืออีกลำหนึ่ง จะอยู่ในสถานการณ์เดินเรือสวนกัน (Meeting) ส่วนเรือที่มองเห็นไฟเรือเดินกราบเดียวของเรืออีกลำหนึ่ง จะอยู่ในสถานการณ์ตัดกัน (Crossing) และเรือที่มองเห็นไฟท้ายของเรืออีกลำหนึ่ง จะอยู่ในสถานการณ์แซงกัน (Overtaking) โดยในกรณีของเวลากลางวันจะกำหนดเป็นมุมเดียวกันกับที่สามารถมองเห็นไฟเรือเดินได้

06.jpg

ตำแหน่งและมุมที่มองเห็นได้สำหรับไฟเรือเดิน (ภาพจาก War on the Rocks)

นอกจากไฟเรือเดินแล้ว ในปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่างที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุเรือโดนกัน เช่น เรดาร์ และระบบ AIS (Automatic Identification System) ที่ช่วยแสดงข้อมูลของเรือโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี ทั้งกฎระเบียบและเทคโนโลยีต่างๆ เป็นเพียวเครื่องช่วย และการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุยังต้องใจการตัดสินใจของนักเดินเรือ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมและการสะสมประสบการณ์จากการฝึกอบรมและการปฏิบัติจริง เพื่อให้สามารถมองภาพสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง


ที่มา

https://warontherocks.com/2017/06/how-could-this-happen-the-fitzgerald-the-u-s-navy-and-collisions-at-sea/

https://news.usni.org/2017/08/21/photos-show-collision-damage-uss-john-mccain-ship-arrives-singapore-10-sailors-still-missing

https://news.usni.org/2017/06/16/destroyer-uss-fitzgerald-collides-japanese-merchant-ship

Advertisements

ลึกใต้ทะเล 600 ฟุต ในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

แอดมินได้รับโอกาสพิเศษในการเผยแพร่บทความ “ลึกใต้ทะเล 600 ฟุต ในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์” เขียนโดยท่าน “Smooth Sea” เล่าเรื่องการฝึกปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Los Angeles ของ ทร.สหรัฐฯ ในระหว่างการฝึก Guardian Sea 2017 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยบทความจะลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “กระดูกงู” ของกองเรือยุทธการ ในเร็วๆ นี้ครับ


 

“ DIVE DIVE !!!  หลังจากสิ้นเสียงประกาศ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขนาด 7,000 ตัน ก็ดำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลอันดามัน โดยเบื้องบนผิวน้ำและบนท้องฟ้านั้น มีเรือรบ 3 ลำ เครื่องบินตรวจการณ์ 1 ลำ และ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ 1 ลำ ทำหน้าที่ฝึกค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำ เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ในการฝึก Guardian Sea 2017 ณ ทะเลอันดามัน ”

1.png

“เริ่มการฝึก”

การฝึก Guardian Sea เป็นการฝึกผสมในการปฏิบัติการสาขาการปราบเรือดำน้ำ จัดการฝึกเป็นประจำทุกปี ในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณตอนใต้ของเกาะภูเก็ต โดยในปีนี้ทางกองเรือฟริเกตที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบการฝึกร่วมกับ COMDESRON 7 (Commander Destroyer Squadron 7) ของฝ่าย ทร.สหรัฐฯ มีห้วงการฝึกระหว่าง 22-28 พฤษภาคม 2560

การฝึกในช่วงแรกเป็นขั้นการฝึกในท่า (Shore Phase) ระหว่าง 22-24 พ.ค.60 เป็นการประชุมเตรียมการฝึก และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการปฏิบัติการในสาขาต่างๆ รวมถึงขีดความสามารถของหน่วยต่างๆ ที่เข้าร่วมการฝึก โดยกำลังเข้าร่วมการฝึกในปีนี้ ประกอบด้วย ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.ล่องลม (กำลังจาก ทรภ.3) ส่วนกำลังฝ่ายสหรัฐฯ ประกอบด้วย เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ชั้น Los Angeles – USS KEY WEST (SSN-722), เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke  Flight IIA – USS Sterett (DDG-104) พร้อมเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ SH-60 Sea Hawk  และ เครื่องบิน P-3C 1 เครื่อง โดยในการฝึกครั้งนี้ ทั้ง ทร. และ ทร.สหรัฐฯ ได้จัดกำลังพลแลกเปลี่ยนไปสังเกตการณ์ฝึกบนเรือ และอากาศยานที่เข้าร่วมการฝึก เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ และนำความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากการฝึกมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

2.png

กองเรือดำน้ำ  มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการฝึก Guardian Sea ในฐานะหน่วยรับผิดชอบองค์ความรู้ด้านการปฏิบัติการเรือดำน้ำและยุทธวิธีเรือดำน้ำ โดยได้จัดกำลังพลเข้าร่วมตั้งแต่การประชุมวางแผนเตรียมการฝึก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการฝึก รวมทั้งได้จัดกำลังพลร่วมสังเกตการณ์ฝึกในเรือดำน้ำสหรัฐฯ (Submarine Rider) จำนวน 4 นาย เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในด้านการปฏิบัติการเรือดำน้ำและยุทธวิธีเรือดำน้ำ รวมทั้งรวบรวมข้อสังเกตระหว่างการฝึกในมุมมองของเรือดำน้ำ เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการปรับปรุงขีดความสามารถด้านการปราบเรือดำน้ำของ ทร. ต่อไป โดยกำลังพล Submarine Rider ได้เข้าร่วมการฝึกตั้งแต่ในขั้นการฝึกในท่า เพื่อรับทราบแผนการปฏิบัติ รวมทั้งประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเรือดำน้ำ (Submarine Subject Matter Expert Exchange – Sub SMEE) กับนายทหาร Submarine Operations Officer ของ COMDESRON 7 อีกด้วย

“ เตรียมการดำ ”

การฝึกขั้นต่อมาเป็นขั้นการฝึกในทะเล โดยกำลังพล Submarine Rider ของกองเรือดำน้ำ มีกำหนดลงสังเกตการณ์ในเรือดำน้ำชั้น Los Angeles – USS KEY WEST (SSN-722) ซึ่งเป็นลำเดียวกับที่เข้าร่วมฝึก Guardian Sea 2015 และในครั้งนั้น กองเรือดำน้ำ ได้จัด Submarine Rider จำนวน 7 นายเข้าร่วมการฝึก โดยในปีที่ผ่านมากองเรือดำน้ำได้จัด Submarine Rider ในการฝึก Guardian Sea 2016 เพื่อร่วมการฝึกด้วยเช่นเดียวกัน แต่ด้วยสภาวะคลื่นลมแรงในทะเลฝั่งอันดามันในช่วงมรสุม ทำให้การส่งกำลังพลไปยังเรือดำน้ำ ไม่สามารถกระทำได้ด้วยเหตุผลความปลอดภัย การฝึกในปีนี้จึงได้ปรับปรุงแก้ไขจากประสบการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา โดยกำหนดจุด รับ-ส่ง Submarine Rider ในบริเวณห่างจากแหลมพันวา ประมาณ 1 ไมล์ ซึ่งอยู่ในอ่าวที่มีเกาะภูเก็ตช่วยบังคลื่นลมได้ดี

3.png

 

โดยในการ รับ-ส่งกำลังพล ใช้ เรือ ต.113 โดยออกเรือไปยังจุดนัดพบกับเรือดำน้ำ แล้วทำการชักหย่อนเรือยาง เพื่อส่งกำลังพลลงเรือดำน้ำ เนื่องจาก เรือดำน้ำอนุญาตให้เฉพาะเรือยาง หรือเรือ RHIB ในการเข้าเทียบเท่านั้น เนื่องด้วยเหตุผลในด้านความปลอดภัยกับตัวเรือดำน้ำเอง

4.png

โดยในการเดินทางนั้นการแต่งกาย และอุปกรณ์ต่างๆ ต้องรัดกุม เพื่อความปลอดภัยในการขึ้นลงเรือ และเนื่องด้วยสภาพภายในเรือดำน้ำที่จำกัด จึงไม่สามารถนำสัมภาระไปได้มาก ซึ่งกระเป๋าที่นำไปด้วยจึงควรเป็นกระเป๋าเดินทางที่มีความคล่องตัวเช่น เป้สะพายหลัง หรือกระเป๋าถือแบบกันน้ำ

“ ก้าวแรกบนเรือดำน้ำ USS Key West ”

USS Key West ตั้งชื่อตามเกาะ Key West อยู่ตอนปลายสุดของ มลรัฐฟลอริด้า เป็นเรือดำน้ำชั้นลอสแองเจลลิส ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ วางกระดูกงู เมื่อ 6 ก.ค.1983 ปล่อยเรือลงน้ำ เมื่อ 20 ก.ค.1985 ขึ้นระวางประจำการ เมื่อ 12 ก.ย.1987 ยาว 110 เมตร กว้าง 9.75 เมตร กินน้ำลึก 9.14 เมตร ระวางขับน้ำ 6,900 ตัน กำลังพลประจำเรือ 146 นาย ความเร็วผิวน้ำมากว่า 18 น๊อต ความเร็วใต้น้ำมากกว่า 28 น๊อต มีท่อยิงตอร์ปิโด 4 ท่อยิงและท่อยิงอาวุธนำวิถี Tomahawk 12 ท่อยิง สามารถเก็บตอร์ปิโดและอาวุธปล่อยนำวิถีภายในเรือได้รวมมากกว่า 30 ลูก

5

หลังจากเดินทางมาถึงเรือดำน้ำแล้ว ทางเรือดำน้ำได้จัดนายทหารยุทธการ และนายทหารพลาธิการ ในการต้อนรับและชี้แจงการปฏิบัติภายในเรือตลอดเวลา 3 วัน 2 คืนบนเรือ โดยทาง ผบ.เรือดำน้ำ ได้มอบเอกสารต้อนรับพร้อมของที่ระลึก ในโอกาสการเข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ โดยระหว่างนี้ เรือดำน้ำได้เดินทางเพื่อประกอบกำลังกับ หมู่เรือผิวน้ำ เพื่อเริ่มการฝึกใน หัวข้อแรกคือ PHOTOEX หรือการจัดกระบวนเพื่อถ่ายภาพ โดยเรือดำน้ำ USS KEY WEST เป็นเรือนำ

6.png

เมื่อจัดรูปกระบวนเรียบร้อยแล้ว ผู้บังคับการเรือได้อนุญาตให้ Submarine Rider ขึ้นไปยังสะพานเดินเรือบน Conning Tower ได้ครั้งละ 2 นาย เพื่อสังเกตการณ์การนำเรือบนผิวน้ำ เนื่องจากบนสะพานเดินเรือมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จึงมีเฉพาะ ผู้บังคับการเรือ, นายยามเรือเดิน และ ยามตรวจการณ์ (look out) ในการนำเรือบนสะพานเท่านั้น โดยทุกนายต้องสวมอุปกรณ์นิรภัย หรือสายรัด Harness คล้องลำตัวโดยมีห่วงเกี่ยวไว้กับตัวเรือตลอดเวลาที่อยู่บน Conning Tower ส่วนในห้องศูนย์ยุทธการจะช่วยเหลือสะพานเดินเรือในการนำเรือโดยรายงานข้อมูลเป้าต่างๆ และช่วยแนะนำเข็มให้กับนายยามเรือเดิน เมื่อการฝึก PHOTOEX สิ้นสุดลง ก็เป็นขั้นตอนในการเตรียมการดำ (RIG FOR DIVE) โดยแผนกต่างๆ จะทำหน้าที่ของตนเองเพื่อเตรียมพร้อมในการดำลงสู่ใต้น้ำ และต้องทำ Diving Brief ในหน้าที่ของตน ให้กับ พันจ่า Supervisor ในส่วนนั้นๆ เพื่อเป็นการทบทวน ป้องกันข้อผิดพลาดในขั้นตอนการดำ ทั้งในส่วนของ CIC , Platform Control , SONAR , แผนกเดินเรือ และแผนกช่างกล โดยเมื่อทุกอย่างพร้อมดำในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ทุกคนบนสะพานเดินเรือลงมาสู่ห้องศูนย์ยุทธการปิดฝาผนึกน้ำเรียบร้อยแล้ว ผู้บังคับการเรือก็จะสั่งดำไปที่ความลึก Periscope Depth 60 ฟุต เพื่อทำการฝึกในหัวข้อต่อไป

7.png

“Dive Dive – ไปสู่ท้องทะเลอันดามัน”

หัวข้อการฝึกต่อมาเป็นการฝึก SUBFAM (Submarine Familiarization) เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเรือดำน้ำในระยะใกล้ เมื่อเรือดำน้ำดำลงไปอยู่ที่ความลึก Periscope Depth 60 ฟุต (18 เมตร) แล้วก็เริ่มชักเสาต่างๆ ตามวงรอบที่ได้กำหนดไว้ในคำสั่งการฝึก เพื่อฝึกความคุ้นเคยในการตรวจการณ์ของเรือผิวน้ำว่าอุปกรณ์ที่เรือดำน้ำชักเสาขึ้นนั้น เป็นอุปกรณ์ใดบ้าง ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะมีคุณสมบัติ ต่างๆ กันไปเช่น กล้องตาเรือ หรือ Periscope , เสาอุปกรณ์สื่อสาร, ท่อ Snorkel เป็นต้น

โดยในระหว่างนี้ Submarine Rider ได้เยี่ยมชมเรือในส่วนต่างๆ โดยมีนายทหารพลาธิการเป็นผู้พาชม และแนะนำในส่วนต่างๆ ซึ่งภายในเรือดำน้ำชั้นลอสแองเจลลิสนั้น แบ่งเป็นภาคหัวและภาคท้าย ในภาคหัวมีดาดฟ้าทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นบนสุด เป็นพื้นที่ของห้องศูนย์ยุทธการ ห้องโซนาร์ ห้องสื่อสาร โดยห้องนอนของผู้บังคับการเรือ และ Chief Of The Boat – COB (พันจ่าอาวุโสที่สุด ที่ปกครองประจำเรือชั้นประทวน) จะอยู่บริเวณหน้าห้องศูนย์ยุทธการในชั้นนี้ ชั้นที่สอง เป็นส่วนของห้องโถงนายทหาร ห้องเมสประทวน และห้องพักอาศัย โดยนายทหารระดับหัวหน้าแผนก (Senior Officer) จะได้พักในห้องพักขนาด 3 เตียงนอน ส่วนนายทหารประจำแผนก (Junior Officer) จะพักในห้องนอน เตียง 3 ชั้น 9 เตียง โดยเตียงของแต่ละคนมีความกว้างประมาณ 3 ฟุต และสูงถึงเตียงชั้นบนเพียง 3 คืบเท่านั้น ซึ่งเพียงพอแค่การหลับนอนเพียงแค่นั้น ส่วนชั้นที่สาม เป็นห้องพักนายทหารประทวน, ห้องเครื่องจักรช่วย และห้องคลังอาวุธ, ท่อตอร์ปิโด 4 ท่อ และอาวุธปล่อยนำวิถี Tomahawk 12 ท่อยิง ซึ่ง Submarine Rider 1 นายได้ลองคลานไปในท่อตอร์ปิโดหมายเลข 3 ไปจนถึง ฝาท่อตอร์ปิโด (Muzzle Door) ซึ่งเป็นท่อว่าง สำหรับการฝึกบรรจุตอร์ปิโด โดยเป็นธรรมเนียมของแผนกอาวุธในเรือดำน้ำที่ทุกนายต้องผ่านการคลานมุดท่อตอร์ปิโดทั้งสิ้น

สำหรับในภาคท้ายซึ่งกินพื้นที่อีกครึ่งลำเรือนั้น ทั้งหมดเป็นส่วนของระบบขับเคลื่อน และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งทางเรือไม่อนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่นี้เนื่องจาก กำลังพล Submarine Rider ไม่มีอุปกรณ์ วัดความเข้มของกัมมันตภาพรังสี ที่อาจแผ่รังสีออกมาในพื้นที่นี้ได้ ซึ่งกำลังพลประจำเรือแผนกช่างกลที่ปฏิบัติงานในส่วนนี้ จะต้องติดอุปกรณ์วัดรังสีบนเข็มขัด ก่อนที่จะเข้าไปยังพื้นที่ของระบบขับเคลื่อน และมีการจำกัดเวลาของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล

Lunch Time in Submarine”

พูดถึงเรื่องความเป็นอยู่ไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ การรับประทานอาหาร โดย การรับประทานอาหารในเรือดำน้ำนั้นจะจัดให้สอดคล้องกับการเข้ายามเรือเดิน ที่แบ่งออกเป็น 3 ผลัด ผลัดละ 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 0000-0800, 0800-1600, 1600-0000 โดยมีการแถวเปลี่ยนยามก่อน 1 ชั่วโมงเพื่อประชุม Pre watch brief ซึ่งนายยามและ พันจ่าในส่วนต่างๆ จะต้องมาสรุปภารกิจ และสิ่งที่จะต้องปฏิบัติในผลัดของตนเอง จากนั้นจะเป็นการรับประทานอาหารของยามผลัดเข้า และเมื่อทำการเปลี่ยนยามเรียบร้อยจะเป็นการรับประทานอาหารของยามผลัดออกกับกำลังพลที่เหลือ โดยการจัดอาหาร 3 มื้อ แบ่งเป็น มื้อเช้าในเวลา 0000, มื้อกลางวันในเวลา 0800 และมื้อเย็นในเวลา 1600

อย่างไรก็ดี ในการฝึกครั้งนี้เรือดำน้ำ USS Key West เดินทางมาจากเกาะกวม และยังใช้โซนเวลา K (+10) ซึ่งเร็วกว่าเวลาไทย 3 ชั่วโมง โดยไม่ได้ปรับเป็น Local Time หรือโซนเวลา G (+7) ทำให้ Submarine Rider ต้องปรับตารางการรับประทานอาหารให้ตรงกับประจำเรือ คือมื้อเช้าในเวลา 2100, มื้อกลางวันในเวลา 0500 และมื้อเย็นในเวลา 1300 เพราะเมื่อหมดเวลารับประทานอาหารแล้ว ต้องจัดการห้องโถงให้เรียบร้อยเพื่อพร้อมสำหรับการประชุมสรุปภารกิจก่อนเข้ายามของยามในผลัดเข้าต่อไป

โดยในห้องโถงนายทหารนั้น เป็นโต๊ะขนาด 8 ที่นั่ง มีโต๊ะผู้บังคับการเรืออยู่หัวโต๊ะ เมื่อทุกนายมายืนพร้อมที่โต๊ะรับประทานอาหารแล้ว อาวุโสที่อยู่ในโต๊ะ จะเชิญทุกคนนั่ง และเจ้าหน้าที่บริการจะเริ่มเสิร์ฟอาหาร โดยทุกจานต้องวางเสร็จแล้วทุกนายถึงจะเริ่มรับประทานพร้อมกัน ยกเว้น อาหารเพียงอย่างเดียวที่เมื่อเสิร์ฟแล้ว สามารถรับประทานได้ทันที นั่นคือ “ไอศกรีม” นั่นเอง ซึ่ง ผบ.เรือ บอกว่าอันนี้คือข้อยกเว้น มิเช่นนั้นจะละลายเสียก่อน…

“ฝึก ฝึก ฝึก TRACKEX และ FREE PLAY”

การฝึกในช่วงต่อมา คือการฝึกติดตามเป้า (TRACKEX) และการฝึกสถานการณ์โจมตีกระบวนเรือ (FREE PLAY) ซึ่งกำลังพล Submarine Rider ได้ร่วมสังเกตการณ์ฝึกในห้องศูนย์ยุทธการตลอดการฝึก และได้เห็นการปฏิบัติงานใต้น้ำตั้งแต่ที่ความลึก 60 ฟุต ไปจนถึงความลึกสูงสุดในการฝึกครั้งนี้คือ 600 ฟุต (180 เมตร) จากผิวน้ำ

ในระหว่างการประจำสถานีรบ หรือการเข้ายามในผลัดปกติ จะเห็นได้ว่ากำลังพลเรือดำน้ำ ที่ยังไม่ผ่านการ Qualify ติดเข็มเรือดำน้ำ (Dolphin) นั้น โดยนายทหารประทวนก็จะมีการทดสอบและประเมินโดย พันจ่าอาวุโส ในผลัดนั้นๆ และจะต้องผ่านการรับรองจาก Chief Of The Boat ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 1 ปี หรือมากกว่านั้น แต่ไม่เกิน 2 ปี ถ้าประเมินแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ ก็จะต้องย้ายขึ้นจากเรือดำน้ำ ในส่วนของนายทหารสัญญาบัตรนั้นในห้องโถงจะมีเข็มนักดำ (Dolphin) แปะอยู่ในห้องโถงนายทหาร ซึ่งในการฝึกครั้งนี้ นับได้ 9 ชื่อ แต่มี Dolphin เหลืออยู่ 8 ชิ้น ซึ่งในการออกลาดตระเวนที่ผ่านมาเพิ่งมีนายทหาร 1นายที่ผ่านการ Qualify จากผู้บังคับการเรือไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนายทหารชั้นยศ เรือตรี- เรือโท โดยภายในเรือจะมีนายทหารสัญญาบัตร เพียง 1 นาย ที่มีเข็มนักดำไม่เหมือนคนอื่นนั่นคือ นายทหารพลาธิการ หรือที่เรียกเป็นชื่อเล่นว่า “CHOP” (ที่มาจากคำว่าสับ/หั่น) โดยเครื่องหมายจะเป็นใบโอ๊คแทนรูปเรือดำน้ำ เนื่องจากตำแหน่งนี้ไม่ต้องผ่านการทดสอบในเรื่องของระบบนิวเคลียร์ ในการเข้ายามเรือเดินก็จะเป็นผู้ช่วยนายยามเรือเดิน หรือ Contact Manager ไม่สามารถขึ้นเป็นนายยาม หรือตำแหน่งหัวหน้าแผนกอื่นได้

Sub Rider Showtime”

เมื่อการฝึกทุกหัวข้อสิ้นสุดลง เรือผิวน้ำทำการแยกกระบวนเดินทางกลับที่ตั้ง ในส่วนของเรือดำน้ำระหว่างการเดินทางกลับมายังภูเก็ตนั้น ก็ได้มีการฝึกร่วมกับเรือพิฆาต USS Sterett (DDG-104) และ
บ. P-3C ของสหรัฐเอง ในระหว่างนี้ทางผู้บังคับการเรือและต้นเรือ ก็ให้ Submarine Rider ทั้ง 4 นาย ได้เข้าร่วมการปฏิบัติต่างๆ เช่น การถือท้าย การใช้กล้องตาเรือ (Periscope) และการใช้ท่ออากาศช่วยหายใจฉุกเฉินหรือ EAB (Emergency Air Breather) อีกด้วย

8.png

ซึ่งการฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ นั้นอยู่ในความควบคุมของต้นเรือ และนายยามเรือเดิน โดยแนะนำวิถีใช้ และข้อจำกัดต่างๆ เช่น การถือท้าย ที่เป็นแบบ Two-man’s Steering ซึ่ง 1 นายจะเป็นคนควบคุมหางเสือและไฮโดรเพลนหัว อีก 1 นาย จะควบคุมไฮโดรเพลนท้าย โดยทั้งสองตำแหน่งต้องทำงานประสานกันเพื่อรักษาระดับของเรือดำน้ำ ให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางและความลึกที่ต้องการ ซึ่งในการควบคุมนั้นต้องคำนึงถึงความเร็วในการเคลื่อนที่ของเรือด้วย เพราะอาการของเรือที่เคลื่อนที่ในน้ำเป็นสามมิติเหมือนเครื่องบิน การถือท้ายที่ใช้มุมหางเสือ กับไฮโดรเพลนที่ไม่สัมพันธ์กันนั้น อาจเกิดให้เกิดอาการหมุน หรือ เอียงมากเกินไปจน เกิดอันตรายต่ออุปกรณ์ต่างๆในเรือได้ ซึ่งในส่วนการควบคุมเรือนั้นจะมีพันจ่ายามคอยควบคุมและแนะนำพนักงานถือท้ายทั้งสองนาย โดยระหว่างนี้สามารถสอบถามข้อสงสัยต่างๆ ทั้งในเรื่องอุปกรณ์และยุทธวิถีของเรือดำน้ำ ที่สังเกตพบในระหว่างการฝึกที่ผ่านมา

ในช่วงเช้าของการฝึกวันสุดท้ายเป็นการฝึก ป้องกันความเสียหายโดยสถานการณ์เกิดไฟไหม้ ในห้องเครื่องจักรช่วย (AUX Room) ไฟลามขึ้นไปที่ ห้องเมสประทวนเหนือห้องเครื่องจักรช่วย โดยสั่งการให้ผู้ที่ไม่เข้าเวรยามทั้งหมดไปรวมตัวที่ภาคท้าย ส่วนกำลังพลที่ปฏิบัติงานในภาคหัวทั้งหมดสวมหน้ากาก EAB และยังคงปฏิบัติงานต่อไป ในส่วนของชุดดับเพลิงนั้น มีการสั่งการและหลักการเข้าดับไฟ คล้ายกับการดับเพลิงของเรือผิวน้ำ ต่างกันที่ใช้คนน้อยกว่า และที่น่าสังเกตคือมีการใช้อุปกรณ์ช่วยให้การฝึกมีความสมจริงมากขึ้น เช่น การใช้ไฟ LED แทนจุดที่ไฟไหม้ และใช้ขวดน้ำร้อนเพื่อฝึกการใช้กล้องตรวจจับความร้อน โดยระหว่างการฝึก จะมีนายทหารควบคุมการฝึก และ พันจ่า ในแผนกป้องกันความเสียหายคอยประเมินผลในการฝึกในแต่ละครั้ง โดยจะชี้แจงให้กำลังพลทราบ เพื่อปรับปรุงการฝึก และการปฏิบัติงานต่อไป

“ บทสรุปการฝึก –ประสบการณ์ที่ได้รับ”

กองเรือดำน้ำ ได้จัดกำลังพลสังเกตการณ์ในเรือดำน้ำในการฝึก Guardian Sea เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์และนำแนวความคิดหรือหลักนิยมต่างๆ ที่ได้สังเกตเห็นในระหว่างการฝึก มาเป็นพื้นฐานเพื่อปรับใช้ในการเตรียมการรองรับเรือดำน้ำ ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยทางกองเรือดำน้ำ นั้นได้ทำการรวบรวมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับเรือดำน้ำ และได้ถ่ายทอดให้กับกำลังพลในกองทัพเรือมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการก่อตั้งกองเรือดำน้ำ ขึ้นมาอีกครั้ง นับตั้งแต่เป็นสำนักงานเล็กๆ ที่กองเรือยุทธการ จนมาถึงกองเรือดำน้ำในปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบสิบปีมาแล้ว กองทัพเรือไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ หากแต่ได้ส่งกำลังพลไปศึกษาวิทยาการเรือดำน้ำ ณ ประเทศต่างๆ และเข้าร่วมการฝึกที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำมาโดยตลอด จึงนับว่าเป็น ก้าวแรก ที่ได้เริ่มก้าวไปแล้ว และก้าวต่อไปก็จะเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยประสบการณ์ในการฝึกในครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะได้นำไปบอกเล่า และถ่ายทอดให้กำลังพลในกองทัพเรือต่อไป

การปรับตัวของอุตสาหกรรมเรือดำน้ำสวีเดน เพื่อรองรับเรือดำน้ำชั้น A26

ความพยายามของบริษัท Saab Kockums ในการกลับมาเป็นผู้ผลิตเรือดำน้ำชั้นนำ ได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองเป็นอย่างมากจากรัฐบาลสวีเดน สืบเนื่องมาจากสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงและภัยคุกคามทางทหารที่เปลี่ยนไปในทะเลบอลติก และการตัดสินใจของรัฐบาลสวีเดนในการดึงเอาอุตสาหกรรมการผลิตเรือดำน้ำกลับไปเป็นกิจการของสวีเดน ส่งผลให้เกิดการลงทุนซื้อกิจการของบริษัท Kockums โดยบริษัท Saab เมื่อปี ค.ศ.2014 ตามด้วยคำสั่งซื้อเรือดำน้ำชั้น A26 จำนวน 2 ลำสำหรับ ทร.สวีเดน ในปี ค.ศ.2015

กระทรวงกลาโหมสวีเดนกล่าวว่า ขีดความสามารถในการออกแบบ, สร้าง และสนับสนุนเรือดำน้ำ เป็นหนึ่งในความต้องการหลักของรัฐบาลสวีเดน ควบคู่ไปกับขีดความสามารถในการออกแบบและสร้างเครื่องบินรบ ซึ่งทั้งการสร้างเรือดำน้ำและเครื่องบินรบเป็นเทคโนโลยีเฉพาะทางที่มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อผลประโยชน์แห่งชาติและการรักษาอธิปไตยของสวีเดน โดยบริษัท Saab ถึงแม้จะเป็นบริษัทเอกชน แต่ก็มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลสวีเดนเนื่องจากเป็นบริษัทที่มีขีดความสามารถตรงตามความต้องการทางยุทธศาสตร์ของสวีเดนทั้ง 2 ด้าน อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการแสวงหาความร่วมมือจากมิตรประเทศในการดำรงรักษาอุตสาหกรรมเรือดำน้ำของสวีเดนในนามของ “ทีมสวีเดน” เนื่องจากความต้องการเรือดำน้ำของ ทร.สวีเดน เพียงลำพังไม่เพียงพอสำหรับการรักษาขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำในระยะยาวของสวีเดน ดังนั้นการส่งออกเรือดำน้ำของสวีเดนจึงมีความจำเป็น และถึงแม้ว่าสวีเดนจะมีความต้องการเรือดำน้ำสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่ทะเลบอลติกโดยเฉพาะ แต่สวีเดนก็ต้องการออกแบบเรือดำน้ำที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าส่งออกด้วย โดยหวังว่าเรือดำน้ำชั้น A26 ของสวีเดนจะประสบความสำเร็จในการส่งออกเช่นเดียวกับเครื่องบินกริพเพน

c0151c5f0893b3bfeb4eda2deb3a7222

ภาพจำลองของเรือดำน้ำชั้น A26 (ภาพจาก Pinterest)

สำหรับบริษัท Saab แล้ว การออกแบบและสร้างเรือดำน้ำนับเป็นเรื่องใหม่ที่บริษัทยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นการรักษารวมทั้งพัฒนาทักษะและประสบการณ์เดิมของบริษัท Kockums จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อ 3 ปีที่แล้วอู่ต่อเรือ Kockums ที่เมือง Karlskrona ถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพทรุดโทรมและไม่มีคำสั่งซื้อมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันอู่ต่อเรือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและการลงทุนจากรัฐบาลสวีเดน โดยการสั่งซื้อเรือดำน้ำชั้น A26 จำนวน 2 ลำ และการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น A19 อีกจำนวน 2 ลำ

จุดเด่นสำคัญของการออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26 คือความอ่อนตัวที่สามารถรองรับภารกิจได้หลากหลาย ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของเรือดำน้ำอยู่แล้ว แต่บริษัท Saab ได้พัฒนาเพิ่มเติมไปอีกขั้น โดยการติดตั้งท่อเอนกประสงค์ (Multi-mission Protal – MMP) รวมทั้งการออกแบบและสร้างเรือแบบ Modular

ท่อเอนกประสงค์ MMP มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.6 ม. ยาว 6 ม. สามารถรองรับชุดปฏิบัติการพิเศษได้ 8 นาย หรือยาน UUV ซึ่งการออกแบบท่อเอนกประสงค์ MMP สำหรับเรือดำน้ำชั้น A26 มีที่มาจากการพูดคุยระหว่างบริษัท Saab, หน่วยงานจัดหายุทโธปกรณ์ของสวีเดน (FMV) และ ทร.สวีเดน

maxresdefault

ท่อเอนกประสงค์ MMP เป็นหนึ่งในขีดความสามารถหลักของเรือดำน้ำชั้น A26 (ภาพจาก IHS Jane’s)

นอกจากนี้แล้ว การซ่อนพรางยังเป็นอีกหนึ่งขีดความสามารถที่สำคัญของการพัฒนาเรือดำน้ำชั้น A26 โดยสวีเดนเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Stirling Engine มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 และเรือดำน้ำทุกลำของสวีเดนติดตั้งระบบ Stirling Engine ซึ่งระบบ Stirling Engine Mk 4 รุ่นใหม่สำหรับเรือดำน้ำชั้น A26 จะให้กำลังไฟฟ้ามากขึ้น ในขณะที่มีความเงียบมากกว่าเดิม

การออกแบบเรือดำน้ำแบบ Modular ของสวีเดน ช่วยเพิ่มความอ่อนตัวในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ตามความต้องการของผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำชั้น A26 จะติดตั้งระบบ AIP จำนวน 3 ระบบ แต่เรือรุ่นส่งออกอาจยืดความยาวตัวเรือเพื่อติดตั้งระบบ AIP เพิ่มเติมเพื่อยืดระยะเวลาปฏิบัติการให้นานขึ้นได้

ความซับซ้อนของการสร้างเรือดำน้ำมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับการสร้างยานอวกาศ ซึ่งต้องใช้ทักษะและประสบการณ์การทำงานร่วมกันของทั้งผู้ออกแบบ, วิศวกร, และช่างเทคนิคหลายสาขา โดยถึงแม้ว่าโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 จะมีพื้นฐานบนทักษะและประสบการณ์ของบริษัท Kockums เดิม แต่ก็ได้มีการนำเอากระบวนการและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ด้วย เช่น การปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ออกแบบจาก Creo ของ PTC เป็น CATIA ของ Dassault Systèmes เป็นต้น นอกจากนี้ทีมงานเดิมของ Kockums ยังสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Saab ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการใช้กระบวนการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยลดค่าใช้จ่ายของโครงการเครื่องบินกริพเพนอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ประการสุดท้ายคือการส่งออก เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมเรือดำน้ำของสวีเดน โดยถึงแม้ว่าทางบริษัท Saab Kockums จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการส่งออกเรือดำน้ำของสวีเดน แต่ก็ยืนยันว่าได้มีประเทศที่ให้ความสนใจจำนวนหลายประเทศ โดยที่ผ่านมาได้มีข่าวว่าบริษัท Saab ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ Polska Grupa Zbrojeniowa (PGZ) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขนาดใหญ่ที่สุดของโปแลนด์ เมื่อปี ค.ศ.2016 เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำให้กับ ทร.โปแลนด์

นอกจากนี้บริษัท Saab Kockums ยังได้มีความร่วมมือกับบริษัท Damen Shipyards ของเนเธอร์แลนด์ ในโครงการเรือดำน้ำทดแทนเรือชั้น Walrus ของ ทร.เนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 ซึ่งโครงการความร่วมมือ Team Sweden ของบริษัท Saab มีเป้าหมายที่จะนำสวีเดนกลับไปเป็นผู้ผลิตเรือดำน้ำชั้นนำของโลก เช่นเดียวกับบริษัท TKMS ของเยอรมนี และบริษัท DCNS ของฝรั่งเศส


ที่มา – Richard Scott. “Back in Business: Sweden’s Submarine Builder Re-engineers for A26,” Jane’s Navy International, December 2016

กะลาสีขี้เมา-เหตุใดทหารเรือกับเหล้าจึงเป็นของคู่กัน?

sailor_cartoon

การ์ตูน “เฮฮานาวี” (ภาพจากนิตยสารนาวิกศาสตร์)

เมื่อพูดถึงลักษณะเด่นของทหารเรือและกะลาสี นอกจากเราจะนึกถึงความเรียบร้อยเป็นสุภาพบุรุษแล้ว สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือหลายคนยังนึกถึงภาพความสนุกสนานเฮฮา รวมไปถึงความขี้เมา หรือความชอบการดื่มเหล้า-สุราอีกด้วย ตามที่จะเห็นได้จากภาพทหารเรือและกะลาสีในสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนต์ และการ์ตูนล้อเลียน

นอกจากภาพลักษณ์ของทหารเรือและกะลาสีกับเหล้าสุราในสื่อต่างๆ แล้ว แม้กระทั่งผู้ผลิตสุราเองก็ดูจะเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ของตนกับทหารเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รู้จักกันดีคือเหล้ารัม จนกลายมาเป็น Navy Rum หลายรุ่นหลายแบบ

054_rum_tasting_page@feature.jpg

เหล้า Navy Rum แบบต่างๆ (ภาพจาก imbibe.com)

เหล้ารัมกับการแก้โรคขาดสารอาหารของชาวเรือ

ยุคล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นยุคเฟื่องฟูของการสำรวจโลกด้วยเรือใบ ซึ่งในสมัยนั้นต้องมีการเดินเรือรอนแรมในทะเลเป็นเวลานานหลายเดือน ส่งผลให้ลูกเรือรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ จนกระทั่งโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) หรือโรคขาดวิตามินซีกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของชาวเรือในสมัยนั้น ตัวอย่างเช่น มีการประมาณว่าครึ่งหนึ่งลูกเรือของแมเจลแลนเสียชีวิตจากโรคขาดวิตามินซีประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนลูกเรือทั้งหมด 250 คน และอาจมากกว่านั้นถ้าลูกเรือบางส่วนไม่ได้เสียชีวิตจากการสู้รบกับชนพื้นเมืองเสียก่อน

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 ได้มีการค้นพบว่าโรคลักปิดลักเปิดมีสาเหตุมาจากการขาดสารอาหารเนื่องจากรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ จึงได้เริ่มมีธรรมเนียมให้ลูกเรือดื่มน้ำมะนาวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ถึงแม้ว่าน้ำมะนาวจะช่วยแก้โรคขาดสารอาหารได้ ก็ยังมีปัญหาต่อมาในเรื่องของรสชาติเปรี้ยวจัดที่ไม่น่าดื่ม จนกระทั่งในศตวรรษที่ 18 ทร.อังกฤษ ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลในยุคนั้นได้เริ่มธรรมเนียมการผสมเหล้ารัมกับน้ำมะนาวสำหรับลูกเรือ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Grog เพื่อให้มีรสชาติน่าดื่มมากยิ่งขึ้น

ojgslk780bxxn3ozqtxb.jpg

การแจกจ่าย Grog หรือเหล้ารัมผสมน้ำมะนาวในเรือรบสมัยยุคเรือใบ สังเกตปืนใหญ่ในฉากหลัง (ภาพจาก Gizmodo)

กะลาสีเรือกับเหล้ารัมดีกรีแรงพิเศษ

ที่มาของความใกล้ชิดระหว่างทหารเรือกับการดื่มเหล้า นอกจากธรรมเนียมการแจกจ่ายเหล้ารัมผสมน้ำมะนาวให้กับกะลาสีเรือเพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในอดีตแล้ว เหล้ารัมที่ใช้ในเรือรบสมัยเรือใบยังเป็นเหล้าพิเศษที่มีดีกรีความแรงหรือปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากกว่าเหล้ารัมปกติด้วย เรียกว่า Navy Strength Rum ซึ่งการที่ ทร.อังกฤษในยุคเรือใบแจกจ่ายเหล้ารัมที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าปกติไม่ใช่เพราะกะลาสีเรืออังกฤษขี้เมา แต่เป็นเพราะความจำเป็นทางทหารในสมัยนั้น

เหล้ารัมปกติจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ 40% ABV (Alcohol by Volume) ขึ้นไป แต่ปัญหาของเรือรบในยุคเรือใบคือการเก็บถังเหล้ารัมที่มีน้ำหนักมาก จำเป็นต้องเก็บใต้ดาดฟ้าเรือรวมกับสิ่งของอื่นที่มีน้ำหนักมากคือปืนใหญ่และดินปืน ซึ่งเมื่อดินปืนเปียกเหล้ารัมธรรมดาที่มีแอลกอฮอล์ 40% จะทำให้ดินปืนเสียไม่สามารถใช้งานได้ ทร.อังกฤษจึงได้เพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ของเหล้ารัมที่ใช้ในเรือรบเป็น 57% ABV ซึ่งจะทำให้ดินปืนที่เปียกเหล้ารัมยังคงจุดไฟติดได้ และปริมาณแอลกอฮอล์ 57% ABV ในเหล้าได้กลายเป็นหน่วยนับดีกรีที่ใช้แสดงปริมาณแอลกอฮอล์ในเหล้าที่เรียกว่า Alcohol Proof โดยเหล้า 100 ดีกรี (100° Proof) หมายถึงเหล้าที่สามารถผสมดินปืนแล้วยังจุดไฟติดได้ คือมีปริมาณแอลกอฮอล์ 57% ABV ส่วนเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 100 ดีกรี คือเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 57% ABV และเมื่อผสมดินปืนจะจุดไฟไม่ติด และเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 100 ดีกรี จะเรียกว่าเหล้า Over Proof

เหล้าจินดีกรีแรงพิเศษสำหรับนายทหารสัญญาบัตร

ในส่วนของนายทหารสัญญาบัตรของ ทร.อังกฤษในยุคเรือใบก็มีการแจกจ่ายเหล้าผสมน้ำมะนาวเพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารเช่นกัน แต่เปลี่ยนจากเหล้ารัมเป็นเหล้าจินตามความนิยมในสมัยนั้น ซึ่งเหล้าจินผสมน้ำมะนาวแก้โรคขาดสารอาหารได้กลายมาเป็นค็อกเทล Gimlet ในปัจจุบัน โดยเหล้าจินในเรือรบก็มีการเก็บใต้ดาดฟ้ารวมกับดินปืนเช่นเดียวกับเหล้ารัม ทำให้ต้องมีการเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์เป็น 57% ABV เรียกว่า Navy Strength Gin ในลักษณะเดียวกับเหล้า Navy Strength Rum เพื่อให้ดินปืนที่เปียกเหล้าจินยังสามารถจุดไฟติดได้

navygins-lineup

เหล้า Navy Strength Gin แบบต่างๆ (ภาพจาก imbibe.com)

สรุป

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน คือภาพกะลาสีทหารเรือคู่กับการดื่มเหล้า มีความเป็นมาจากความจำเป็นในอดีตที่เราอาจคิดไม่ถึงมาก่อน ทั้งในเรื่องของการแก้ปัญหาโรคขาดสารอาหาร และความจำเป็นทางทหารในการใช้งานดินปืน ซึ่งถึงแม้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันจะพัฒนามากขึ้นจนทำให้ความจำเป็นดั้งเดิมหมดไป และกองทัพเรือของหลายประเทศได้ห้ามการดื่มเหล้าในเรือรบโดยเด็ดขาดแล้ว แต่ธรรมเนียมโบราณบางอย่างก็กลายเป็นความเคยชินมาจนถึงปัจจุบัน

ระบบกล้อง Optronic Mast ในเรือดำน้ำ

กล้อง Periscope ในเรือดำน้ำเป็นหนึ่งในระบบตรวจจับและพิสูจน์ทราบหลักของเรือดำน้ำมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การติดตั้งมอเตอร์หัน-กระดก, ระบบลดการสั่นสะเทิอนของภาพ, กล้องกลางคืน และกล้อง Infrared เป็นต้น

การพัฒนากล้อง Periscope ในช่วงแรกเป็นการติดตั้งอุปกรณ์เสริมการทำงานบนกล้องที่ยังประกอบด้วยท่อนำแสงที่เจาะทะลุตัวเรือทนความดัน ซึ่งยังคงมีการแสดงภาพและข้อมูลประกอบทางยุทธวิธีอื่นๆผ่านชุดเลนส์ตาสำหรับผู้บังคับการเรือหรือนายยามยุทธการที่เป็นผู้ใช้กล้องเท่านั้น ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาการแสดงภาพไปยังจอแสดงภาพภายนอกผ่านทางสายนำสัญญาณ และนำไปสู่การพัฒนาเป็นกล้อง Optronic Mast ที่แยกจอแสดงภาพออกจากกล้องถ่ายภาพโดยไม่จำเป็นต้องมีท่อนำแสงเจาะทะลุตัวเรืออีกต่อไป

01

จอแสดงภาพของกล้อง Photonics Mast บนเรือดำน้ำ USS Virginia (ภาพจาก Digital Battlespace)

การใช้กล้อง Optronic Mast ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการมองภาพรอบตัวอย่างรวดเร็ว (Quick Look Round) ด้วยการใช้กล้องกวาดถ่ายภาพรอบ 360 องศาภายในเวลาไม่กี่วินาทีแล้วชักกล้องเก็บลง โดยผู้ใช้กล้องในเรือดำน้ำสามารถใช้เวลาในการวิเคราะห์ภาพภายหลังได้ เพื่อช่วยลดโอกาสในการถูกตรวจจับ

การพัฒนากล้อง Periscope และ Optronic Mast อีกประการหนึ่งคือความสามารถในการควบคุมการทำงานของกล้อง Periscope และกล้อง Optronic Mast จากตู้ควบคุมเฉพาะ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกมองภาพพร้อมข้อมูลทางยุทธวิธีได้จากทั้งชุดเลนส์ตาและจากจอภาพบนตู้ควบคุม

อย่างไรก็ดี การใช้กล้อง Periscope มีข้อจำกัดเนื่องจากท่อนำแสงจะต้องเจาะทะลุตัวเรือทนความดันพร้อมระบบขนาด ใหญ่ในการชักกล้องขึ้น-ลง และต้องมีหลุมใต้พื้นห้องศูนย์ยุทธการสำหรับเก็บชุดเลนส์ตาในตำแหน่งชัก กล้องลง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการออกแบบที่ตำแหน่งของท่อนำแสงและชุดเลนส์ตาจะ ต้องอยู่กลางห้องศูนย์ยุทธการ ซึ่งเป็นการกินพื้นที่อันจำกัดภายในเรือดำน้ำ และบังคับให้ห้องศูนย์ยุทธการจะต้องอยู่ใต้ Sail โดยตรงเท่านั้น

100129-N-3560G-003

ชุดเลนส์ตาของกล้อง Search Periscope และ Attack Periscope บนเรือดำน้ำ USS Santa Fe (ภาพจาก Digital Battlespace)

การพัฒนากล้อง Optronic Mast ช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องเจาะช่องเปิดขนาดใหญ่สำหรับท่อนำแสงอีกต่อไป มีเพียงช่องขนาดเล็กสำหรับสายนำสัญญาณเท่านั้น นอกจากนี้การใช้จอแสดงภาพบนตู้ควบคุมแทนชุดเลนส์ตาช่วยเพิ่มความอ่อนตัวในการออกแบบการจัดวางตำแหน่งห้องศูนย์ยุทธการและอุปกรณ์ภายใน รวมถึงเพิ่มความง่ายในการซ่อมบำรุงและการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่สามารถทำได้โดยง่าย

กล้อง Optronic Mast ในเรือดำน้ำเริ่มมีการใช้งานมาประมาณ 30 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมานักเรือดำน้ำในหลายประเทศยังคงมีการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลากว่าเทคโนโลยีกล้อง Optronic Mast จะเป็นที่ยอมรับ ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำรุ่นใหม่หลายรุ่นยังคงใช้กล้อง Optronic Mast แทนกล้อง Search Periscope  โดยยังคงใช้งานคู่กับกล้อง Attack Periscope เพื่อให้สามารถเป็นระบบสำรองซึ่งกันและกัน (Redundancy) ในกรณีเกิดเหตุขัดข้อง

ในปัจจุบันกล้อง Optronic Mast ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มความละเอียดภาพมากขึ้น และการใช้กล้อง Short Wave IR (SWIR) เพื่อเพิ่มขีดความสามารรถในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้เทคโนโลยีกล้อง Optronic Mast เป็นที่ยอมรับมากขึ้น และเรือดำน้ำรุ่นใหม่หลายรุ่นเริ่มมีการติดตั้งกล้อง Optronic Mast เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีกล้อง Periscope เลย

OMS_SERO

การติดตั้งกล้อง Optronic Mast คู่กับกล้อง Periscope (ภาพจาก Airbus DS Optronics)

สหรัฐอเมริกา

ทร.สหรัฐฯ เป็นประเทศแรกที่ใช้กล้อง Optronic Mast ในโครงการ Non-Penetrating Periscope (NPP) ซึ่งเริ่มการพัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 และได้เริ่มทดลองใช้งานบนเรือดำน้ำชั้น Los Angeles คือเรือดำน้ำ USS Memphis (SSN 691) ในปี ค.ศ.1992 และต่อมาได้พัฒนาเป็นโครงการ Improved Non-Penetrating Periscope (INPP) โดยทำการทดลองบนเรือดำน้ำ USS Phoenex (SSN 702) ในปี ค.ศ.1995

โครงการ NPP/INPP ได้พัฒนาต่อเนื่องไปเป็นโครงการ Photonics Mast Program (PMP) ในปี ค.ศ.1995 ประกอบด้วยกล้อง HDTV สีและขาว-ดำ, กล้อง Thermal Imager ความยาวคลื่น 3-5 ไมครอน และเลเซอร์วัดระยะ โดยได้เข้าประจำการด้วยการติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Virginia ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมาภายใต้ชื่อระบบ AN/BVS-1 Photonics Mast จำนวน 2 ระบบ แทนกล้อง Periscope โดยสมบูรณ์ และต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบ AN/BVS-1(V) Photonic Mast Variant (PMV) ติดตั้งบนเรือดำน้ำ SSGN ชั้น Ohio ในช่วงปี ค.ศ.2002-2008

นอกจากนี้แล้ว ทร.สหรัฐฯ ยังได้พัฒนาระบบ AN/BSY-1 Integrated Submarine Imaging System ซึ่งเป็นระบบประมวลผลภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว และแสดงภาพบนหน้าจอระบบอำนวยการรบ โดยระบบ AN/BSY-1 ได้รับการติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Virginia และ Ohio สำหรับกล้อง Photonic Mast นอกจากนี้ยังติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Los Angeles สำหรับกล้อง Type 18 Search Periscope กับ Type 2 Attack Periscope อีกด้วย

VCS-EB.jpg

เรือดำน้ำชั้น Virginia ติดตั้งกล้อง Photonics Mast จำนวน 2 กล้อง (ภาพจาก Navy Metalworking Center)

ระบบกล้อง AN/BVS-1 ในปัจจุบันยังคงมีขนาดใหญ่และถูกพิสูจน์ทราบด้วยสายตาได้ง่ายว่าเป็นเรือดำน้ำชั้น Virginia ดังนั้น ทร.สหรัฐฯ จึงได้เริ่มโครงการ Low Profile Photonics Mast (LPPM) ในปี ค.ศ.2015 โดยมีเป้าหมายในการลดขนาดและรูปร่างให้เท่ากับกล้อง Search Periscope แบบ Type 18 ในขณะเดียวกัน ทร.สหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ Affordable Modular Panoramic Photonics Mast (AMPPM) โดยมีเป้าหมายในการลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน (Life Cycle Cost) ลงถึง 50% และเพิ่มขีดความสามารถในการมองภาพได้ 360 องศารอบทิศทางในเวลาเดียวกัน โดยมีกำหนดเริ่มการทดลองใช้กล้อง AMPPM บนเรือดำน้ำชั้น Virginia และชั้น Ohio ในปี ค.ศ.2021

เยอรมนี

บริษัท Airbus DS Optronics หรือเดิมคือ Carl Zeiss Optronics ของเยอรมนี เป็นผู้ผลิตกล้อง Periscope สำหรับเรือดำน้ำมากว่า 100 ปี ได้เริ่มการพัฒนากล้อง Optronic Mast เมื่อปี ค.ศ.1992 ซึ่งได้กลายมาเป็นระบบกล้อง Optronic Mast รุ่น OMS 100 ในปี ค.ศ.1999 โดยกล้อง OMS 100 ประสบความสำเร็จในการติดตั้งบนเรือดำน้ำของบริษัท TKMS ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ควบคู่กับการติดตั้งกล้อง Periscope แบบ SERO 400 ในเรือดำน้ำชั้น 209/1400mod ของแอฟริกาใต้และอียิปต์, เรือดำน้ำชั้น 209PN ของโปรตุเกส, เรือดำน้ำชั้น 212 Batch 2 ของเยอรมนีและอิตาลี และเรือดำน้ำชั้น 214 ของกรีซ, เกาหลีใต้ และและตุรกี นอกจากนี้กล้อง OMS 100 คู่กับกล้อง SERO 400 ยังได้รับการติดตั้งในโครงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น 209/1500 ของอินเดีย และเรือดำน้ำชั้น DSME 1400 ของอินโดนีเซียที่จัดหาจากเกาหลีใต้

ในขณะที่บางประเทศมองว่ากล้อง Optronic Mast มีขีดความสามารถและความคล่องตัวที่สามารถทดแทนกล้อง Periscope ได้ แต่แนวคิดของบริษัท Airbus DS Optronics มองว่าการใช้กล้อง Periscope คู่กับกล้อง Optronic Mast ช่วยให้สามารถมองภาพผ่านเลนส์ตา 2 ข้าง ซึ่งให้มุมมองความลึกของภาพ (Perspective) ที่ไม่สามารถแสดงได้ในจอภาพ 2 มิติ

oms110

กล้อง Optronic Mast และ Periscope ของเยอรมนี (ภาพจาก Airbus DS Optronics)

ปัจจุบันบริษัท Airbus DS Optronics ได้พัฒนากล้อง Optronic Mast แบบ OMS 110 ซึ่งเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงาน Quick Look Round ที่สามารถกวาดภาพ 360 องศารอบทิศทางได้ภายใน 3 วินาที และกล้อง Optronic Mast แบบ OMS 200  และ OMS 200 IR ซึ่งมีขนาดเล็กลง และถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานแทนกล้อง Attack Periscope ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากล้อง Search Periscope

ฝรั่งเศส

บริษัท Safran Electronics & Defense (Sagem เดิม) ของฝรั่งเศส ได้พัฒนากล้อง Optronic Mast แบบ Series 30 Search Mast System (SMS) ซึ่งสามารถติดตั้ง Sensor ได้ถึง 4 ระบบ ได้แก่ HD Mid-Wave Thermal Imager, กล้อง HDTV, กล้อง Low Light Camera และเลเซอร์วัดระยะ พร้อมกับสายอากาศ EW และ GPS โดยมีฟังก์ชั่นการทำงานหลักประกอบด้วย Quick Look Round, การตรวจการณ์ระยะไกล, การตรวจการณ์เป้าอากาศยาน และการบันทึกวีดีโอความละเอียดสูง

Daniel Linares / Safran

กล้อง Series 30 SMS ของฝรั่งเศส (ภาพจาก Safran Electronics & Defense)

กล้อง Series 30 SMS ได้รับคัดเลือกสำหรับโครงการเรือดำน้ำชั้น Barracuda ของฝรั่งเศส และติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Scorpene ของบริษัท DCNS ที่ส่งออกไปยังบราซิล, ชิลี, อินเดีย และมาเลเซีย นอกจากนี้กล้อง Series 30 SMS ยังได้รับคัดเลือกสำหรับโครงการเรือดำน้ำชั้น KSS-III ของเกาหลีใต้ และเรือดำน้ำชั้น A26 ของสวีเดน รวมถึงการติดตั้งในโครงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น A19 Gotland อีกด้วย

อังกฤษ

บริษัท Thales UK (Barr & Stroud และ Pilkington Optronics เดิม) เริ่มการวิจัยพัฒนากล้อง Optronic Mast ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งนำไปสู่กล้อง Optronic Mast แบบ CM010 ที่ติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Astute ของอังกฤษ และเรือดำน้ำชั้น Soryu ของญี่ปุ่น โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการประกอบและติดตั้งให้กับบริษัท MELCO ของญี่ปุ่น

itemid-52698-getasset

กล้อง CM010 บนเรือดำน้ำชั้น Astute (ภาพจาก Electronics Weekly)

บริษัท Thales UK กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากล้อง Optronic Mast แบบ Low Profile Varient (LPV) ซึ่งจะมีขนาดเล็กลงแต่ยังคงขีดความสามารถเท่ากับกล้อง CM010 และกล้องแบบ Ultra Low Profile Variant (ULPV) ที่มีขนาดเล็กลงในขนาดของกล้อง Attack Periscope โดยการลดจำนวน Sensor ลงเหลือ 2 แบบ (HDTV กับกล้องกลางคืนหรือ Thermal Imager) นอกจากนี้บริษัท Thales UK กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากล้อง Optronic Mast แบบรอบทิศทางโดยใช้เลนส์ Hyper Hemisphere ที่สามารถมองภาพได้ 360 องศารอบทิศทางและมีมุมภาพมากกว่า 90 องศาในทางตั้ง

สรุป

โดยสรุป กล้อง Optronic Mast มีใช้งานในเรือดำน้ำมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ส่วนมากยังคงเป็นการใช้งานคู่กับกล้อง Periscope อย่างไรก็ดีกล้อง Optronic Mast กำลังได้รับความเชื่อถือและการยอมรับมากขึ้น และบางประเทศเริ่มติดตั้งกล้อง Optronic Mast ในเรือดำน้ำเพียงอย่างเดียว โดยกล้อง Optronic Mast ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น การแสดงภาพบนหน้าจอแสดงผล และการมองภาพ 360 องศาในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งของการใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับกล้อง Periscope นอกจากการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว คือการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติการและยุทธวิธีเรือดำน้ำให้เข้ากับขีดความสามารถที่เปลี่ยนไป


ที่มา – Eyes Above the Surface, Digital Battlespace ฉบับเดือนพฤศจิกายน/ธันวาคม 2559, Vol.8 No.6

มารู้จักกับเรือดำน้ำชั้น Tridente ของ ทร.โปรตุเกส

โปรตุเกสเป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่นัก มีพื้นที่ทางบกประมาณ 92,000 ตางรางกิโลเมตร (เทียบกับพื้นที่ทางบกของไทยประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร) แต่มีพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเลมากถึง 1 ล้าน 7 แสนตารางกิโลเมตร คิดเป็นเกือบ 20 เท่าของพื้นที่ทางบก โดยมีมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลในปี ค.ศ.2013 คิดเป็น 2.5% ของ GDP และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 4% ของ GDP ในปี ค.ศ.2020

submarino_00-720x506

สืบเนื่องจากมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลและพื้นที่อาณาเขตทางทะเลมหาศาล การวางทางเรือกำลังเพื่อลาดตระเวนแสดงกำลังเฝ้าระวังให้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่องจึงต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากจนเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โปรตุเกสจึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ป้องปรามแทนการแสดงกำลัง ทำให้เรือดำน้ำเป็นอาวุธที่มีความจำเป็นตามยุทธศาสตร์ทางทะเลของโปรตุเกส

submarino_08-720x476

ถึงแม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นอาวุธเทคโนโลยีสูงที่มีราคาแพง แต่ก็มีความคุ้มค่าเนื่องจากสมรรถนะในการซ่อนพราง และขีดความสามารถในการป้องปรามด้วยการเป็นกำลังที่มองไม่เห็น โดย ทร.โปรตุเกสเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Tridente จำนวน 2 ลำจากเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ.2005 ได้แก่เรือดำน้ำ Tridente และ Arpao เพื่อทดแทนเรือดำน้ำเก่าชั้น  Albacora จำนวน 4 ลำ โดยเรือดำน้ำชั้น Tridente ทั้ง 2 ลำเข้าประจำการใน ทร.โปรตุเกสในปี ค.ศ.2010

submarino_02.jpg

การสร้างเรือดำน้ำชั้น Tridente ใช้เทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำใหม่ล่าสุดในขณะนั้นทั้งในส่วนของระบบตัวเรือ, ระบบขับเคลื่อน, ระบบควบคุมเรือ, ระบบตรวจจับ และระบบอาวุธ รวมระยะเวลาการสร้างเรือ 2 ลำประมาณ 5 ปี โดยในระหว่างนั้นมีการฝึกอบรมกำลังพลเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ทั้งในส่วนของการฝึกอบรมกำลังพลประจำเรือ, ครูฝึก และช่างซ่อมบำรุงคูาขนานกันไปด้วย

Submarino Portugall002

เรือดำน้ำชั้น Tridente มีเลขรุ่นอย่างเป็นทางการว่า 209PN แต่ลักษณะโดยรวมจะเหมือนกับเรือดำน้ำชั้น 214 ซึ่งเป็นเรือดำน้ำส่งออกรุ่นล่าสุดของเยอรมนี ที่ออกแบบสำหรับการปฏิบัติการทั้งในพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่งและในทะเลเปิด มีระวางขับน้ำบนผิวน้ำประมาณ 1,700 ตัน ความยาว 67 ม. ความกว้าง 6.7 ม. มีระยะปฏิบัติการ 12,000 ไมล์ทะเล ระยะเวลาปฏิบัติการมากกว่า 45 วัน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์แบบ AC PERMASYN ที่ใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดร่วมกับระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Fuel Cell ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 20 นอต และดำน้ำได้ถึงความลึกสูงสุด 350 ม.

Engineering-photography-tim-wallace-2-720x479

การออกแบบเรือดำน้ำชั้น Tridente ใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบ 3 มิติ ร่วมกับเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการจัดวางส่วนประกอบจำนวนมากหลายแสนชิ้นภายในพื้นที่จำกัด รวมทั้งการออกแบบเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ภายในเรือ เช่น ลิ้นและท่อทางต่างๆ ในโมเดล 3D ก่อนการสร้างต้นแบบเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

Immersive-ergonomic-tests-720x252

การสร้างเรือดำน้ำชั้น Tridente แบ่งออกเป็นบล็อคย่อยๆ 5 บล็อค ซึ่งทำการสร้างทั้งที่อู่ต่อเรือ NWSE เมือง Emden และอู่ต่อเรือ HDW เมือง Kiel แล้วจึงนำมาประกอบรวมกันที่อู่ต่อเรือ HDW โดยแต่ละบล็อคจะประกอบชิ้นส่วนภายในให้เรียบร้อยก่อนนำมาประกอบเป็นตัวเรือ ช่วยให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ขนาดใหญ่ภายในเรือดำน้ำได้โดยไม่ต้องทำการตัดเปิดตัวเรือภายหลัง

Submarino_Interior-720x540

โลหะที่ใช้ในการสร้างเรือดำน้ำชั้น Tridente คือเหล็ก HY-80 และ HY-100 ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงทนทานแล้ว ยังมีความยืดหยุ่นที่ช่วยให้สามารถทนแรงดันใต้น้ำได้หลายร้อยเมตร ทำให้โครงสร้างตัวเรือทนความดันสามารถหดตัวได้เล็กน้อยตามแรงดันน้ำที่เพิ่มขึ้น และขยายตัวกลับคืนสู่สภาพเดิมเมื่อกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยแนวเชื่อมตัวเรือทนความดันซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีความแข็งแรงน้อยที่สุดจะต้องผ่านขั้นตอนการควบคุมคุณภาพทั้งการเตรียมพื้นผิว, การเชื่อมซ้ำ, การควบคุมการลดอุณหภูมิหลังการเชื่อม และการตรวจสอบคุณภาพด้วยการทำ X-Ray และ Ultrasound

Pressure.png

ในส่วนของการลดโอการสในการถูกตรวจจับ มีการใช้มาตรการต่างๆ ทั้งการลดเสียง, การลดอำนาจแม่เหล็กตัวเรือ และการลดการถูกตรวจจับด้วยสายตาและอินฟราเรด ตัวอย่างเช่น การออกแบบใบจักรที่ไม่ทำให้เกิด Cavitation ในทุกย่านความเร็วและทุกความลึก ทำให้ลดเสียงของใบจักรโดยยังคงประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเรือที่ดี, การใช้ฐานแท่นลดการสั่นสะเทือนเพื่อลดเสียงจากการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ภายในเรือ และการออกแบบเสาต่างๆ ที่ลดการแพร่คลื่นความร้อน, การสะท้อนคลื่นเรดาร๋ และการถูกตรวจจับด้วยสายตา

cavitação-720x246.png

โดยสรุปแล้วถึงแม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นอาวุธราคาแพงที่มีความซับซ้อนสูง แต่เนื่องด้วยอาณาเขตทางทะเลที่กว้างใหญ่ภายใต้ทรัพยากรทางทหารที่จำกัด เรือดำน้ำฃั้น Tridente ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการออกแบบและสร้างเรือ รวมทั้งมีขีดความสามารถสูงในการปฏิบัติการทั้งในพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่งและพื้นที่น้ำลึกในทะเลเปิด จึงเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่าและตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การป้องปรามของโปรตุเกส

IMG_1181-720x478.jpg

 


ที่มา

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo ของ ทร.อินเดีย

เวบไซต์ NDTV เผยแพร่สกู๊ปการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo ของ ทร.อินเดีย คือเรือดำน้ำ INS Sindhukirti แสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ในเรือดำน้ำและการฝึกของนักเรือดำน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่ยากลำบากและต้องมีความอดทนมากที่สุดในโลก ที่มาจาก Exclusive: An Indian Submarine, Its Crew, And Its Top Secret Mission

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว NDTV ของอินเดีย ได้มีโอกาสร่วมสังเกตการณ์การฝึกและการเตรียมการก่อนออกลาดตระเวนของเรือดำน้ำ INS Sindhukirti ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 877) ของ ทร.อินเดีย โดย ทร.อินเดียมีเรือดำน้ำชั้น Kilo จากรัสเซียจำนวน 9 ลำ และเรือดำน้ำชั้น 209/1500 จากเยอรมนีอีกจำนวน 4 ลำ นอกจากนี้ ทร.อินเดียกำลังอยู่ระหว่างการสร้างเรือดำน้ำชั้น Scorpene โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสอีก 6 ลำ

เรือดำน้ำ INS Sindhukirti ประจำการอยู่ที่ฐานทัพเรือ Visakhapatnam ทางตะวันออกของอินเดีย โดยแผนการออกปฏิบัติการของเรือจะเป็นความลับสุดยอด ซึ่งในช่วงก่อนการออกเรือแม้กระทั่งลูกเรือดำน้ำเองก็ยังไม่รู้พื้นที่และระยะเวลาการออกลาดตระเวนของเรือดำน้ำ ได้แต่คาดเดาระยะเวลาการออกปฏิบัติการจากปริมาณของเสบียงที่นำไปกับเรือ ซึ่งระยะเวลาของการออกลาดตระเวนอาจเป็นไปได้ตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึง 40 วัน

ins-sindhukirti_650x400_61485433733

กำลังพลประจำเรือดำน้ำ INS Sindhukirti (ภาพจาก NDTV)

ในระหว่างการออกปฏิบัติการซึ่งบางครั้งกินเวลากว่า 1 เดือน เรือดำน้ำ INS Sindhukirti จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง โดยกำลังพลประจำเรือจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและโลกภายนอกได้ มีเพียงการรับข่าวสารวันละ 1 ครั้งในระหว่างที่เรือทำการ Snorkel ที่หรือการดูดอากาศเข้าภายในเรือเพื่อเดินเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ขณะดำอยู่ใกล้ผิวน้ำ ซึ่งการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำจะเหมือนกับการแยกตัวจากโลกภายนอกออกมาอยู่เพียงลำพัง และการตัดสินใจรวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องดำเนินการด้วยตัวเองเท่านั้น

หนึ่งในการเตรียมการที่สำคัญก่อนการออกเรือ คือการฝึกความพร้อมของกำลังพลในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการฝึกทางยุทธวิธี, การฝึกขั้นตอนการยิงตอร์ปิโด และการฝึกป้องกันความเสียหาย โดยเรือดำน้ำจะไม่สามารถมองเห็นเป้าได้ แต่ใช้การฟังเสียงจากโซนาร์ Passive เท่านั้น ซึ่งข้อมูลทิศทางการเคลื่อนที่ของเป้ารวมถึงระยะเป้าจะต้องมาจากการคำนวณที่เรียกว่า Target Motion Analysis และข้อมูลที่คำนวณได้จะถูกส่งต่อไปยังเครื่องควบคุมการยิงเพื่อวางแผนการยิงตอร์ปิโดรวมถึงป้อนข้อมูลเป้าให้กับลูกตอร์ปิโด โดยกำลังพลตำแหน่งต่างๆ จะรับคำสั่งจาก ผบ.เรือ และและเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ระหว่างกันในลักษณะที่ดูเหมือนสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงสำหรับบุคคลภายนอก แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการฝึกการปฏิบัติตามขั้นตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เกิดความชำนาญจนสามารถปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในสถานการณ์จริง

operations-room-of-ins-sindhukirti_650x400_61485431710

ห้องศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ เปรียบเหมือนศูนย์กลางระบบประสาทสั่งการของร่างกาย (ภาพจาก NDTV)

กำลังพลที่ไม่มีหน้าที่เข้าเวรยามจะพักผ่อนอยู่ในบริเวณห้องพักภายในเรือ ซึ่งในเรือดำน้ำชั้น Kilo จะใช้ระบบเตียงนอนแบบ Hot Bunking คือกำลังพล 2 นาย จะใช้เตียง 1 เตียงร่วมกัน ผลัดเปลี่ยนกันไปตามวงรอบการเข้าเวรยาม นับเป็นหนึ่งในมาตรการการใช้พื้นที่ภายในเรืออย่างคุ้มค่า โดยนอกจากการหมุนเวียนเวรยามปฏิบัติงานตลอด 24 ชม. แล้ว การปฏิบัติของเรือดำน้ำส่วนมากยังต้องทำในเวลากลางคืนเพื่อลดโอกาสในการถูกตรวจจับ เช่น การทำ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งในระหว่างการชาร์จแบตเตอรี่จะเป็นช่วงเวลาเสี่ยงอันตรายมากที่สุดสำหรับเรือดำน้ำ โดยหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าคือความเร็วที่ไม่สูงมาก ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำชั้น Kilo มีความเร็วสูงสุดใต้น้ำประมาณ 17 นอต (ประมาณ 31 กม./ชม.) ทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วฉีกหนีจากอันตรายได้เมื่อถูกตรวจจับ ต่างจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่มีความเร็วสูงกว่าและสามารถเพิ่มความเร็วหนีออกจากพื้นที่อันตรายได้ ส่งผลให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าให้ความสำคัญกับความเงียบและการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับเป็นอย่างยิ่ง

sailors-of-ins-sindhukirti_650x400_61485427822

เสื้อผ้าที่ใช้ในเรือดำน้ำชั้น Kilo เป็นแบบใช้แล้วทิ้ง (ภาพจาก NDTV)

เรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 877) ของ ทร.อินเดียเป็นเรือรุ่นเก่าที่สร้างในสมัยสหภาพโซเวียต ซึ่งในสมัยนั้นความสะดวกสบายของกำลังพลประจำเรือไม่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบเรือดำน้ำ ส่งผลให้ภายในเรือไม่มีห้องอาบน้ำ มีเพียงห้องส้วม 1 ห้องสำหรับกำลังพลประจำเรือเกือบ 70 นาย และอุณหภูมิภายในเรือในบางห้องอาจสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส โดยกำลังพลประจำเรือจะสวมเสื้อผ้าแบบบางคล้ายชุดในโรงพยาบาล แต่เป็นชุดแบบใส่แล้วทิ้งที่จะเปลี่ยนทิ้งทุก 3 วัน ช่วยให้สามารถรักษาสุขอนามัยได้เป็นเวลานานโดยไม่ต้องอาบน้ำ

ภายใต้สภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและยากลำบาก สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้กำลังพลประจำเรือดำน้ำมีขวัญและกำลังใจที่ดีคืออาหารที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อย ภายในเรือดำน้ำชั้น Kilo อาหารทุกมื้อจะเป็นอาหารปรุงใหม่ และกำลังพลทุกนายจะรับประทานอาหารเหมือนกันหมด ไม่มีการจัดอาหารพิเศษสำหรับนายทหารสัญญาบัตรหรือผู้บังคับการเรือ นอกจากนี้ช่วงเวลารับประทานอาหารยังเป็นช่วงเวลาที่กำลังพลได้พูดคุยและผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดของการปฏิบัติงาน

engine-controls-of-ins-sindhukirti_650x400_71485427614

ห้องควบคุมระบบขับเคลื่อนในเรือดำน้ำชั้น Kilo (ภาพจาก NDTV)

นอกจากความยากลำบากแล้ว สภาพแวดล้อมภายในเรือดำน้ำยังมีความเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา และความผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลต่อชีวิตของกำลังพลประจำเรือได้ ตัวอย่างเช่น การสะสมของก๊าซไฮโดรเจนจากแบตเตอรี่อาจทำให้เกิดการระเบิดได้หากมีประกายไฟเพียงเล็กน้อย และการระเบิดหรือไฟไหม้ภายในเรืออาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการระเบิดของตอร์ปิโดและอาวุธปล่อยนำวิถีซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจทำให้สูญเสียเรือทั้งลำได้ ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กำลังพลทุกนายจะต้องระลึกถึงอยู่เสมอ และอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ระเบิดบนเรือดำน้ำ INS Sindhurakshak ระหว่างเตรียมการออกเรือเมื่อปี 2556 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 18 คน และเหตุการณ์ไฟไหม้ในเรือดำน้ำ INS Sindhuratna เมื่อปี 2557 จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน

ในปัจจุบัน ทร.อินเดียกำลังอยู่ระหว่างการเร่งเสริมสร้างกำลังเรือดำน้ำเพื่อตอบรับการขยายอิทธิพลและการปฏิบัติการปฏิบัติการเรือดำน้ำของ ทร.จีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง ได้แก่ การรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำชั้น Scorpene จำนวน 6 ลำ และมีแผนจะเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่เพิ่มเติมอีก 6 ลำในเร็วๆ นี้ เพื่อทดแทนเรือดำน้ำเก่าที่มีอยู่จำนวน 13 ลำ โดยเรือดำน้ำ INS Sindhukirti เข้าประจำการเมื่อปี 2533 และเป็นเรือดำน้ำชั้น Kilo ลำแรกที่อินเดียทำการปรับปรุงเรือเองเมื่อปี 2549 แทนการส่งเรือไปเข้ารับการปรับปรุงที่รัสเซีย อย่างไรก็ดี อินเดียประสบปัญหาความล่าช้าในการปรับปรุงเรือดำน้ำ INS Sindhukirti จนต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี และเพิ่งเสร็จสิ้นการปรับปรุงเมื่อปี 2558

img_2799

ผู้แทน ทร.ไทย เยี่ยมชมเรือดำน้ำ INS Sindhukirti เมื่อปี 2558 (ภาพจากกองเรือดำน้ำ)