การปรับตัวของอุตสาหกรรมเรือดำน้ำสวีเดน เพื่อรองรับเรือดำน้ำชั้น A26

ความพยายามของบริษัท Saab Kockums ในการกลับมาเป็นผู้ผลิตเรือดำน้ำชั้นนำ ได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองเป็นอย่างมากจากรัฐบาลสวีเดน สืบเนื่องมาจากสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงและภัยคุกคามทางทหารที่เปลี่ยนไปในทะเลบอลติก และการตัดสินใจของรัฐบาลสวีเดนในการดึงเอาอุตสาหกรรมการผลิตเรือดำน้ำกลับไปเป็นกิจการของสวีเดน ส่งผลให้เกิดการลงทุนซื้อกิจการของบริษัท Kockums โดยบริษัท Saab เมื่อปี ค.ศ.2014 ตามด้วยคำสั่งซื้อเรือดำน้ำชั้น A26 จำนวน 2 ลำสำหรับ ทร.สวีเดน ในปี ค.ศ.2015

กระทรวงกลาโหมสวีเดนกล่าวว่า ขีดความสามารถในการออกแบบ, สร้าง และสนับสนุนเรือดำน้ำ เป็นหนึ่งในความต้องการหลักของรัฐบาลสวีเดน ควบคู่ไปกับขีดความสามารถในการออกแบบและสร้างเครื่องบินรบ ซึ่งทั้งการสร้างเรือดำน้ำและเครื่องบินรบเป็นเทคโนโลยีเฉพาะทางที่มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อผลประโยชน์แห่งชาติและการรักษาอธิปไตยของสวีเดน โดยบริษัท Saab ถึงแม้จะเป็นบริษัทเอกชน แต่ก็มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลสวีเดนเนื่องจากเป็นบริษัทที่มีขีดความสามารถตรงตามความต้องการทางยุทธศาสตร์ของสวีเดนทั้ง 2 ด้าน อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการแสวงหาความร่วมมือจากมิตรประเทศในการดำรงรักษาอุตสาหกรรมเรือดำน้ำของสวีเดนในนามของ “ทีมสวีเดน” เนื่องจากความต้องการเรือดำน้ำของ ทร.สวีเดน เพียงลำพังไม่เพียงพอสำหรับการรักษาขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำในระยะยาวของสวีเดน ดังนั้นการส่งออกเรือดำน้ำของสวีเดนจึงมีความจำเป็น และถึงแม้ว่าสวีเดนจะมีความต้องการเรือดำน้ำสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่ทะเลบอลติกโดยเฉพาะ แต่สวีเดนก็ต้องการออกแบบเรือดำน้ำที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าส่งออกด้วย โดยหวังว่าเรือดำน้ำชั้น A26 ของสวีเดนจะประสบความสำเร็จในการส่งออกเช่นเดียวกับเครื่องบินกริพเพน

c0151c5f0893b3bfeb4eda2deb3a7222

ภาพจำลองของเรือดำน้ำชั้น A26 (ภาพจาก Pinterest)

สำหรับบริษัท Saab แล้ว การออกแบบและสร้างเรือดำน้ำนับเป็นเรื่องใหม่ที่บริษัทยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นการรักษารวมทั้งพัฒนาทักษะและประสบการณ์เดิมของบริษัท Kockums จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อ 3 ปีที่แล้วอู่ต่อเรือ Kockums ที่เมือง Karlskrona ถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพทรุดโทรมและไม่มีคำสั่งซื้อมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันอู่ต่อเรือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและการลงทุนจากรัฐบาลสวีเดน โดยการสั่งซื้อเรือดำน้ำชั้น A26 จำนวน 2 ลำ และการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น A19 อีกจำนวน 2 ลำ

จุดเด่นสำคัญของการออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26 คือความอ่อนตัวที่สามารถรองรับภารกิจได้หลากหลาย ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของเรือดำน้ำอยู่แล้ว แต่บริษัท Saab ได้พัฒนาเพิ่มเติมไปอีกขั้น โดยการติดตั้งท่อเอนกประสงค์ (Multi-mission Protal – MMP) รวมทั้งการออกแบบและสร้างเรือแบบ Modular

ท่อเอนกประสงค์ MMP มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.6 ม. ยาว 6 ม. สามารถรองรับชุดปฏิบัติการพิเศษได้ 8 นาย หรือยาน UUV ซึ่งการออกแบบท่อเอนกประสงค์ MMP สำหรับเรือดำน้ำชั้น A26 มีที่มาจากการพูดคุยระหว่างบริษัท Saab, หน่วยงานจัดหายุทโธปกรณ์ของสวีเดน (FMV) และ ทร.สวีเดน

maxresdefault

ท่อเอนกประสงค์ MMP เป็นหนึ่งในขีดความสามารถหลักของเรือดำน้ำชั้น A26 (ภาพจาก IHS Jane’s)

นอกจากนี้แล้ว การซ่อนพรางยังเป็นอีกหนึ่งขีดความสามารถที่สำคัญของการพัฒนาเรือดำน้ำชั้น A26 โดยสวีเดนเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Stirling Engine มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 และเรือดำน้ำทุกลำของสวีเดนติดตั้งระบบ Stirling Engine ซึ่งระบบ Stirling Engine Mk 4 รุ่นใหม่สำหรับเรือดำน้ำชั้น A26 จะให้กำลังไฟฟ้ามากขึ้น ในขณะที่มีความเงียบมากกว่าเดิม

การออกแบบเรือดำน้ำแบบ Modular ของสวีเดน ช่วยเพิ่มความอ่อนตัวในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ตามความต้องการของผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำชั้น A26 จะติดตั้งระบบ AIP จำนวน 3 ระบบ แต่เรือรุ่นส่งออกอาจยืดความยาวตัวเรือเพื่อติดตั้งระบบ AIP เพิ่มเติมเพื่อยืดระยะเวลาปฏิบัติการให้นานขึ้นได้

ความซับซ้อนของการสร้างเรือดำน้ำมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับการสร้างยานอวกาศ ซึ่งต้องใช้ทักษะและประสบการณ์การทำงานร่วมกันของทั้งผู้ออกแบบ, วิศวกร, และช่างเทคนิคหลายสาขา โดยถึงแม้ว่าโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 จะมีพื้นฐานบนทักษะและประสบการณ์ของบริษัท Kockums เดิม แต่ก็ได้มีการนำเอากระบวนการและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ด้วย เช่น การปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ออกแบบจาก Creo ของ PTC เป็น CATIA ของ Dassault Systèmes เป็นต้น นอกจากนี้ทีมงานเดิมของ Kockums ยังสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Saab ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการใช้กระบวนการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยลดค่าใช้จ่ายของโครงการเครื่องบินกริพเพนอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ประการสุดท้ายคือการส่งออก เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมเรือดำน้ำของสวีเดน โดยถึงแม้ว่าทางบริษัท Saab Kockums จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการส่งออกเรือดำน้ำของสวีเดน แต่ก็ยืนยันว่าได้มีประเทศที่ให้ความสนใจจำนวนหลายประเทศ โดยที่ผ่านมาได้มีข่าวว่าบริษัท Saab ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ Polska Grupa Zbrojeniowa (PGZ) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขนาดใหญ่ที่สุดของโปแลนด์ เมื่อปี ค.ศ.2016 เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำให้กับ ทร.โปแลนด์

นอกจากนี้บริษัท Saab Kockums ยังได้มีความร่วมมือกับบริษัท Damen Shipyards ของเนเธอร์แลนด์ ในโครงการเรือดำน้ำทดแทนเรือชั้น Walrus ของ ทร.เนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 ซึ่งโครงการความร่วมมือ Team Sweden ของบริษัท Saab มีเป้าหมายที่จะนำสวีเดนกลับไปเป็นผู้ผลิตเรือดำน้ำชั้นนำของโลก เช่นเดียวกับบริษัท TKMS ของเยอรมนี และบริษัท DCNS ของฝรั่งเศส


ที่มา – Richard Scott. “Back in Business: Sweden’s Submarine Builder Re-engineers for A26,” Jane’s Navy International, December 2016

กะลาสีขี้เมา-เหตุใดทหารเรือกับเหล้าจึงเป็นของคู่กัน?

sailor_cartoon

การ์ตูน “เฮฮานาวี” (ภาพจากนิตยสารนาวิกศาสตร์)

เมื่อพูดถึงลักษณะเด่นของทหารเรือและกะลาสี นอกจากเราจะนึกถึงความเรียบร้อยเป็นสุภาพบุรุษแล้ว สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือหลายคนยังนึกถึงภาพความสนุกสนานเฮฮา รวมไปถึงความขี้เมา หรือความชอบการดื่มเหล้า-สุราอีกด้วย ตามที่จะเห็นได้จากภาพทหารเรือและกะลาสีในสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนต์ และการ์ตูนล้อเลียน

นอกจากภาพลักษณ์ของทหารเรือและกะลาสีกับเหล้าสุราในสื่อต่างๆ แล้ว แม้กระทั่งผู้ผลิตสุราเองก็ดูจะเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ของตนกับทหารเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รู้จักกันดีคือเหล้ารัม จนกลายมาเป็น Navy Rum หลายรุ่นหลายแบบ

054_rum_tasting_page@feature.jpg

เหล้า Navy Rum แบบต่างๆ (ภาพจาก imbibe.com)

เหล้ารัมกับการแก้โรคขาดสารอาหารของชาวเรือ

ยุคล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นยุคเฟื่องฟูของการสำรวจโลกด้วยเรือใบ ซึ่งในสมัยนั้นต้องมีการเดินเรือรอนแรมในทะเลเป็นเวลานานหลายเดือน ส่งผลให้ลูกเรือรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ จนกระทั่งโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) หรือโรคขาดวิตามินซีกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของชาวเรือในสมัยนั้น ตัวอย่างเช่น มีการประมาณว่าครึ่งหนึ่งลูกเรือของแมเจลแลนเสียชีวิตจากโรคขาดวิตามินซีประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนลูกเรือทั้งหมด 250 คน และอาจมากกว่านั้นถ้าลูกเรือบางส่วนไม่ได้เสียชีวิตจากการสู้รบกับชนพื้นเมืองเสียก่อน

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 ได้มีการค้นพบว่าโรคลักปิดลักเปิดมีสาเหตุมาจากการขาดสารอาหารเนื่องจากรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ จึงได้เริ่มมีธรรมเนียมให้ลูกเรือดื่มน้ำมะนาวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ถึงแม้ว่าน้ำมะนาวจะช่วยแก้โรคขาดสารอาหารได้ ก็ยังมีปัญหาต่อมาในเรื่องของรสชาติเปรี้ยวจัดที่ไม่น่าดื่ม จนกระทั่งในศตวรรษที่ 18 ทร.อังกฤษ ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลในยุคนั้นได้เริ่มธรรมเนียมการผสมเหล้ารัมกับน้ำมะนาวสำหรับลูกเรือ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Grog เพื่อให้มีรสชาติน่าดื่มมากยิ่งขึ้น

ojgslk780bxxn3ozqtxb.jpg

การแจกจ่าย Grog หรือเหล้ารัมผสมน้ำมะนาวในเรือรบสมัยยุคเรือใบ สังเกตปืนใหญ่ในฉากหลัง (ภาพจาก Gizmodo)

กะลาสีเรือกับเหล้ารัมดีกรีแรงพิเศษ

ที่มาของความใกล้ชิดระหว่างทหารเรือกับการดื่มเหล้า นอกจากธรรมเนียมการแจกจ่ายเหล้ารัมผสมน้ำมะนาวให้กับกะลาสีเรือเพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในอดีตแล้ว เหล้ารัมที่ใช้ในเรือรบสมัยเรือใบยังเป็นเหล้าพิเศษที่มีดีกรีความแรงหรือปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากกว่าเหล้ารัมปกติด้วย เรียกว่า Navy Strength Rum ซึ่งการที่ ทร.อังกฤษในยุคเรือใบแจกจ่ายเหล้ารัมที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าปกติไม่ใช่เพราะกะลาสีเรืออังกฤษขี้เมา แต่เป็นเพราะความจำเป็นทางทหารในสมัยนั้น

เหล้ารัมปกติจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ 40% ABV (Alcohol by Volume) ขึ้นไป แต่ปัญหาของเรือรบในยุคเรือใบคือการเก็บถังเหล้ารัมที่มีน้ำหนักมาก จำเป็นต้องเก็บใต้ดาดฟ้าเรือรวมกับสิ่งของอื่นที่มีน้ำหนักมากคือปืนใหญ่และดินปืน ซึ่งเมื่อดินปืนเปียกเหล้ารัมธรรมดาที่มีแอลกอฮอล์ 40% จะทำให้ดินปืนเสียไม่สามารถใช้งานได้ ทร.อังกฤษจึงได้เพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ของเหล้ารัมที่ใช้ในเรือรบเป็น 57% ABV ซึ่งจะทำให้ดินปืนที่เปียกเหล้ารัมยังคงจุดไฟติดได้ และปริมาณแอลกอฮอล์ 57% ABV ในเหล้าได้กลายเป็นหน่วยนับดีกรีที่ใช้แสดงปริมาณแอลกอฮอล์ในเหล้าที่เรียกว่า Alcohol Proof โดยเหล้า 100 ดีกรี (100° Proof) หมายถึงเหล้าที่สามารถผสมดินปืนแล้วยังจุดไฟติดได้ คือมีปริมาณแอลกอฮอล์ 57% ABV ส่วนเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 100 ดีกรี คือเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 57% ABV และเมื่อผสมดินปืนจะจุดไฟไม่ติด และเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 100 ดีกรี จะเรียกว่าเหล้า Over Proof

เหล้าจินดีกรีแรงพิเศษสำหรับนายทหารสัญญาบัตร

ในส่วนของนายทหารสัญญาบัตรของ ทร.อังกฤษในยุคเรือใบก็มีการแจกจ่ายเหล้าผสมน้ำมะนาวเพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารเช่นกัน แต่เปลี่ยนจากเหล้ารัมเป็นเหล้าจินตามความนิยมในสมัยนั้น ซึ่งเหล้าจินผสมน้ำมะนาวแก้โรคขาดสารอาหารได้กลายมาเป็นค็อกเทล Gimlet ในปัจจุบัน โดยเหล้าจินในเรือรบก็มีการเก็บใต้ดาดฟ้ารวมกับดินปืนเช่นเดียวกับเหล้ารัม ทำให้ต้องมีการเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์เป็น 57% ABV เรียกว่า Navy Strength Gin ในลักษณะเดียวกับเหล้า Navy Strength Rum เพื่อให้ดินปืนที่เปียกเหล้าจินยังสามารถจุดไฟติดได้

navygins-lineup

เหล้า Navy Strength Gin แบบต่างๆ (ภาพจาก imbibe.com)

สรุป

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน คือภาพกะลาสีทหารเรือคู่กับการดื่มเหล้า มีความเป็นมาจากความจำเป็นในอดีตที่เราอาจคิดไม่ถึงมาก่อน ทั้งในเรื่องของการแก้ปัญหาโรคขาดสารอาหาร และความจำเป็นทางทหารในการใช้งานดินปืน ซึ่งถึงแม้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันจะพัฒนามากขึ้นจนทำให้ความจำเป็นดั้งเดิมหมดไป และกองทัพเรือของหลายประเทศได้ห้ามการดื่มเหล้าในเรือรบโดยเด็ดขาดแล้ว แต่ธรรมเนียมโบราณบางอย่างก็กลายเป็นความเคยชินมาจนถึงปัจจุบัน

ระบบกล้อง Optronic Mast ในเรือดำน้ำ

กล้อง Periscope ในเรือดำน้ำเป็นหนึ่งในระบบตรวจจับและพิสูจน์ทราบหลักของเรือดำน้ำมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การติดตั้งมอเตอร์หัน-กระดก, ระบบลดการสั่นสะเทิอนของภาพ, กล้องกลางคืน และกล้อง Infrared เป็นต้น

การพัฒนากล้อง Periscope ในช่วงแรกเป็นการติดตั้งอุปกรณ์เสริมการทำงานบนกล้องที่ยังประกอบด้วยท่อนำแสงที่เจาะทะลุตัวเรือทนความดัน ซึ่งยังคงมีการแสดงภาพและข้อมูลประกอบทางยุทธวิธีอื่นๆผ่านชุดเลนส์ตาสำหรับผู้บังคับการเรือหรือนายยามยุทธการที่เป็นผู้ใช้กล้องเท่านั้น ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาการแสดงภาพไปยังจอแสดงภาพภายนอกผ่านทางสายนำสัญญาณ และนำไปสู่การพัฒนาเป็นกล้อง Optronic Mast ที่แยกจอแสดงภาพออกจากกล้องถ่ายภาพโดยไม่จำเป็นต้องมีท่อนำแสงเจาะทะลุตัวเรืออีกต่อไป

01

จอแสดงภาพของกล้อง Photonics Mast บนเรือดำน้ำ USS Virginia (ภาพจาก Digital Battlespace)

การใช้กล้อง Optronic Mast ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการมองภาพรอบตัวอย่างรวดเร็ว (Quick Look Round) ด้วยการใช้กล้องกวาดถ่ายภาพรอบ 360 องศาภายในเวลาไม่กี่วินาทีแล้วชักกล้องเก็บลง โดยผู้ใช้กล้องในเรือดำน้ำสามารถใช้เวลาในการวิเคราะห์ภาพภายหลังได้ เพื่อช่วยลดโอกาสในการถูกตรวจจับ

การพัฒนากล้อง Periscope และ Optronic Mast อีกประการหนึ่งคือความสามารถในการควบคุมการทำงานของกล้อง Periscope และกล้อง Optronic Mast จากตู้ควบคุมเฉพาะ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกมองภาพพร้อมข้อมูลทางยุทธวิธีได้จากทั้งชุดเลนส์ตาและจากจอภาพบนตู้ควบคุม

อย่างไรก็ดี การใช้กล้อง Periscope มีข้อจำกัดเนื่องจากท่อนำแสงจะต้องเจาะทะลุตัวเรือทนความดันพร้อมระบบขนาด ใหญ่ในการชักกล้องขึ้น-ลง และต้องมีหลุมใต้พื้นห้องศูนย์ยุทธการสำหรับเก็บชุดเลนส์ตาในตำแหน่งชัก กล้องลง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการออกแบบที่ตำแหน่งของท่อนำแสงและชุดเลนส์ตาจะ ต้องอยู่กลางห้องศูนย์ยุทธการ ซึ่งเป็นการกินพื้นที่อันจำกัดภายในเรือดำน้ำ และบังคับให้ห้องศูนย์ยุทธการจะต้องอยู่ใต้ Sail โดยตรงเท่านั้น

100129-N-3560G-003

ชุดเลนส์ตาของกล้อง Search Periscope และ Attack Periscope บนเรือดำน้ำ USS Santa Fe (ภาพจาก Digital Battlespace)

การพัฒนากล้อง Optronic Mast ช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องเจาะช่องเปิดขนาดใหญ่สำหรับท่อนำแสงอีกต่อไป มีเพียงช่องขนาดเล็กสำหรับสายนำสัญญาณเท่านั้น นอกจากนี้การใช้จอแสดงภาพบนตู้ควบคุมแทนชุดเลนส์ตาช่วยเพิ่มความอ่อนตัวในการออกแบบการจัดวางตำแหน่งห้องศูนย์ยุทธการและอุปกรณ์ภายใน รวมถึงเพิ่มความง่ายในการซ่อมบำรุงและการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่สามารถทำได้โดยง่าย

กล้อง Optronic Mast ในเรือดำน้ำเริ่มมีการใช้งานมาประมาณ 30 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมานักเรือดำน้ำในหลายประเทศยังคงมีการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลากว่าเทคโนโลยีกล้อง Optronic Mast จะเป็นที่ยอมรับ ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำรุ่นใหม่หลายรุ่นยังคงใช้กล้อง Optronic Mast แทนกล้อง Search Periscope  โดยยังคงใช้งานคู่กับกล้อง Attack Periscope เพื่อให้สามารถเป็นระบบสำรองซึ่งกันและกัน (Redundancy) ในกรณีเกิดเหตุขัดข้อง

ในปัจจุบันกล้อง Optronic Mast ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มความละเอียดภาพมากขึ้น และการใช้กล้อง Short Wave IR (SWIR) เพื่อเพิ่มขีดความสามารรถในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้เทคโนโลยีกล้อง Optronic Mast เป็นที่ยอมรับมากขึ้น และเรือดำน้ำรุ่นใหม่หลายรุ่นเริ่มมีการติดตั้งกล้อง Optronic Mast เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีกล้อง Periscope เลย

OMS_SERO

การติดตั้งกล้อง Optronic Mast คู่กับกล้อง Periscope (ภาพจาก Airbus DS Optronics)

สหรัฐอเมริกา

ทร.สหรัฐฯ เป็นประเทศแรกที่ใช้กล้อง Optronic Mast ในโครงการ Non-Penetrating Periscope (NPP) ซึ่งเริ่มการพัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 และได้เริ่มทดลองใช้งานบนเรือดำน้ำชั้น Los Angeles คือเรือดำน้ำ USS Memphis (SSN 691) ในปี ค.ศ.1992 และต่อมาได้พัฒนาเป็นโครงการ Improved Non-Penetrating Periscope (INPP) โดยทำการทดลองบนเรือดำน้ำ USS Phoenex (SSN 702) ในปี ค.ศ.1995

โครงการ NPP/INPP ได้พัฒนาต่อเนื่องไปเป็นโครงการ Photonics Mast Program (PMP) ในปี ค.ศ.1995 ประกอบด้วยกล้อง HDTV สีและขาว-ดำ, กล้อง Thermal Imager ความยาวคลื่น 3-5 ไมครอน และเลเซอร์วัดระยะ โดยได้เข้าประจำการด้วยการติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Virginia ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมาภายใต้ชื่อระบบ AN/BVS-1 Photonics Mast จำนวน 2 ระบบ แทนกล้อง Periscope โดยสมบูรณ์ และต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบ AN/BVS-1(V) Photonic Mast Variant (PMV) ติดตั้งบนเรือดำน้ำ SSGN ชั้น Ohio ในช่วงปี ค.ศ.2002-2008

นอกจากนี้แล้ว ทร.สหรัฐฯ ยังได้พัฒนาระบบ AN/BSY-1 Integrated Submarine Imaging System ซึ่งเป็นระบบประมวลผลภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว และแสดงภาพบนหน้าจอระบบอำนวยการรบ โดยระบบ AN/BSY-1 ได้รับการติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Virginia และ Ohio สำหรับกล้อง Photonic Mast นอกจากนี้ยังติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Los Angeles สำหรับกล้อง Type 18 Search Periscope กับ Type 2 Attack Periscope อีกด้วย

VCS-EB.jpg

เรือดำน้ำชั้น Virginia ติดตั้งกล้อง Photonics Mast จำนวน 2 กล้อง (ภาพจาก Navy Metalworking Center)

ระบบกล้อง AN/BVS-1 ในปัจจุบันยังคงมีขนาดใหญ่และถูกพิสูจน์ทราบด้วยสายตาได้ง่ายว่าเป็นเรือดำน้ำชั้น Virginia ดังนั้น ทร.สหรัฐฯ จึงได้เริ่มโครงการ Low Profile Photonics Mast (LPPM) ในปี ค.ศ.2015 โดยมีเป้าหมายในการลดขนาดและรูปร่างให้เท่ากับกล้อง Search Periscope แบบ Type 18 ในขณะเดียวกัน ทร.สหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ Affordable Modular Panoramic Photonics Mast (AMPPM) โดยมีเป้าหมายในการลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน (Life Cycle Cost) ลงถึง 50% และเพิ่มขีดความสามารถในการมองภาพได้ 360 องศารอบทิศทางในเวลาเดียวกัน โดยมีกำหนดเริ่มการทดลองใช้กล้อง AMPPM บนเรือดำน้ำชั้น Virginia และชั้น Ohio ในปี ค.ศ.2021

เยอรมนี

บริษัท Airbus DS Optronics หรือเดิมคือ Carl Zeiss Optronics ของเยอรมนี เป็นผู้ผลิตกล้อง Periscope สำหรับเรือดำน้ำมากว่า 100 ปี ได้เริ่มการพัฒนากล้อง Optronic Mast เมื่อปี ค.ศ.1992 ซึ่งได้กลายมาเป็นระบบกล้อง Optronic Mast รุ่น OMS 100 ในปี ค.ศ.1999 โดยกล้อง OMS 100 ประสบความสำเร็จในการติดตั้งบนเรือดำน้ำของบริษัท TKMS ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ควบคู่กับการติดตั้งกล้อง Periscope แบบ SERO 400 ในเรือดำน้ำชั้น 209/1400mod ของแอฟริกาใต้และอียิปต์, เรือดำน้ำชั้น 209PN ของโปรตุเกส, เรือดำน้ำชั้น 212 Batch 2 ของเยอรมนีและอิตาลี และเรือดำน้ำชั้น 214 ของกรีซ, เกาหลีใต้ และและตุรกี นอกจากนี้กล้อง OMS 100 คู่กับกล้อง SERO 400 ยังได้รับการติดตั้งในโครงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น 209/1500 ของอินเดีย และเรือดำน้ำชั้น DSME 1400 ของอินโดนีเซียที่จัดหาจากเกาหลีใต้

ในขณะที่บางประเทศมองว่ากล้อง Optronic Mast มีขีดความสามารถและความคล่องตัวที่สามารถทดแทนกล้อง Periscope ได้ แต่แนวคิดของบริษัท Airbus DS Optronics มองว่าการใช้กล้อง Periscope คู่กับกล้อง Optronic Mast ช่วยให้สามารถมองภาพผ่านเลนส์ตา 2 ข้าง ซึ่งให้มุมมองความลึกของภาพ (Perspective) ที่ไม่สามารถแสดงได้ในจอภาพ 2 มิติ

oms110

กล้อง Optronic Mast และ Periscope ของเยอรมนี (ภาพจาก Airbus DS Optronics)

ปัจจุบันบริษัท Airbus DS Optronics ได้พัฒนากล้อง Optronic Mast แบบ OMS 110 ซึ่งเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงาน Quick Look Round ที่สามารถกวาดภาพ 360 องศารอบทิศทางได้ภายใน 3 วินาที และกล้อง Optronic Mast แบบ OMS 200  และ OMS 200 IR ซึ่งมีขนาดเล็กลง และถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานแทนกล้อง Attack Periscope ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากล้อง Search Periscope

ฝรั่งเศส

บริษัท Safran Electronics & Defense (Sagem เดิม) ของฝรั่งเศส ได้พัฒนากล้อง Optronic Mast แบบ Series 30 Search Mast System (SMS) ซึ่งสามารถติดตั้ง Sensor ได้ถึง 4 ระบบ ได้แก่ HD Mid-Wave Thermal Imager, กล้อง HDTV, กล้อง Low Light Camera และเลเซอร์วัดระยะ พร้อมกับสายอากาศ EW และ GPS โดยมีฟังก์ชั่นการทำงานหลักประกอบด้วย Quick Look Round, การตรวจการณ์ระยะไกล, การตรวจการณ์เป้าอากาศยาน และการบันทึกวีดีโอความละเอียดสูง

Daniel Linares / Safran

กล้อง Series 30 SMS ของฝรั่งเศส (ภาพจาก Safran Electronics & Defense)

กล้อง Series 30 SMS ได้รับคัดเลือกสำหรับโครงการเรือดำน้ำชั้น Barracuda ของฝรั่งเศส และติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Scorpene ของบริษัท DCNS ที่ส่งออกไปยังบราซิล, ชิลี, อินเดีย และมาเลเซีย นอกจากนี้กล้อง Series 30 SMS ยังได้รับคัดเลือกสำหรับโครงการเรือดำน้ำชั้น KSS-III ของเกาหลีใต้ และเรือดำน้ำชั้น A26 ของสวีเดน รวมถึงการติดตั้งในโครงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น A19 Gotland อีกด้วย

อังกฤษ

บริษัท Thales UK (Barr & Stroud และ Pilkington Optronics เดิม) เริ่มการวิจัยพัฒนากล้อง Optronic Mast ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งนำไปสู่กล้อง Optronic Mast แบบ CM010 ที่ติดตั้งบนเรือดำน้ำชั้น Astute ของอังกฤษ และเรือดำน้ำชั้น Soryu ของญี่ปุ่น โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการประกอบและติดตั้งให้กับบริษัท MELCO ของญี่ปุ่น

itemid-52698-getasset

กล้อง CM010 บนเรือดำน้ำชั้น Astute (ภาพจาก Electronics Weekly)

บริษัท Thales UK กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากล้อง Optronic Mast แบบ Low Profile Varient (LPV) ซึ่งจะมีขนาดเล็กลงแต่ยังคงขีดความสามารถเท่ากับกล้อง CM010 และกล้องแบบ Ultra Low Profile Variant (ULPV) ที่มีขนาดเล็กลงในขนาดของกล้อง Attack Periscope โดยการลดจำนวน Sensor ลงเหลือ 2 แบบ (HDTV กับกล้องกลางคืนหรือ Thermal Imager) นอกจากนี้บริษัท Thales UK กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากล้อง Optronic Mast แบบรอบทิศทางโดยใช้เลนส์ Hyper Hemisphere ที่สามารถมองภาพได้ 360 องศารอบทิศทางและมีมุมภาพมากกว่า 90 องศาในทางตั้ง

สรุป

โดยสรุป กล้อง Optronic Mast มีใช้งานในเรือดำน้ำมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ส่วนมากยังคงเป็นการใช้งานคู่กับกล้อง Periscope อย่างไรก็ดีกล้อง Optronic Mast กำลังได้รับความเชื่อถือและการยอมรับมากขึ้น และบางประเทศเริ่มติดตั้งกล้อง Optronic Mast ในเรือดำน้ำเพียงอย่างเดียว โดยกล้อง Optronic Mast ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น การแสดงภาพบนหน้าจอแสดงผล และการมองภาพ 360 องศาในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งของการใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับกล้อง Periscope นอกจากการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว คือการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติการและยุทธวิธีเรือดำน้ำให้เข้ากับขีดความสามารถที่เปลี่ยนไป


ที่มา – Eyes Above the Surface, Digital Battlespace ฉบับเดือนพฤศจิกายน/ธันวาคม 2559, Vol.8 No.6

มารู้จักกับเรือดำน้ำชั้น Tridente ของ ทร.โปรตุเกส

โปรตุเกสเป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่นัก มีพื้นที่ทางบกประมาณ 92,000 ตางรางกิโลเมตร (เทียบกับพื้นที่ทางบกของไทยประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร) แต่มีพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเลมากถึง 1 ล้าน 7 แสนตารางกิโลเมตร คิดเป็นเกือบ 20 เท่าของพื้นที่ทางบก โดยมีมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลในปี ค.ศ.2013 คิดเป็น 2.5% ของ GDP และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 4% ของ GDP ในปี ค.ศ.2020

submarino_00-720x506

สืบเนื่องจากมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลและพื้นที่อาณาเขตทางทะเลมหาศาล การวางทางเรือกำลังเพื่อลาดตระเวนแสดงกำลังเฝ้าระวังให้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่องจึงต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากจนเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โปรตุเกสจึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ป้องปรามแทนการแสดงกำลัง ทำให้เรือดำน้ำเป็นอาวุธที่มีความจำเป็นตามยุทธศาสตร์ทางทะเลของโปรตุเกส

submarino_08-720x476

ถึงแม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นอาวุธเทคโนโลยีสูงที่มีราคาแพง แต่ก็มีความคุ้มค่าเนื่องจากสมรรถนะในการซ่อนพราง และขีดความสามารถในการป้องปรามด้วยการเป็นกำลังที่มองไม่เห็น โดย ทร.โปรตุเกสเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Tridente จำนวน 2 ลำจากเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ.2005 ได้แก่เรือดำน้ำ Tridente และ Arpao เพื่อทดแทนเรือดำน้ำเก่าชั้น  Albacora จำนวน 4 ลำ โดยเรือดำน้ำชั้น Tridente ทั้ง 2 ลำเข้าประจำการใน ทร.โปรตุเกสในปี ค.ศ.2010

submarino_02.jpg

การสร้างเรือดำน้ำชั้น Tridente ใช้เทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำใหม่ล่าสุดในขณะนั้นทั้งในส่วนของระบบตัวเรือ, ระบบขับเคลื่อน, ระบบควบคุมเรือ, ระบบตรวจจับ และระบบอาวุธ รวมระยะเวลาการสร้างเรือ 2 ลำประมาณ 5 ปี โดยในระหว่างนั้นมีการฝึกอบรมกำลังพลเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ทั้งในส่วนของการฝึกอบรมกำลังพลประจำเรือ, ครูฝึก และช่างซ่อมบำรุงคูาขนานกันไปด้วย

Submarino Portugall002

เรือดำน้ำชั้น Tridente มีเลขรุ่นอย่างเป็นทางการว่า 209PN แต่ลักษณะโดยรวมจะเหมือนกับเรือดำน้ำชั้น 214 ซึ่งเป็นเรือดำน้ำส่งออกรุ่นล่าสุดของเยอรมนี ที่ออกแบบสำหรับการปฏิบัติการทั้งในพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่งและในทะเลเปิด มีระวางขับน้ำบนผิวน้ำประมาณ 1,700 ตัน ความยาว 67 ม. ความกว้าง 6.7 ม. มีระยะปฏิบัติการ 12,000 ไมล์ทะเล ระยะเวลาปฏิบัติการมากกว่า 45 วัน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์แบบ AC PERMASYN ที่ใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดร่วมกับระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Fuel Cell ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 20 นอต และดำน้ำได้ถึงความลึกสูงสุด 350 ม.

Engineering-photography-tim-wallace-2-720x479

การออกแบบเรือดำน้ำชั้น Tridente ใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบ 3 มิติ ร่วมกับเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการจัดวางส่วนประกอบจำนวนมากหลายแสนชิ้นภายในพื้นที่จำกัด รวมทั้งการออกแบบเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ภายในเรือ เช่น ลิ้นและท่อทางต่างๆ ในโมเดล 3D ก่อนการสร้างต้นแบบเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

Immersive-ergonomic-tests-720x252

การสร้างเรือดำน้ำชั้น Tridente แบ่งออกเป็นบล็อคย่อยๆ 5 บล็อค ซึ่งทำการสร้างทั้งที่อู่ต่อเรือ NWSE เมือง Emden และอู่ต่อเรือ HDW เมือง Kiel แล้วจึงนำมาประกอบรวมกันที่อู่ต่อเรือ HDW โดยแต่ละบล็อคจะประกอบชิ้นส่วนภายในให้เรียบร้อยก่อนนำมาประกอบเป็นตัวเรือ ช่วยให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ขนาดใหญ่ภายในเรือดำน้ำได้โดยไม่ต้องทำการตัดเปิดตัวเรือภายหลัง

Submarino_Interior-720x540

โลหะที่ใช้ในการสร้างเรือดำน้ำชั้น Tridente คือเหล็ก HY-80 และ HY-100 ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงทนทานแล้ว ยังมีความยืดหยุ่นที่ช่วยให้สามารถทนแรงดันใต้น้ำได้หลายร้อยเมตร ทำให้โครงสร้างตัวเรือทนความดันสามารถหดตัวได้เล็กน้อยตามแรงดันน้ำที่เพิ่มขึ้น และขยายตัวกลับคืนสู่สภาพเดิมเมื่อกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยแนวเชื่อมตัวเรือทนความดันซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีความแข็งแรงน้อยที่สุดจะต้องผ่านขั้นตอนการควบคุมคุณภาพทั้งการเตรียมพื้นผิว, การเชื่อมซ้ำ, การควบคุมการลดอุณหภูมิหลังการเชื่อม และการตรวจสอบคุณภาพด้วยการทำ X-Ray และ Ultrasound

Pressure.png

ในส่วนของการลดโอการสในการถูกตรวจจับ มีการใช้มาตรการต่างๆ ทั้งการลดเสียง, การลดอำนาจแม่เหล็กตัวเรือ และการลดการถูกตรวจจับด้วยสายตาและอินฟราเรด ตัวอย่างเช่น การออกแบบใบจักรที่ไม่ทำให้เกิด Cavitation ในทุกย่านความเร็วและทุกความลึก ทำให้ลดเสียงของใบจักรโดยยังคงประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเรือที่ดี, การใช้ฐานแท่นลดการสั่นสะเทือนเพื่อลดเสียงจากการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ภายในเรือ และการออกแบบเสาต่างๆ ที่ลดการแพร่คลื่นความร้อน, การสะท้อนคลื่นเรดาร๋ และการถูกตรวจจับด้วยสายตา

cavitação-720x246.png

โดยสรุปแล้วถึงแม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นอาวุธราคาแพงที่มีความซับซ้อนสูง แต่เนื่องด้วยอาณาเขตทางทะเลที่กว้างใหญ่ภายใต้ทรัพยากรทางทหารที่จำกัด เรือดำน้ำฃั้น Tridente ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการออกแบบและสร้างเรือ รวมทั้งมีขีดความสามารถสูงในการปฏิบัติการทั้งในพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่งและพื้นที่น้ำลึกในทะเลเปิด จึงเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่าและตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การป้องปรามของโปรตุเกส

IMG_1181-720x478.jpg

 


ที่มา

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo ของ ทร.อินเดีย

เวบไซต์ NDTV เผยแพร่สกู๊ปการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo ของ ทร.อินเดีย คือเรือดำน้ำ INS Sindhukirti แสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ในเรือดำน้ำและการฝึกของนักเรือดำน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่ยากลำบากและต้องมีความอดทนมากที่สุดในโลก ที่มาจาก Exclusive: An Indian Submarine, Its Crew, And Its Top Secret Mission

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว NDTV ของอินเดีย ได้มีโอกาสร่วมสังเกตการณ์การฝึกและการเตรียมการก่อนออกลาดตระเวนของเรือดำน้ำ INS Sindhukirti ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 877) ของ ทร.อินเดีย โดย ทร.อินเดียมีเรือดำน้ำชั้น Kilo จากรัสเซียจำนวน 9 ลำ และเรือดำน้ำชั้น 209/1500 จากเยอรมนีอีกจำนวน 4 ลำ นอกจากนี้ ทร.อินเดียกำลังอยู่ระหว่างการสร้างเรือดำน้ำชั้น Scorpene โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสอีก 6 ลำ

เรือดำน้ำ INS Sindhukirti ประจำการอยู่ที่ฐานทัพเรือ Visakhapatnam ทางตะวันออกของอินเดีย โดยแผนการออกปฏิบัติการของเรือจะเป็นความลับสุดยอด ซึ่งในช่วงก่อนการออกเรือแม้กระทั่งลูกเรือดำน้ำเองก็ยังไม่รู้พื้นที่และระยะเวลาการออกลาดตระเวนของเรือดำน้ำ ได้แต่คาดเดาระยะเวลาการออกปฏิบัติการจากปริมาณของเสบียงที่นำไปกับเรือ ซึ่งระยะเวลาของการออกลาดตระเวนอาจเป็นไปได้ตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึง 40 วัน

ins-sindhukirti_650x400_61485433733

กำลังพลประจำเรือดำน้ำ INS Sindhukirti (ภาพจาก NDTV)

ในระหว่างการออกปฏิบัติการซึ่งบางครั้งกินเวลากว่า 1 เดือน เรือดำน้ำ INS Sindhukirti จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง โดยกำลังพลประจำเรือจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและโลกภายนอกได้ มีเพียงการรับข่าวสารวันละ 1 ครั้งในระหว่างที่เรือทำการ Snorkel ที่หรือการดูดอากาศเข้าภายในเรือเพื่อเดินเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ขณะดำอยู่ใกล้ผิวน้ำ ซึ่งการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำจะเหมือนกับการแยกตัวจากโลกภายนอกออกมาอยู่เพียงลำพัง และการตัดสินใจรวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องดำเนินการด้วยตัวเองเท่านั้น

หนึ่งในการเตรียมการที่สำคัญก่อนการออกเรือ คือการฝึกความพร้อมของกำลังพลในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการฝึกทางยุทธวิธี, การฝึกขั้นตอนการยิงตอร์ปิโด และการฝึกป้องกันความเสียหาย โดยเรือดำน้ำจะไม่สามารถมองเห็นเป้าได้ แต่ใช้การฟังเสียงจากโซนาร์ Passive เท่านั้น ซึ่งข้อมูลทิศทางการเคลื่อนที่ของเป้ารวมถึงระยะเป้าจะต้องมาจากการคำนวณที่เรียกว่า Target Motion Analysis และข้อมูลที่คำนวณได้จะถูกส่งต่อไปยังเครื่องควบคุมการยิงเพื่อวางแผนการยิงตอร์ปิโดรวมถึงป้อนข้อมูลเป้าให้กับลูกตอร์ปิโด โดยกำลังพลตำแหน่งต่างๆ จะรับคำสั่งจาก ผบ.เรือ และและเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ระหว่างกันในลักษณะที่ดูเหมือนสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงสำหรับบุคคลภายนอก แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการฝึกการปฏิบัติตามขั้นตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เกิดความชำนาญจนสามารถปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในสถานการณ์จริง

operations-room-of-ins-sindhukirti_650x400_61485431710

ห้องศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ เปรียบเหมือนศูนย์กลางระบบประสาทสั่งการของร่างกาย (ภาพจาก NDTV)

กำลังพลที่ไม่มีหน้าที่เข้าเวรยามจะพักผ่อนอยู่ในบริเวณห้องพักภายในเรือ ซึ่งในเรือดำน้ำชั้น Kilo จะใช้ระบบเตียงนอนแบบ Hot Bunking คือกำลังพล 2 นาย จะใช้เตียง 1 เตียงร่วมกัน ผลัดเปลี่ยนกันไปตามวงรอบการเข้าเวรยาม นับเป็นหนึ่งในมาตรการการใช้พื้นที่ภายในเรืออย่างคุ้มค่า โดยนอกจากการหมุนเวียนเวรยามปฏิบัติงานตลอด 24 ชม. แล้ว การปฏิบัติของเรือดำน้ำส่วนมากยังต้องทำในเวลากลางคืนเพื่อลดโอกาสในการถูกตรวจจับ เช่น การทำ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งในระหว่างการชาร์จแบตเตอรี่จะเป็นช่วงเวลาเสี่ยงอันตรายมากที่สุดสำหรับเรือดำน้ำ โดยหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าคือความเร็วที่ไม่สูงมาก ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำชั้น Kilo มีความเร็วสูงสุดใต้น้ำประมาณ 17 นอต (ประมาณ 31 กม./ชม.) ทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วฉีกหนีจากอันตรายได้เมื่อถูกตรวจจับ ต่างจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่มีความเร็วสูงกว่าและสามารถเพิ่มความเร็วหนีออกจากพื้นที่อันตรายได้ ส่งผลให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าให้ความสำคัญกับความเงียบและการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับเป็นอย่างยิ่ง

sailors-of-ins-sindhukirti_650x400_61485427822

เสื้อผ้าที่ใช้ในเรือดำน้ำชั้น Kilo เป็นแบบใช้แล้วทิ้ง (ภาพจาก NDTV)

เรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 877) ของ ทร.อินเดียเป็นเรือรุ่นเก่าที่สร้างในสมัยสหภาพโซเวียต ซึ่งในสมัยนั้นความสะดวกสบายของกำลังพลประจำเรือไม่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบเรือดำน้ำ ส่งผลให้ภายในเรือไม่มีห้องอาบน้ำ มีเพียงห้องส้วม 1 ห้องสำหรับกำลังพลประจำเรือเกือบ 70 นาย และอุณหภูมิภายในเรือในบางห้องอาจสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส โดยกำลังพลประจำเรือจะสวมเสื้อผ้าแบบบางคล้ายชุดในโรงพยาบาล แต่เป็นชุดแบบใส่แล้วทิ้งที่จะเปลี่ยนทิ้งทุก 3 วัน ช่วยให้สามารถรักษาสุขอนามัยได้เป็นเวลานานโดยไม่ต้องอาบน้ำ

ภายใต้สภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและยากลำบาก สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้กำลังพลประจำเรือดำน้ำมีขวัญและกำลังใจที่ดีคืออาหารที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อย ภายในเรือดำน้ำชั้น Kilo อาหารทุกมื้อจะเป็นอาหารปรุงใหม่ และกำลังพลทุกนายจะรับประทานอาหารเหมือนกันหมด ไม่มีการจัดอาหารพิเศษสำหรับนายทหารสัญญาบัตรหรือผู้บังคับการเรือ นอกจากนี้ช่วงเวลารับประทานอาหารยังเป็นช่วงเวลาที่กำลังพลได้พูดคุยและผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดของการปฏิบัติงาน

engine-controls-of-ins-sindhukirti_650x400_71485427614

ห้องควบคุมระบบขับเคลื่อนในเรือดำน้ำชั้น Kilo (ภาพจาก NDTV)

นอกจากความยากลำบากแล้ว สภาพแวดล้อมภายในเรือดำน้ำยังมีความเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา และความผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลต่อชีวิตของกำลังพลประจำเรือได้ ตัวอย่างเช่น การสะสมของก๊าซไฮโดรเจนจากแบตเตอรี่อาจทำให้เกิดการระเบิดได้หากมีประกายไฟเพียงเล็กน้อย และการระเบิดหรือไฟไหม้ภายในเรืออาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการระเบิดของตอร์ปิโดและอาวุธปล่อยนำวิถีซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจทำให้สูญเสียเรือทั้งลำได้ ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กำลังพลทุกนายจะต้องระลึกถึงอยู่เสมอ และอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ระเบิดบนเรือดำน้ำ INS Sindhurakshak ระหว่างเตรียมการออกเรือเมื่อปี 2556 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 18 คน และเหตุการณ์ไฟไหม้ในเรือดำน้ำ INS Sindhuratna เมื่อปี 2557 จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน

ในปัจจุบัน ทร.อินเดียกำลังอยู่ระหว่างการเร่งเสริมสร้างกำลังเรือดำน้ำเพื่อตอบรับการขยายอิทธิพลและการปฏิบัติการปฏิบัติการเรือดำน้ำของ ทร.จีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง ได้แก่ การรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำชั้น Scorpene จำนวน 6 ลำ และมีแผนจะเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่เพิ่มเติมอีก 6 ลำในเร็วๆ นี้ เพื่อทดแทนเรือดำน้ำเก่าที่มีอยู่จำนวน 13 ลำ โดยเรือดำน้ำ INS Sindhukirti เข้าประจำการเมื่อปี 2533 และเป็นเรือดำน้ำชั้น Kilo ลำแรกที่อินเดียทำการปรับปรุงเรือเองเมื่อปี 2549 แทนการส่งเรือไปเข้ารับการปรับปรุงที่รัสเซีย อย่างไรก็ดี อินเดียประสบปัญหาความล่าช้าในการปรับปรุงเรือดำน้ำ INS Sindhukirti จนต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี และเพิ่งเสร็จสิ้นการปรับปรุงเมื่อปี 2558

img_2799

ผู้แทน ทร.ไทย เยี่ยมชมเรือดำน้ำ INS Sindhukirti เมื่อปี 2558 (ภาพจากกองเรือดำน้ำ)

ส่องอาวุธปล่อยใต้น้ำสู่พื้นรุ่นส่งออกของจีน

เหตุผลหนึ่งของกองทัพเรือ ในการชี้แจงสาเหตุการเลือกเรือดำน้ำแบบ S26T จากจีน คือขีดความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำสู่พื้น ซึ่งนับเป็นจุดเด่นเหนือข้อเสนอเรือดำน้ำคู่แข่งแบบอื่นๆ ซึ่งตามหลักของการปฏิบัติการเรือดำน้ำที่ต้องซ่อนพราง อาวุธหลักของเรือดำน้ำจึงควรต้องมีความสามารถในการซ่อนพรางด้วย รวมทั้งมีความแม่นยำสูงและมีอำนาจการทำลายที่เด็ดขาดเพื่อไม่เป็นการเปิดเผยตนเองและเพื่อไม่ให้เป้าหมายรอดมาเป็นภัยคุกคามต่อเรือดำน้ำได้ ตามคำขวัญของกองเรือดำน้ำบางประเทศที่กล่าวว่า One shot – one hit – one sink คือเมื่อยิงออกไปแล้วต้องถูกเป้า และเมื่อถูกเป้าแล้วเป้าต้องจม ตอร์ปิโดหนักจึงเป็นอาวุธหลักที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นอาวุธที่ถูกตรวจพบได้ยาก ถูกต่อต้านได้ยาก และมีอำนาจการทำลายเด็ดขาดสามารถทำให้เรือรบขนาดใหญ่ขาด 2 ท่อนได้ แต่น่าแปลกที่เหตุผลในการเลือกเรือดำน้ำ S26T กลับละเลย(ความด้อย)ขีดความสามารถของตอร์ปิโดจีน และไปเน้นที่อาวุธปล่อยนำวิถีแทน บทความนี้จึงขอพาไปชมอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำสู่พื้นรุ่นส่งออกของจีน คืออาวุธปล่อย CM-708UNB ว่าจะมีจุดเด่นอย่างไร สมกับเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกเรือดำน้ำ S26T หรือไม่

unb.png

อาวุธปล่อยนำวิถี CM-708UNB เป็นอาวุธปล่อยใต้น้ำสู่พื้นรุ่นส่งออกล่าสุดของจีนที่เพิ่งเปิดตัวในงาน Defense Service Asia (DSA) เมื่อเดือนเมษายน 2559 ผลิตโดยบริษัท CPMIEC (China National Precision Machinery Import & Export Corporation) โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดจากอาวุธปล่อย C-802A รุ่นยิงจากเรือผิวน้ำให้สามารถยิงจากใต้น้ำได้

คุณลักษณะทั่วไปของอาวุธปล่อย CM-708UNB มีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อย C-802A คือขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Turbojet มีความเร็วประมาณมัค 0.8-0.9 แต่ยืดส่วนถังน้ำมันเชื้อเพลิงออก และลดขนาดหัวรบลงจาก 190 กิโลกรัม เป็น 155 กิโลกรัม เพื่อช่วยเพิ่มระยะยิงเป็น 157 ไมล์ทะเล (290 กิโลเมตร) และเพิ่มขีดความสามารถในการนำวิถีด้วยดาวเทียม (GPS/GLONASS) สำหรับการยิงเป้านิ่งบนฝั่ง

cm708unb.png

การโฆษณาของจีนพยายามสื่อให้เข้าใจไปว่าอาวุธปล่อย CM-708UNB เป็นอาวุธปล่อยโจมตีฝั่งด้วย แต่พื้นฐานของอาวุธปล่อย CM-708UNB ยังคงเป็นอาวุธปล่อยโจมตีเรือผิวน้ำที่เพิ่มการนำวิถีด้วย GPS/GLONASS เท่านั้น จึงไม่มีโหมดการทำงานที่จำเป็นสำหรับอาวุธปล่อยโจมตีฝั่งที่แท้จริง เช่น การบินเรี่ยพื้นเกาะไปตามความสูง (Terrain Following) แบบอาวุธปล่อย Kalibr ของรัสเซีย หรือ Tomahawk ของสหรัฐฯ แต่ใช้การบินที่ความสูงคงที่ประมาณ 2,000 ฟุตในโหมดโจมตีฝั่งทำให้ถูกตรวจจับด้วยเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศได้ง่าย นอกจากนี้การที่อาวุธปล่อย CM-708UNB มีพื้นฐานจากอาวุธปล่อยโจมตีเรือผิวน้ำ C-802A ทำให้มีขนาดหัวรบเล็กกว่าอาวุธปล่อยโจมตีฝั่ง (อาวุธปล่อยโจมตีฝั่งทั่วไปมีขนาดหัวรบไม่น้อยกว่า 400 กิโลกรัม) อีกทั้งการลดขนาดหัวรบลงอีก 20% เพื่อเพิ่มระยะยิงยังทำให้อำนาจการทำลายลดต่ำลงไปอีกจนไม่สามารถทำลายเป้าหมายบนฝั่งที่มีการเสริมความแข็งแรงได้

นอกจากนี้อาวุธปล่อยต่อต้านเรือผิวน้ำที่มีระยะยิงไกลจะมีปัญหาว่าเป้าจะมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนเข็ม-ความเร็วไปจากเดิมได้ ทำให้การนำวิถีแบบ Future Point ด้วยการประมาณการเคลื่อนที่ของเป้า ณ ปัจจุบันมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้มาก ซึ่งอาวุธปล่อยสมัยใหม่มีแนวทางการแก้ปัญหา 2 วิธี คือการใช้ความเร็วสูงเพื่อลดเวลาเดินทางถึงเป้า หรือการใช้ระบบ Data Link สำหรับอัพเดทข้อมูลเป้าระหว่างการเดินทาง ซึ่งอาวุธปล่อย CM-708UNB มีระยะยิงถึง 157 ไมล์ทะเล แต่ไม่มีระบบ Data Link สำหรับอัพเดทข้อมูลเป้า และมีความเร็วเดินทางเท่ากับอาวุธปล่อยทั่วไปที่ประมาณมัค 0.8-0.9 ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางถึงเป้าที่ระยะยิงไกลสุดประมาณ 17 นาที ซึ่งในระหว่างนั้นเป้าเรือผิวน้ำความเร็ว 25 นอตสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่า 7 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 13 กม. ทำให้มีความเสี่ยงในการพลาดเป้าสูงมาก

ที่กล่าวมายังไม่รวมถึงการขาดความน่าเชื่อถือของอาวุธปล่อยรุ่นส่งออกที่ผลิตจากจีน โดยอาวุธปล่อยนำวิถี C-802 มีประวัติการใช้งานบ่อยครั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น กรณีเรือคอร์เวต INS Hanit ขนาดระวางขับน้ำ 1,200 ตันของอิสราเอลถูกยิงเมื่อปี ค.ศ.2006 และเรือลำเลียงความเร็วสูง HSV Swift ขนาดระวางขับน้ำ 1,600 ตันของ UAE ถูกยิงเมื่อปี ค.ศ.2016 ซึ่งทั้ง 2 กรณีอาวุธปล่อย C-802 สร้างความเสียหายรุนแรงแต่ไม่สามารถจมเรือเป้าได้ทั้งที่ไม่มีการป้องกันตัว และล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทร.อินโดนีเซียได้สาธิตการยิงอาวุธปล่อย C-705 จากเรือเร็วโจมตีจำนวน 2 ลำต่อหน้าประธานาธิบดี Joko Widodo ซึ่งอาวุธปล่อยทั้ง 2  ลูกทำงานขัดข้องและยิงไม่เข้าเป้าซึ่งเป็นเรือส่งกำลังบำรุงเก่าของ ทร.อินโดนีเซีย


ที่มา

เรือดำน้ำชั้น Ula (Type 210) กับโครงการเรือดำน้ำใหม่ของนอร์เวย์

นอร์เวย์กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ทดแทนเรือชั้น Ula โดยมีผู้ผลิตเรือดำน้ำที่สนใจยื่นข้อเสนอโครงการประกอบด้วย บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส, บริษัท Fincantieri ของอิตาลี, บริษัท Navantia ของสเปน, บริษัท TKMS ของเยอรมนี, บริษัท Saab Kockums ของสวีเดน และบริษัท DSME ของเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2559 รัฐบาลนอร์เวย์ได้ทำการคัดเลือกขั้นต้นเหลือเพียง 2 บริษัท คือ บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส และบริษัท TKMS ของเยอรมนี จากการพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม และการทหาร โดยมีกำหนดประกาศผลการคัดเลือกขั้นสุดท้ายในต้นปี 2560 นี้ นับเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของโครงการที่ทั้งบริษัท DCNS และบริษัท TKMS แข่งขันกันอย่างเต็มที่หลังจากที่บริษัท DCNS ได้รับคัดเลือกในโครงการเรือดำน้ำของออสเตรเลียไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

original6

เรือดำน้ำชั้น Ula ของ ทร.นอร์เวย์ (ภาพจาก På dypt vann)

ปัจจุบัน ทร.นอร์เวย์มีเรือดำน้ำชั้น Ula (Type 210) ที่จัดหาจากเยอรมนีจำนวน 6 ลำตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยได้รับการปรับปรุงเรือเพื่อรองรับการปฏิบัติการในพื้นที่เขตร้อนสำหรับเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Active Endeavour ของนาโต้ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และได้รับการปรับปรุงยืดอายุการใช้งานไปจนถึงทศวรรษที่ 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือดำน้ำรุ่นใหม่จะเริ่มเข้าประจำการทดแทน

original10

นายทหารยามนำเรือบนสะพานเดินเรือในช่วงพลบค่ำ (ภาพจาก På dypt vann)

 

เรือดำน้ำชั้น Ula เป็นเรือดำน้ำขนาดกะทัดรัดที่ถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในเขตน้ำลึกและในบริเวณพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่ง มีขนาดระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 1,040 ตัน ความยาว 59 เมตร และความกว้างเพียง 5.4 เมตร มีกำลังพลประจำเรือ 21 นาย ซึ่งขนาดเรือที่จำกัดทำให้ความเป็นอยู่ในเรือค่อนข้างแออัดและขาดความเป็นส่วนตัว ทำให้กำลังพลประจำเรือมีความใกล้ชิดกันมาก พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในเรือถูกใช้ไปกับการติดตั้งอุปกรณ์และระบบอาวุธ โดยเรือดำน้ำชั้น Ula ติดตั้งท่อตอร์ปิโดจำนวน 8 ท่อ และสามารถนำตอร์ปิโด DM2A3 ไปกับเรือได้ 14 ลูก และถึงแม้ว่าตัวเรือดำน้ำจะมีขนาดเล็ก แต่ก็สามารถปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Active Endeavour ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นระยะเวลา 35 วัน

original5

ความเป็นอยู่ที่แออัดและไม่เป็นส่วนตัวในเรือดำน้ำทำให้กำลังพลมีความใกล้ชิดกันมาก (ภาพจาก På dypt vann)

ขีดความสามารถในการซ่อนพรางช่วยให้เรือดำน้ำจำนวนไม่กี่ลำสามารถถ่วงดุลกำลังรบขนาดใหญ่กว่าได้ อีกทั้งเรือดำน้ำยังสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระในพื้นที่ที่มีภัยคุกคามหนาแน่น ส่งผลให้เรือดำน้ำเป็นหนึ่งในกำลังรบหลักของนอร์เวย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอร์เวย์มีชายฝั่งที่มีเกาะแก่งมากและมีสภาพแวดล้อมใต้น้ำที่ซับซ้อน ทำให้การตรวจจับเป้าใต้น้ำมีความยากลำบาก ช่วยให้เรือดำน้ำยิ่งเป็นฝ่ายมีความได้เปรียบ โดย ทร.นอร์เวย์มีแนวความคิดการใช้เรือดำน้ำในอนาคตสำหรับการรวบรวมข้อมูลการข่าวและการสนับสนุนการปฏิบัติการพิเศษเป็นหลัก

original7

ห้องควบคุมระบบขับเคลื่อนและระบบไฟฟ้าในเรือดำน้ำชั้น Ula (ภาพจาก På dypt vann)

ความต้องการอย่างหนึ่งของ ทร.นอร์เวย์ คือระบบขับเคลื่อน AIP ซึ่งช่วยยืดระยะเวลาปฏิบัติการใต้น้ำต่อเนื่องได้นานประมาณ 2 สัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ โดยหลักการทำงานของระบบขับเคลื่อน AIP คือการใช้ออกซิเจนเหลวในเครื่องยนต์สันดาปหรือในการทำปฏิกริยาเคมีเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าโดยไม่ต้องอาศัยอากาศจากภายนอก ทำให้ลดโอกาสเปิดเผยตัวในการทำ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ เนื่องจากอากาศยานสามารถตรวจจับท่อ Snorkel ได้จากระยะไกล แต่เรือดำน้ำในอนาคตจะมีขีดความสามารถในการป้องกันตัวจากอากาศยานด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำ-สู่-อากาศ ทำให้การใช้อากาศยานในการค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากในปัจจุบัน

original9

ระบบโซนาร์และระบบอำนวยการรบเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติการเรือดำน้ำ (ภาพจาก På dypt vann)

ขีดความสามารถที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเรือดำน้ำคือระบบโซนาร์ เรือดำน้ำใช้โซนาร์ Passive ในการเฝ้าฟังเสียงจากเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ซึ่งนอกจากการตรวจจับเป้าแล้วเรือดำน้ำยังใช้การฟังเสียงจากโซนาร์ Passive ในการพิสูจน์ทราบและแยกแยะเป้าอีกด้วย นอกจากนี้โซนาร์ของเรือดำน้ำยังสามารถได้ยินเสียงจากสัตว์ทะเล เช่น วาฬและโลมา ซึ่งในช่วงแรกอาจฟังดูน่าสนใจ แต่บางครั้งเสียงจากวาฬและโลมาที่มีจำนวนมากบริเวณนอกชายฝั่งของนอร์เวย์ก็กลายเป็นอุปสรรครบกวนการทำงานของโซนาร์เรือดำน้ำ

original4

ท่อตอร์ปิโดขนาด 533 มม. ในเรือดำน้ำชั้น Ula (ภาพจาก På dypt vann)

ความเด็ดขาดของอาวุธเรือดำน้ำทำให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการเป็นอาวุธป้องปรามที่สามารถสร้างความยับยั้งชั่งใจให้กับฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ใช้กำลังในการแก้ไขความขัดแย้งเนื่องจากจะเกิดผลเสียที่ไม่คุ้มค่า โดยเรือดำน้ำชั้น Ula มีท่อต่อปิโดขนาด 533 มม. จำนวน 8 ท่อ สามารถติดตั้งตอร์ปิโด DM2A3 ได้ 14 ลูก ตอร์ปิโดแต่ละลูกมีอำนาจการทำลายที่สามารถทำให้เรือรบขนาดใหญ่ขาดเป็น 2 ท่อนได้ นอกจากนี้นอร์เวย์ยังมีแนวความคิดในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี Tomahawk เพื่อให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการโจมตีฝั่งลึกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้าม ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถรองรับภารกิจที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีฝั่งระยะไกลอาจเป็นเพียงแนวความคิดสำหรับการปรับปรุงเรือในอนาคต (ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มี) โดยตอร์ปิโดหนักยังคงเป็นอาวุธหลักและเป็นหลักประกันในการเป็นอาวุธป้องปรามของเรือดำน้ำ

original8_c

เครื่องถือท้ายและระบบแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ที่แม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติการบริเวณพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่ง (ภาพจาก På dypt vann)

ในปัจจุบัน ทร.นอร์เวย์มีเรือดำน้ำชั้น Ula จำนวน 6 ลำ ซึ่งโครงการเรือดำน้ำใหม่ในขั้นต้นกำหนดความต้องการเรือดำน้ำใหม่ทดแทนจำนวน 4 ลำ โดยจะเริ่มเข้าประจำการในช่วงกลางทศวรรษที่ 2020 และมีกำหนดเข้าประจำการครบทั้ง 4 ลำในปี ค.ศ.2028 แต่อาจมีการทบทวนจำนวนเรือดำน้ำเพิ่มเป็น 6 ลำในปี ค.ศ.2025 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับงบประมาณในขณะนั้น

original3

กำลังพลประจำเรือดำน้ำชั้น Ula ของ ทร.นอร์เวย์ (ภาพจาก På dypt vann)


ที่มา – På dypt vann : Hvor mange ubåter skal Norge ha? 12? 6? 4? Eller ingen?