ส่องอาวุธปล่อยใต้น้ำสู่พื้นรุ่นส่งออกของจีน

เหตุผลหนึ่งของกองทัพเรือ ในการชี้แจงสาเหตุการเลือกเรือดำน้ำแบบ S26T จากจีน คือขีดความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำสู่พื้น ซึ่งนับเป็นจุดเด่นเหนือข้อเสนอเรือดำน้ำคู่แข่งแบบอื่นๆ ซึ่งตามหลักของการปฏิบัติการเรือดำน้ำที่ต้องซ่อนพราง อาวุธหลักของเรือดำน้ำจึงควรต้องมีความสามารถในการซ่อนพรางด้วย รวมทั้งมีความแม่นยำสูงและมีอำนาจการทำลายที่เด็ดขาดเพื่อไม่เป็นการเปิดเผยตนเองและเพื่อไม่ให้เป้าหมายรอดมาเป็นภัยคุกคามต่อเรือดำน้ำได้ ตามคำขวัญของกองเรือดำน้ำบางประเทศที่กล่าวว่า One shot – one hit – one sink คือเมื่อยิงออกไปแล้วต้องถูกเป้า และเมื่อถูกเป้าแล้วเป้าต้องจม ตอร์ปิโดหนักจึงเป็นอาวุธหลักที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นอาวุธที่ถูกตรวจพบได้ยาก ถูกต่อต้านได้ยาก และมีอำนาจการทำลายเด็ดขาดสามารถทำให้เรือรบขนาดใหญ่ขาด 2 ท่อนได้ แต่น่าแปลกที่เหตุผลในการเลือกเรือดำน้ำ S26T กลับละเลย(ความด้อย)ขีดความสามารถของตอร์ปิโดจีน และไปเน้นที่อาวุธปล่อยนำวิถีแทน บทความนี้จึงขอพาไปชมอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำสู่พื้นรุ่นส่งออกของจีน คืออาวุธปล่อย CM-708UNB ว่าจะมีจุดเด่นอย่างไร สมกับเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกเรือดำน้ำ S26T หรือไม่

unb.png

อาวุธปล่อยนำวิถี CM-708UNB เป็นอาวุธปล่อยใต้น้ำสู่พื้นรุ่นส่งออกล่าสุดของจีนที่เพิ่งเปิดตัวในงาน Defense Service Asia (DSA) เมื่อเดือนเมษายน 2559 ผลิตโดยบริษัท CPMIEC (China National Precision Machinery Import & Export Corporation) โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดจากอาวุธปล่อย C-802A รุ่นยิงจากเรือผิวน้ำให้สามารถยิงจากใต้น้ำได้

คุณลักษณะทั่วไปของอาวุธปล่อย CM-708UNB มีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อย C-802A คือขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Turbojet มีความเร็วประมาณมัค 0.8-0.9 แต่ยืดส่วนถังน้ำมันเชื้อเพลิงออก และลดขนาดหัวรบลงจาก 190 กิโลกรัม เป็น 155 กิโลกรัม เพื่อช่วยเพิ่มระยะยิงเป็น 157 ไมล์ทะเล (290 กิโลเมตร) และเพิ่มขีดความสามารถในการนำวิถีด้วยดาวเทียม (GPS/GLONASS) สำหรับการยิงเป้านิ่งบนฝั่ง

cm708unb.png

การโฆษณาของจีนพยายามสื่อให้เข้าใจไปว่าอาวุธปล่อย CM-708UNB เป็นอาวุธปล่อยโจมตีฝั่งด้วย แต่พื้นฐานของอาวุธปล่อย CM-708UNB ยังคงเป็นอาวุธปล่อยโจมตีเรือผิวน้ำที่เพิ่มการนำวิถีด้วย GPS/GLONASS เท่านั้น จึงไม่มีโหมดการทำงานที่จะเป็นสำหรับอาวุธปล่อยโจมตีฝั่งที่แท้จริง เช่น การบินเรี่ยพื้นเกาะไปตามความสูง (Terrain Following) แบบอาวุธปล่อย Kalibr หรือ Tomahawk แต่ใช้การบินที่ความสูงคงที่ประมาณ 2,000 ฟุตในโหมดโจมตีฝั่งทำให้ถูกตรวจจับด้วยเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศได้ง่าย นอกจากนี้การที่อาวุธปล่อย CM-708UNB มีพื้นฐานจากอาวุธปล่อยโจมตีเรือผิวน้ำ C-802A ทำให้มีขนาดหัวรบเล็กกว่าอาวุธปล่อยโจมตีฝั่ง (อาวุธปล่อยโจมตีฝั่งทั่วไปมีขนาดหัวรบไม่น้อยกว่า 400 กิโลกรัม) อีกทั้งการลดขนาดหัวรบลงอีก 20% เพื่อเพิ่มระยะยิงยังทำให้อำนาจการทำลายลดต่ำลงไปอีกจนไม่สามารถทำลายเป้าหมายบนฝั่งที่มีการเสริมความแข็งแรงได้

นอกจากนี้อาวุธปล่อยต่อต้านเรือผิวน้ำที่มีระยะยิงไกลจะมีปัญหาว่าเป้าจะมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนเข็ม-ความเร็วไปจากเดิมได้ ทำให้การนำวิถีแบบ Future Point ด้วยการประมาณการเคลื่อนที่ของเป้า ณ ปัจจุบันมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้มาก ซึ่งอาวุธปล่อยสมัยใหม่มีแนวทางการแก้ปัญหา 2 วิธี คือการใช้ความเร็วสูงเพื่อลดเวลาเดินทางถึงเป้า หรือการใช้ระบบ Data Link สำหรับอัพเดทข้อมูลเป้าระหว่างการเดินทาง ซึ่งอาวุธปล่อย CM-708UNB มีระยะยิงถึง 157 ไมล์ทะเล แต่ไม่มีระบบ Data Link สำหรับอัพเดทข้อมูลเป้า และมีความเร็วเดินทางเท่ากับอาวุธปล่อยทั่วไปที่ประมาณมัค 0.8-0.9 ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางถึงเป้าที่ระยะยิงไกลสุดประมาณ 17 นาที ซึ่งในระหว่างนั้นเป้าเรือผิวน้ำความเร็ว 25 นอตสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่า 7 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 13 กม. ทำให้มีความเสี่ยงในการพลาดเป้าสูงมาก

ที่กล่าวมายังไม่รวมถึงการขาดความน่าเชื่อถือของอาวุธปล่อยรุ่นส่งออกที่ผลิตจากจีน โดยอาวุธปล่อยนำวิถี C-802 มีประวัติการใช้งานบ่อยครั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น กรณีเรือคอร์เวต INS Hanit ขนาดระวางขับน้ำ 1,200 ตันของอิสราเอลถูกยิงเมื่อปี ค.ศ.2006 และเรือลำเลียงความเร็วสูง HSV Swift ขนาดระวางขับน้ำ 1,600 ตันของ UAE ถูกยิงเมื่อปี ค.ศ.2016 ซึ่งทั้ง 2 กรณีอาวุธปล่อย C-802 สร้างความเสียหายรุนแรงแต่ไม่สามารถจมเรือเป้าได้ทั้งที่ไม่มีการป้องกันตัว และล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทร.อินโดนีเซียได้สาธิตการยิงอาวุธปล่อย C-705 จากเรือเร็วโจมตีจำนวน 2 ลำต่อหน้าประธานาธิบดี Joko Widodo ซึ่งอาวุธปล่อยทั้ง 2  ลูกทำงานขัดข้องและยิงไม่เข้าเป้าซึ่งเป็นเรือส่งกำลังบำรุงเก่าของ ทร.อินโดนีเซีย


ที่มา

เรือดำน้ำชั้น Ula ของ ทร.นอร์เวย์

เรือดำน้ำชั้น Ula (Type 210) กับโครงการเรือดำน้ำใหม่ของนอร์เวย์

นอร์เวย์กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ทดแทนเรือชั้น Ula โดยมีผู้ผลิตเรือดำน้ำที่สนใจยื่นข้อเสนอโครงการประกอบด้วย บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส, บริษัท Fincantieri ของอิตาลี, บริษัท Navantia ของสเปน, บริษัท TKMS ของเยอรมนี, บริษัท Saab Kockums ของสวีเดน และบริษัท DSME ของเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2559 รัฐบาลนอร์เวย์ได้ทำการคัดเลือกขั้นต้นเหลือเพียง 2 บริษัท คือ บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส และบริษัท TKMS ของเยอรมนี จากการพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม และการทหาร โดยมีกำหนดประกาศผลการคัดเลือกขั้นสุดท้ายในต้นปี 2560 นี้ นับเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของโครงการที่ทั้งบริษัท DCNS และบริษัท TKMS แข่งขันกันอย่างเต็มที่หลังจากที่บริษัท DCNS ได้รับคัดเลือกในโครงการเรือดำน้ำของออสเตรเลียไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

original6

เรือดำน้ำชั้น Ula ของ ทร.นอร์เวย์ (ภาพจาก På dypt vann)

ปัจจุบัน ทร.นอร์เวย์มีเรือดำน้ำชั้น Ula (Type 210) ที่จัดหาจากเยอรมนีจำนวน 6 ลำตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยได้รับการปรับปรุงเรือเพื่อรองรับการปฏิบัติการในพื้นที่เขตร้อนสำหรับเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Active Endeavour ของนาโต้ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และได้รับการปรับปรุงยืดอายุการใช้งานไปจนถึงทศวรรษที่ 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือดำน้ำรุ่นใหม่จะเริ่มเข้าประจำการทดแทน

original10

นายทหารยามนำเรือบนสะพานเดินเรือในช่วงพลบค่ำ (ภาพจาก På dypt vann)

 

เรือดำน้ำชั้น Ula เป็นเรือดำน้ำขนาดกะทัดรัดที่ถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในเขตน้ำลึกและในบริเวณพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่ง มีขนาดระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 1,040 ตัน ความยาว 59 เมตร และความกว้างเพียง 5.4 เมตร มีกำลังพลประจำเรือ 21 นาย ซึ่งขนาดเรือที่จำกัดทำให้ความเป็นอยู่ในเรือค่อนข้างแออัดและขาดความเป็นส่วนตัว ทำให้กำลังพลประจำเรือมีความใกล้ชิดกันมาก พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในเรือถูกใช้ไปกับการติดตั้งอุปกรณ์และระบบอาวุธ โดยเรือดำน้ำชั้น Ula ติดตั้งท่อตอร์ปิโดจำนวน 8 ท่อ และสามารถนำตอร์ปิโด DM2A3 ไปกับเรือได้ 14 ลูก และถึงแม้ว่าตัวเรือดำน้ำจะมีขนาดเล็ก แต่ก็สามารถปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Active Endeavour ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นระยะเวลา 35 วัน

original5

ความเป็นอยู่ที่แออัดและไม่เป็นส่วนตัวในเรือดำน้ำทำให้กำลังพลมีความใกล้ชิดกันมาก (ภาพจาก På dypt vann)

ขีดความสามารถในการซ่อนพรางช่วยให้เรือดำน้ำจำนวนไม่กี่ลำสามารถถ่วงดุลกำลังรบขนาดใหญ่กว่าได้ อีกทั้งเรือดำน้ำยังสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระในพื้นที่ที่มีภัยคุกคามหนาแน่น ส่งผลให้เรือดำน้ำเป็นหนึ่งในกำลังรบหลักของนอร์เวย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอร์เวย์มีชายฝั่งที่มีเกาะแก่งมากและมีสภาพแวดล้อมใต้น้ำที่ซับซ้อน ทำให้การตรวจจับเป้าใต้น้ำมีความยากลำบาก ช่วยให้เรือดำน้ำยิ่งเป็นฝ่ายมีความได้เปรียบ โดย ทร.นอร์เวย์มีแนวความคิดการใช้เรือดำน้ำในอนาคตสำหรับการรวบรวมข้อมูลการข่าวและการสนับสนุนการปฏิบัติการพิเศษเป็นหลัก

original7

ห้องควบคุมระบบขับเคลื่อนและระบบไฟฟ้าในเรือดำน้ำชั้น Ula (ภาพจาก På dypt vann)

ความต้องการอย่างหนึ่งของ ทร.นอร์เวย์ คือระบบขับเคลื่อน AIP ซึ่งช่วยยืดระยะเวลาปฏิบัติการใต้น้ำต่อเนื่องได้นานประมาณ 2 สัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ โดยหลักการทำงานของระบบขับเคลื่อน AIP คือการใช้ออกซิเจนเหลวในเครื่องยนต์สันดาปหรือในการทำปฏิกริยาเคมีเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าโดยไม่ต้องอาศัยอากาศจากภายนอก ทำให้ลดโอกาสเปิดเผยตัวในการทำ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ เนื่องจากอากาศยานสามารถตรวจจับท่อ Snorkel ได้จากระยะไกล แต่เรือดำน้ำในอนาคตจะมีขีดความสามารถในการป้องกันตัวจากอากาศยานด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีใต้น้ำ-สู่-อากาศ ทำให้การใช้อากาศยานในการค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากในปัจจุบัน

original9

ระบบโซนาร์และระบบอำนวยการรบเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติการเรือดำน้ำ (ภาพจาก På dypt vann)

ขีดความสามารถที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเรือดำน้ำคือระบบโซนาร์ เรือดำน้ำใช้โซนาร์ Passive ในการเฝ้าฟังเสียงจากเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ซึ่งนอกจากการตรวจจับเป้าแล้วเรือดำน้ำยังใช้การฟังเสียงจากโซนาร์ Passive ในการพิสูจน์ทราบและแยกแยะเป้าอีกด้วย นอกจากนี้โซนาร์ของเรือดำน้ำยังสามารถได้ยินเสียงจากสัตว์ทะเล เช่น วาฬและโลมา ซึ่งในช่วงแรกอาจฟังดูน่าสนใจ แต่บางครั้งเสียงจากวาฬและโลมาที่มีจำนวนมากบริเวณนอกชายฝั่งของนอร์เวย์ก็กลายเป็นอุปสรรครบกวนการทำงานของโซนาร์เรือดำน้ำ

original4

ท่อตอร์ปิโดขนาด 533 มม. ในเรือดำน้ำชั้น Ula (ภาพจาก På dypt vann)

ความเด็ดขาดของอาวุธเรือดำน้ำทำให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการเป็นอาวุธป้องปรามที่สามารถสร้างความยับยั้งชั่งใจให้กับฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ใช้กำลังในการแก้ไขความขัดแย้งเนื่องจากจะเกิดผลเสียที่ไม่คุ้มค่า โดยเรือดำน้ำชั้น Ula มีท่อต่อปิโดขนาด 533 มม. จำนวน 8 ท่อ สามารถติดตั้งตอร์ปิโด DM2A3 ได้ 14 ลูก ตอร์ปิโดแต่ละลูกมีอำนาจการทำลายที่สามารถทำให้เรือรบขนาดใหญ่ขาดเป็น 2 ท่อนได้ นอกจากนี้นอร์เวย์ยังมีแนวความคิดในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี Tomahawk เพื่อให้เรือดำน้ำมีขีดความสามารถในการโจมตีฝั่งลึกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้าม ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถรองรับภารกิจที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี การติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีฝั่งระยะไกลอาจเป็นเพียงแนวความคิดสำหรับการปรับปรุงเรือในอนาคต (ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มี) โดยตอร์ปิโดหนักยังคงเป็นอาวุธหลักและเป็นหลักประกันในการเป็นอาวุธป้องปรามของเรือดำน้ำ

original8_c

เครื่องถือท้ายและระบบแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ที่แม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติการบริเวณพื้นที่จำกัดใกล้ฝั่ง (ภาพจาก På dypt vann)

ในปัจจุบัน ทร.นอร์เวย์มีเรือดำน้ำชั้น Ula จำนวน 6 ลำ ซึ่งโครงการเรือดำน้ำใหม่ในขั้นต้นกำหนดความต้องการเรือดำน้ำใหม่ทดแทนจำนวน 4 ลำ โดยจะเริ่มเข้าประจำการในช่วงกลางทศวรรษที่ 2020 และมีกำหนดเข้าประจำการครบทั้ง 4 ลำในปี ค.ศ.2028 แต่อาจมีการทบทวนจำนวนเรือดำน้ำเพิ่มเป็น 6 ลำในปี ค.ศ.2025 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับงบประมาณในขณะนั้น

original3

กำลังพลประจำเรือดำน้ำชั้น Ula ของ ทร.นอร์เวย์ (ภาพจาก På dypt vann)


ที่มา – På dypt vann : Hvor mange ubåter skal Norge ha? 12? 6? 4? Eller ingen?

3 สัปดาห์ในเรือดำน้ำชั้น 212A ของ ทร.เยอรมนี

แอดมินได้มีโอกาสพิเศษอีกครั้งในการเผยแพร่บทความ “3 สัปดาห์ในเรือดำน้ำชั้น 212A ของ ทร.เยอรมนี” เขียนโดยท่าน โยฮัน เล่าประสบการณ์ที่ได้ไปฝึกปฏิบัติงานในเรือดำน้ำ U32 ของ ทร.เยอรมนี ในการฝึก Flag Officer Sea Training (FOST) ที่อังกฤษเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งบทความนี้จะลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “กระดูกงู” ของกองเรือยุทธการในเร็วๆ นี้ครับ


กล่าวนำ

ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติการในเรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนี ระหว่าง 6 – 30 กันยายน 2559 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในยุคปัจจุบันที่กำลังพลของ ทร. ได้มีโอกาสสังเกตการณ์การปฏิบัติการในเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าเป็นเวลานานถึง 3 สัปดาห์ จึงขอนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเล่าสู่ชาวเรือให้ได้รับทราบกัน เพื่อเป็นการถ่ายทอดภาพชีวิตความเป็นอยู่และการปฏิบัติต่างๆ ภายในเรือดำน้ำ ให้กับผู้ที่สนใจจะปฏิบัติงานในเรือดำน้ำตามที่ ทร.กำลังมีโครงการจัดหาในปัจจุบัน

การสังเกตการณ์การปฏิบัติการในเรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนี ริเริ่มมาจากการประชุมโครงการความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงกลาโหม กับกระทรวงกลาโหมเยอรมนี เป็นความร่วมมือต่อเนื่องจากการสนับสนุนหลักสูตรวิทยาการและเทคโนโลยีเรือดำน้ำเยอรมนีตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

ศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ ทร.เยอรมนี

การสังเกตการณ์การปฏิบัติการในเรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนี แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การเยี่ยมชมศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ ทร.เยอรมนี ระหว่าง 6 – 9 กันยายน 2559 กับการสังเกตการณ์การปฏิบัติการในเรือดำน้ำ U32 ของ ทร.เยอรมนี ระหว่าง 9 – 30 กันยายน 2559 โดยเป็นการออกเรือจากฐานทัพเรือ Eckernförde ไปสนับสนุนการฝึก Flag Officer Sea Training (FOST) ของ ทร.อังกฤษ ในบริเวณนอกชายฝั่งเมือง Plymouth ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

1.png

ห้องเรียนและเครื่องฝึกที่ศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ ทร.เยอรมนี

ศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ ทร.เยอรมนี เป็นหน่วยขึ้นตรงของกองเรือดำน้ำเยอรมนี มีภารกิจในการผลิตนักเรือดำน้ำให้กับกองเรือดำน้ำ และให้การสนับสนุนการฝึกให้กับชาติพันธมิตร ศูนย์ฝึกฯ แบ่งการฝึกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนการปฏิบัติการและส่วนเทคนิค โดยในแต่ละส่วนจะมีอุปกรณ์การฝึกทั้งที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์ประกอบการสอน และระบบ Simulator รวมทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้จริงภายในเรือดำน้ำ จึงทำให้การฝึกมีความสมจริงมาก

การฝึก Flag Officer Sea Training (FOST)

การปฏิบัติในช่วงที่ 2 คือการลงเรือดำน้ำ U32 เพื่อสังเกตการณ์การปฏิบัติในเรือ ในระหว่างการสนับสนุนการฝึก Flag Officer Sea Training (FOST) ของ ทร.อังกฤษ ซึ่งนอกจากคณะสังเกตการณ์จำนวน 2 นายจาก ทร. แล้ว ยังมีนักเรียนนายเรือเกาหลีใต้ที่ได้รับทุนให้ไปศึกษาที่โรงเรียนนายเรือเยอรมนี ร่วมลงฝึกงานในเรือดำน้ำ U32 ด้วย

การฝึก FOST ของ ทร.อังกฤษ เป็นการฝึกทดสอบความพร้อมก่อนการออกปฏิบัติการของหน่วยต่างๆ ทั้งของ ทร.อังกฤษ และประเทศสมาชิกนาโต้ มีระยะเวลาการฝึก 6 สัปดาห์ ประกอบด้วยการฝึกสาขาต่างๆ ตั้งแต่การยิงอาวุธประจำเรือ, การปราบเรือดำน้ำ, การป้องกันภัยทางอากาศ, การรับ-ส่งสิ่งของในทะเล, การป้องกันความเสียหาย ไปจนถึงการปราบปรามโจรสลัดและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล ในแต่ละสัปดาห์จะมีการฝึกทดสอบสถานการณ์การรบเต็มรูปแบบในทุกวันพฤหัสบดี เรียกว่า Weekly War หรือ Thursday War ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกต้องเผชิญกับสถานการณ์ซับซ้อนที่มีภัยคุกคามหลายมิติในเวลาเดียวกัน

เรือดำน้ำ U32 เข้าร่วมสนับสนุนการฝึก FOST ในช่วง 3 สัปดาห์สุดท้าย ทำหน้าที่เป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าฝ่ายข้าศึกในการฝึกปราบเรือดำน้ำ และในการฝึก Weekly War ประจำสัปดาห์ โดยมีเรือรบนาโต้เข้ารับการฝึกกว่า 10 ลำ จาก 6 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ, สหรัฐฯ, เบลเยี่ยม, สเปน, โปรตุเกส และเยอรมนี

2

เส้นทางการเดินทางจากฐานทัพเรือ Eckernförde ของเยอรมนี ไปยังเมือง Plymouth ของอังกฤษ

พื้นที่การฝึก FOST อยู่ทางตอนใต้ของเมือง Plymouth ห่างฝั่งประมาณ 10 – 30 ไมล์ทะเล เป็นพื้นที่การฝึกประจำตามประกาศชาวเรือ (บรรณสาร SUBFACTS/GUNFACTS) ของ ทร.อังกฤษ ลักษณะพื้นที่เป็นบริเวณน้ำตื้นใกล้ฝั่ง ความลึกน้ำ 60 – 80 เมตร มีเรือสินค้าและเรือประมงหนาแน่น ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ลักษณะพื้นที่มีความใกล้เคียงกับพื้นที่การฝึกในอ่าวไทยมากในแง่ของความลึกน้ำและปริมาณเรือสินค้า-เรือประมงในพื้นที่ โดยเรือดำน้ำ U32 จะรักษาความลึกห่างจากพื้นท้องทะเลไม่น้อยกว่า 20 เมตรเพื่อความปลอดภัย และถึงแม้ว่าเรือดำน้ำ U32 จะทำหน้าที่สนับสนุนการฝึก ไม่ใช่ผู้รับการฝึกโดยตรง แต่การปฏิบัติการในพื้นที่จำกัดที่มีประมาณเรือหนาแน่นก็ถือเป็นการฝึกที่สำคัญอย่างหนึ่งของเรือดำน้ำด้วย

ความเป็นอยู่ในเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า

เรือดำน้ำ U32 เป็นเรือดำน้ำชั้น 212A รุ่นแรก (Batch I) ลำที่ 2 ขึ้นระวางประจำการเมื่อ 19 ตุลาคม 2548  มีกำลังพลประจำเรือ 28 นาย (นายทหารสัญญาบัตร 8 นาย, นายทหารประทวน 20 นาย) ระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 1,450 ตัน มีความยาวตลอดลำ 56 เมตร มีท่อตอร์ปิโด 6 ท่อ และคลังตอร์ปิโดภายในเรืออีก 6 ลูก สำหรับตอร์ปิโดแบบ Seahake Mod 4 ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนแบบ Permasyn ขนาด 1,700 กิโลวัตต์ ทำความเร็วสูงสุดได้ 20 นอตใต้น้ำ / 12 นอตบนผิวน้ำ และติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Fuel Cell ขนาด 240 กิโลวัตต์

3.jpg

เรือดำน้ำชั้น 212A ของ ทร.เยอรมนี

ในส่วนของคณะสังเกตการณ์ได้นัดหมายกับเรือดำน้ำ U32 ในการขนกระเป๋าสัมภาระลงเรือในเช้าวันที่ 9 กันยายน 2559 ก่อนออกเรือ และเดินทางไปลงเรือที่ปากคลองคีล (Nord-Ostsee Kanal – NOK) ฝั่งตะวันตกในช่วงกลางดึกของวันเดียวกัน โดยเรือดำน้ำ U32 ใช้เส้นทางเดินทางออกจากฐานทัพเรือ Eckernförde ผ่านคลองคีลและช่องแคบอังกฤษ ไปยังเมือง Plymouth ของอังกฤษ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 วัน

เมื่อคณะสังเกตการณ์ลงในเรือแล้ว ก็ได้รับการต้อนรับสั้นๆ จากผู้บังคับการเรือ คือ น.ต.Rudolf Lenthe วัย 34 ปี  ซึ่งมีประสบการณ์การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำประมาณ 6 ปี และจากนั้นต้นเรือได้จัดคณะสังเกตการณ์จำนวน 2 นายแยกปฏิบัติงานตามชุดยามทันที โดยเรือดำน้ำ U32 ใช้ระบบการจัดยาม 2 ชุด ปฏิบัติงานชุดละ 6 ชม. หมุนเวียนตลอด 24 ชม. ยกเว้นเพียง 4 คนที่ไม่อยู่ในชุดยาม แต่ต้องพร้อมปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ตลอดเวลา คือ ผบ.เรือ, ต้นกล, นายทหารโซนาร์ และเจ้าหน้าที่สหโภชน์

การเข้ายามในเรือดำน้ำ U32 แต่ละผลัดมีกำลังพล 12 นาย ปฏิบัติงานในห้องศูนย์ยุทธการทั้งหมด ภายในห้องศูนย์ยุทธการแบ่งการปฏิบัติงานออกเป็นส่วนย่อยๆ ประกอบด้วย การถือท้ายและควบคุมเรือ, การเดินเรือ, การตรวจจับและพิสูจน์ทราบเป้า และการรวบรวมภาพสถานการณ์กับการตัดสินใจทางยุทธวิธี ซึ่งการที่ทุกส่วนปฏิบัติงานรวมอยู่ในห้องเดียวกันโดยไม่แยกห้องโซนาร์หรือห้องควบคุมระบบขับเคลื่อน ช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการปฏิบัติได้อย่างใกล้ชิด โดยกำลังพลในตำแหน่งต่างๆ จะได้รับการฝึกให้สามารถปฏิบัติงานได้หลายหน้าที่ตามสถานีเรือเพื่อช่วยประหยัดจำนวนกำลังพล ตัวอย่างเช่น พนักงานโซนาร์จะต้องทำหน้าที่พนักงานเรดาร์, ยามตรวจการณ์ทางทัศนะในสถานีเดินเรือบนผิวน้ำ, และเจ้าหน้าที่ดาดฟ้าในสถานีเทียบ-ออกจากเทียบ หรือช่างอิเล็กทรอนิกส์จะต้องทำหน้าที่พนักงาน ESM และพนักงานถือท้ายด้วย เป็นต้น

4.png

เรือดำน้ำ U32 กับเกาะ Drake Island ในอ่าว Plymouth เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559

เพื่อเป็นการซึมซับประสบการณ์การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำได้มากยิ่งขึ้น ต้นเรือได้แจกจ่ายเอกสาร Wachoffizier Schülerordner ลักษณะเดียวกับเอกสาร Personnel Qualification Standard (PQS) สำหรับตำแหน่งนายทหารยามพรรคนาวิน ให้กับคณะสังเกตการณ์และนักเรียนนายเรือเกาหลีใต้ ภายในเอกสารประกอบด้วยหัวข้ออุปกรณ์และการปฏิบัติต่างๆ สำหรับใช้เป็นแนวทางการศึกษาข้อมูลและฝึกปฏิบัติกับระบบต่างๆ ในเรือดำน้ำ โดยต้องมีการ “ล่าลายเซ็น” เหมือนกับการทดสอบ PQS ด้วย ซึ่งเรือดำน้ำ U32 มีการฝึกทั้งในส่วนของการสนับสนุนการฝึก FOST และการฝึกภายในเรือเองเป็นประจำทุกวันตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ ทำให้คณะสังเกตการณ์ได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติต่างๆ อย่างครบถ้วน

การฝึกที่สำคัญที่สุดคือการฝึกสถานีฉุกเฉินและป้องกันความเสียหาย ในกรณีน้ำรั่วเข้าเรือ หรือกรณีไฟไหม้ ซึ่งจะมีการฝึกเป็นประจำเกือบทุกวันโดยเป็นการปลุกกำลังพลทั้งลำในช่วงใกล้เวลาเปลี่ยนยาม และจะใช้คำสั่งการสั้นๆ ว่า “Alarm” ตามสถานการณ์ฝึกแต่ละครั้งที่ ผบ.เรือจะเป็นผู้กำหนด โดยในสถานีฉุกเฉินจะนำเรือไปที่ความลึกปลอดภัย (Safe Depth)  และกำลังพลทุกนายจะต้องสวมเสื้อแจ็คเก็ตแขนยาวรูดซิปขึ้นถึงคอเพื่อป้องกันประกายไฟ กับตามห้องต่างๆ ในเรือดำน้ำจะมีหน้ากากสำหรับระบบหายใจฉุกเฉินในกรณีที่เกิดควันหรือก๊าซพิษขึ้นในเรือ การปฏิบัติในการฝึกผู้ที่ไม่ได้เข้าหน้าที่เวรยามจะต้องไปรวมพลที่หน่วยซ่อมเพื่อทำหน้าที่เป็นชุดป้องกันความเสียหาย ส่วนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เวรยามจะทำหน้าที่ควบคุมเรือต่อไป

ในส่วนของความเป็นอยู่อื่นๆ ในเรือดำน้ำ U32 มีเตียงจำนวน 23 เตียง สำหรับกำลังพลจำนวน 27 นาย (ยกเว้น ผบ.เรือที่มีห้องส่วนตัว) ทำให้ต้องมีการจัดที่พักแบบ Hot Bunking เป็นบางส่วน ซึ่งคณะสังเกตการณ์ 2 นายได้อาสาใช้เตียงเพียง 1 เตียงแบบ Hot Bunking เนื่องจากเตียงนายทหารมีเพียง 8 เตียง ที่แบ่งเป็นเตียง 3 ชั้น 2 เตียง และเตียง 2 ชั้น 1 เตียง ไม่เพียงพอสำหรับนายทหารประจำเรือ 7 นายและคณะสังเกตการณ์อีก 2 นาย นอกจากจำนวนเตียงที่ไม่เพียงพอแล้ว พื้นที่เก็บของภายในเรือดำน้ำยังคับแคบและมีจำกัดอีกด้วย โดยแต่ละเตียงจะมีกล่องเก็บของเล็กๆ ใต้เตียง 1 กล่อง และตาข่ายแขวนเหนือเตียงสำหรับเก็บของใช้ส่วนตัว กับมีตู้เสื้อผ้าเพียง 2 ตู้สำหรับห้องพักนายทหารทั้ง 8 เตียง ที่น่าประทับใจเป็นอย่างมากคือในเรือดำน้ำ U32 มีนายทหารหญิง 2 คน ในตำแหน่งต้นกลและนายทหารยามที่ 4 ซึ่งความเป็นอยู่ในเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ามีความแออัดคับแคบมากจนไม่สามารถแยกห้องนอนและห้องน้ำโดยเฉพาะสำหรับนายทหารหญิงได้ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างนายทหารชายและหญิง

การรับประทานอาหารในเรือดำน้ำ U32 มีห้องเมสขนาด 7 ที่นั่ง และโต๊ะรับประทานอาหารหน้าห้องเมสบริเวณข้างคลังตอร์ปิโดอีก 2 โต๊ะ โต๊ะละ 4 ที่นั่ง อาหารในเรือดำน้ำจัดเป็น 4 มื้อ ลักษณะรายการอาหารจะเป็นอาหารตามวัฒนธรรมเยอรมัน คือมื้อเช้าและมื้อเย็นจะเป็นขนมปัง-ชีส-แฮม ส่วนมื้อกลางวันและมื้อดึกจะเป็นอาหารร้อน หลังจากการรับประทานอาหารแต่ละมือยามออกจะช่วยกันเก็บล้างจานโดยไม่แบ่งแยกนายทหารสัญญาบัตรหรือนายทหารประทวน และยิ่งเก็บล้างเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็จะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้นเท่านั้น

ในเรือดำน้ำ U32 มีห้องน้ำจำนวน 2 ห้อง ห้องน้ำแต่ละห้องประกอบด้วยห้องอาบน้ำ 1 ห้อง  โถส้วม 1 โถ และอ่างล้างหน้า 1 – 2 อ่าง แต่โดยปกติจะใช้ห้องน้ำเพียงห้องเดียวเนื่องจากห้องน้ำ 1 ห้องอยู่ติดกับห้องนอนและการใช้ห้องน้ำดังกล่าวจะเป็นการส่งเสียงรบกวนยามออกที่กำลังพักผ่อน ยกเว้นในช่วงเปลี่ยนยามที่สามารถใช้ห้องน้ำได้ทั้ง 2 ห้อง การใช้ห้องน้ำแต่ละคนจะต้องทำความสะอาดเบื้องต้นและเช็ดห้องอาบน้ำ-อ่างล้างหน้าให้แห้งตลอดเวลา ช่วยให้ไม่มีปัญหาห้องน้ำสกปรกหรือปัญหากลิ่นเหม็นถึงแม้ว่าจะมีห้องน้ำหลักเพียง 1 ห้องสำหรับกำลังพล 28 นาย ในเรือติดตั้งเครื่องผลิตน้ำจืดที่มีกำลังผลิตเพียงพอ สามารถอาบน้ำได้ทุก 2 – 3 วัน แต่จะไม่มีการซักผ้าภายในเรือ การทิ้งน้ำเสียและขยะสดจะทิ้งทุกวันในช่วงกลางคืน และจะมีการแยกประเภทขยะอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ขยะสดที่สามารถทิ้งในทะเลได้  ขยะแห้งที่ต้องรอทิ้งบนฝั่ง และขยะรีไซเคิล

ในการฝึก FOST จะไม่มีตารางปฏิบัติในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยเรือเข้าร่วมการฝึกแต่ละลำจะเดินทางกลับเข้าจอดพักและรับการส่งกำลังบำรุงที่ฐานทัพเรือ Clyde เมือง Plymouth ในส่วนของเรือดำน้ำ U32 เมื่อเข้าจอดเรียบร้อยแล้วกำลังพลประจำเรือทุกนายรวมทั้งนายทหารสัญญาบัตรจะช่วยกันยกขยะขึ้นไปทิ้งบนฝั่ง และรับเสบียงลงเรือ อีกทั้งจะมีรถบริการมารับผ้าไปซัก (เนื่องจากไม่มีการซักผ้าในเรือ) และมีรถมารับกำลังพลทั้งหมดไปพักโรงแรมในเมือง เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ในเรือคับแคบไม่เหมาะสมกับการพักอาศัยในเรือช่วงเรือจอด ยกเว้นผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรยามในเรือ 2 – 3 นาย โดยเรือดำน้ำเยอรมันมีธรรมเนียมปฏิบัติคือการล้อมวงกันดื่มเบียร์ (Einlaufbier) บนท่าเรือทุกครั้งหลังจากกลับจากปฏิบัติการในทะเล จากนั้นจึงขนกระเป๋าขึ้นรถเพื่อเดินทางไปพักในเมืองต่อไป

คณะสังเกตการณ์ขึ้นจากเรือที่เมือง Plymouth หลังเสร็จสิ้นการฝึก FOST ในวันที่ 30 กันยายน 2559 เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย ส่วนเรือดำน้ำ U32 ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจการออกปฏิบัติการในทะเล โดยได้เดินทางต่อไปเข้าร่วมการฝึก Noble Mariner ที่สก๊อตแลนด์อีกเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์กว่าจะเดินทางกลับถึงเยอรมนีในปลายเดือนตุลาคม รวมระยะเวลาออกปฏิบัติการทั้งสิ้นเกือบ 2 เดือน

5.png

ธรรมเนียม Einlaufbier ของเรือดำน้ำเยอรมัน

บทส่งท้าย

จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสังเกตการณ์การปฏิบัติการในเรือดำน้ำชั้น 212A ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าที่ทันสมัยมากที่สุด เป็นระยะเวลา ๓ สัปดาห์ รวมระยะทาง ๑,๗๖๖ ไมล์ทะเล หรือ ๓๙๘ ชม.ทะเล ทำให้ผู้เขียนได้รับความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต  ระบบอุปกรณ์  การปฏิบัติการต่างๆ และยุทธวิธีของเรือดำน้ำ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดที่สัมผัสได้คือความสามัคคีและการร่วมมือร่วมใจกันทั้งในการปฏิบัติงาน และการบำรุงรักษาเรือให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แบ่งแยกระหว่างนายทหารสัญญาบัตรหรือนายทหารประทวน หรือแบ่งแยกระหว่างนายทหารชายหรือนายทหารหญิง

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาและผู้เกี่ยวข้องกับโครงการสังเกตการณ์การปฏิบัติการในเรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนีทุกท่าน ประกอบด้วย กรมยุทธการทหารเรือ,  กรมกำลังพลทหารเรือ, กองเรือดำน้ำ,  สำนักงานผู้ช่วยทูต ทร.ไทย/เบอร์ลิน, สำนักงานผู้ช่วยทูต ทร.ไทย/ลอนดอน และสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารอังกฤษประจำประเทศไทย

โครงการเรือดำน้ำของ ทร.ปากีสถาน

เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ประธานบริษัท China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท China Shipbuilding & Offshore International (CSOC) ได้แถลงข่าวยืนยันการทำสัญญาโครงการเรือดำน้ำจำนวน 8 ลำกับปากีสถาน นับเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการจากจีนหลังจากมีข่าวการจัดหาเรือดำน้ำของปากีสถานจากจีนมาตั้งแต่กลางปี 2558

15068536_1271776359545334_1125804742029738754_o

เรือดำน้ำชั้น Agosta 90B ของ ทร.ปากีสถาน

ปัจจุบัน ทร.ปากีสถานมีเรือดำน้ำชั้น Agosta รวม 5 ลำ แบ่งเป็นเรือชั้น Hashmat (Agosta 70) จำนวน 2 ลำ เข้าประจำการระหว่างปี ค.ศ.1979-1980 กับเรือดำน้ำชั้น Khalid (Agosta 90B) รุ่นใหม่จำนวน 3 ลำ เข้าประจำการระหว่างปี ค.ศ.1999-2006 โดยในปี ค.ศ.2008 ทร.ปากีสถานได้เริ่มโครงการเรือดำน้ำใหม่ทดแทนเรือเก่า โดยได้เจรจาการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น 214 จากเยอรมนีจำนวน 3 ลำ มูลค่าโครงการประมาณ 1 พัน 5 ร้อยล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ.2009 ปากีสถานได้ขอยกเลิกโครงการเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 จนต้องกู้เงินกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์จากกองทุน IMF

เศรษฐกิจของปากีสถานเริ่มฟื้นตัวในปี ค.ศ.2010 และต่อมาในปี ค.ศ.2011 ทร.ปากีสถานได้เริ่มเจรจาโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP จำนวน 6 ลำจากจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่จีนเริ่มลงทุนในท่าเรือน้ำลึกและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมตามโครงการ China-Pakistan Economic Corridoor (CPEC) โดยปากีสถานกับจีนเจรจาโครงการเรือดำน้ำเป็นเวลาประมาณ 4 ปี จนในช่วงกลางปี ค.ศ.2015 เริ่มมีข่าวว่าปากีสถานกับจีนใกล้เสร็จสิ้นการเจรจาโครงการเรือดำน้ำ โดยเป็นการจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 8 ลำ และจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือจำนวนหนึ่งในปากีสถานด้วย

ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ.2016 ทร.ปากีสถานได้ออกมาแถลงยืนยันโครงการจัดหาเรือดำน้ำจากจีนจำนวน 8 ลำ โดยจะเป็นการสร้างเรือในประเทศจีน 4 ลำ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือโดยอู่ต่อเรือ Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW) อีก 4 ลำ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4-5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสน 7 หมื่นล้านบาท) โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการประมาณ 11 ปี และมีกำหนดส่งมอบเรือครบ 8 ลำในปี ค.ศ.2028

591dfde0-1820-4780-bc54-b085ab2e0f22.jpg

แบบจำลองเรือดำน้ำชั้น Yuan (Type 039A) ของจีน

ถึงแม้ว่าข่าวโครงการเรือดำน้ำของปากีสถานจะเริ่มมีความชัดเจนตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2015 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแบบเรือ โดยมีการคาดการณ์ไปต่างๆ นานา ว่าอาจเป็นเรือดำน้ำชั้น S20 (รุ่นส่งออกลดขนาดของเรือดำน้ำชั้น Yuan – Type 039A/B ระวางขับน้ำใต้น้ำ 2,300 ตัน) หรือเรือดำน้ำชั้น S26 (พื้นฐานเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Yuan – Type 039A/B ระวางขับน้ำใต้น้ำ 3,400 ตัน) หรือเรือดำน้ำชั้น S30 (พื้นฐานเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Qing – Type 032 ระวางขับน้ำใต้น้ำ 6,000 ตัน) อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงว่าเรือดำน้ำของปากีสถานจะเป็นเรือดำน้ำชั้น S26 เนื่องจากเรือดำน้ำชั้น S20 จะมีขนาดเล็กเกิดไปที่จะติดตั้งระบบ AIP และเรือดำน้ำชั้น Qing (Type 032) ยังคงเป็นเรือรุ่นทดลองของจีนที่สร้างมาเพียงลำเดียว

นอกจากความไม่ชัดเจนเรื่องแบบเรือแล้ว นักวิเคราะห์ต่างชาติยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลค่าโครงการ 5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสน 7 หมื่นล้านบาท) สำหรับเรือดำน้ำ 8 ลำ หารต่อลำออกมาได้ประมาณลำละ 625 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 หมื่น 2 พันล้านบาท) ซึ่งมีราคาแพงกว่าโครงการเรือดำน้ำ S26T ของไทยจำนวน 3 ลำ มูลค่าโครงการ 3 หมื่น 6 พันล้านบาท หารต่อลำประมาณ 1 หมื่น 2 พันล้านบาท

ความแตกต่างของราคาโครงการเรือดำน้ำปากีสถาน กับโครงการเรือดำน้ำ S26T ของไทย ทำให้นักวิเคราะห์ต่างชาติคาดการณ์ว่าเรือดำน้ำปากีสถานมีราคาสูงกว่าเนื่องจากมีการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP ซึ่งน่าจะเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากในเอกสารเชิญชวนให้เสนอโครงการของ ทร.ไทยไม่ได้กำหนดว่าข้อเสนอเรือดำน้ำจะต้องติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP (และราคาเรือลำละ 340 ล้านดอลลาร์หรือ 1 หมื่น 2 พันล้านบาทน่าจะถูกเกินไปสำหรับเรือดำน้ำติดตั้งระบบ AIP) แต่ข้อมูลจากการแถลงข่าวของ ทร.ไทย ระบุว่าเรือดำน้ำชั้น S26T ชนะการคัดเลือกเพราะมีการติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP

คำถามจึงอยู่ที่ว่าอะไรเป็นสาเหตุของราคาที่ต่างกันเกือบ 2 เท่า ทั้งที่ปากีสถานสั่งซื้อเรือจำนวนมากกว่า และมีระบบ AIP เหมือนกับโครงการเรือดำน้ำ S26T ของไทย โดยความเป็นไปได้หนึ่งคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือโดยอู่ต่อเรือของปากีสถาน แต่มูลค่าของการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือก็น่าจะถูกชดเชยด้วยจำนวนเรือของปากีสถานที่มากกว่า 2 เท่า (8 ลำต่อ 3 ลำ) นอกจากนี้ปากีสถานยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานรองรับเรือดำน้ำอยู่แล้ว คล้ายกับอินโดนีเซียที่มีเรือดำน้ำอยู่แล้วและมีโครงการเรือดำน้ำ DSME1400 จำนวน 3 ลำที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือลำที่ 3 ในประเทศอินโดนีเซียด้วย ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 หมื่น 6 พันล้านบาท หรือเฉลี่ยลำละ 1 หมื่น 2 พันล้านบาท) ในขณะที่โครงการเรือดำน้ำ S26T ของ ทร.ไทยเป็นการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทั้งการจัดหาเรือดำน้ำ, อาวุธ, อะไหล่, การฝึก, สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เมื่อกลางปีที่ผ่านมาสำนักข่าวอิศราได้เปิดเผยข้อมูลข้อเสนอโครงการเรือดำน้ำ S26T ของ ทร.ไทย ว่าราคาโครงการ 3 หมื่น 6 พันล้านบาท ครอบคลุมถึงเรือดำน้ำ 3 ลำ, การฝึก, อุปกรณ์ท่าเรือ, เครื่องมือพิเศษ, ตอร์ปิโดจริง 4 ลูก, ตอร์ปิโดฝึก 2 ลูก, และการสนับสนุนหลังการขาย แต่ไม่รวมรายการที่จะต้องจ่ายเพิ่ม ได้แก่ ระบบส่งกำลังบำรุงรวม (Integrated Logistic System), อะไหล่ซ่อมบำรุง 2 ปี, เครื่องฝึก Simulator, ลูกอาวุธเพิ่มเติม และอาวุธปล่อยนำวิถี ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ว่าโครงการเรือดำน้ำ S26T ของ ทร.ไทย เป็นการทุ่มตัดราคาของจีนโดยเสนอแพคเกจบางอย่างไม่ครบถ้วน (เช่น มีตอร์ปิโดเพียง 4 ลูกสำหรับเรือดำน้ำ 3 ลำ) ทำให้มีราคาถูกกว่าโครงการของปากีสถานถึงเกือบครึ่ง


ที่มา

 

การฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การขยายตัวของกำลังเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อรองรับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีประเทศที่มีเรือดำน้ำถึง 13 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บังคลาเทศ, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เกาหลีเหนือ, ปากีสถาน, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และเวียดนาม

xapkf96

เรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ภาพจาก Naval Graphics)

นอกจากกำลังเรือดำน้ำในปัจจุบันแล้ว หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำเพิ่มเติมเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการใต้น้ำ หรือเป็นการจัดหาเรือดำน้ำใหม่เพื่อทดแทนเรือเดิม ในขณะที่บางประเทศเป็นการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นครั้งแรก ซึ่งโครงการจัดหาเรือดำน้ำในภูมิภาคมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฐานข้อมูลการวิเคราะห์ของ IHS Military & Security Assessments Data Analytics ระบุว่าปัจจุบันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีเรือดำน้ำประเภทต่างๆ ตั้งแต่เรือดำน้ำจิ๋ว (Midget Submarine) ไปจนถึงเรือดำน้ำ SSBN รวม 223 ลำ ในจำนวนนั้นเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (SSK) ถึง 129 ลำ คิดเป็น 57.8% ของจำนวนเรือดำน้ำประเภทต่างๆ ทั้งหมด และในห้วง 10 ปีข้างหน้าโครงการเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีมูลค่าสูงถึง 6 หมื่น 9 พันล้านดอลลาร์

Top-Trends-Graph-6.png

แนวโน้มการขยายตัวของการจัดหาเรือดำน้ำแบ่งตามภูมิภาค (ภาพจาก Avascent)

การขยายตัวของโครงการเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่งผลให้หลายประเทศหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาการฝึกนักเรือดำน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติการ นอกจากนี้บางประเทศยังใช้การพัฒนาการฝึกนักเรือดำน้ำเพื่อสนับสนุนการกำหนดความต้องขีดความสามารถในการจัดหาเรือดำน้ำใหม่อีกด้วย โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างการฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อเปรียบเทียบวิธีการและวัตถุประสงค์ของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกันไป

อินเดีย

ทร.อินเดียกำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kalvari (Scorpene) จำนวน 6 ลำตามโครงการ P75 โดยเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือในประเทศจากบริษัท DCNS ของฝรั่งเศส ซึ่งอินเดียมีนโยบายการพึ่งพาตนเองทั้งในส่วนของการสร้างเรือ, การซ่อมบำรุง รวมถึงการฝึกนักเรือดำน้ำด้วย เห็นได้จากการที่อินเดียได้กำหนดให้บริษัท DCNS ทำการฝึกอบรมหลักสูตรระบบการควบคุมเรือ (Platform Management System – PMS) และเครื่องถือท้าย (Steering Console) สำหรับกำลังพลรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari 2 ลำแรกในประเทศอินเดียเมื่อปี ค.ศ.2014 แทนการฝึกอบรมที่ฝรั่งเศส โดยจัดการฝึกอบรมที่บริษัท HBL Power Systems ของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตระบบ PMS และเครื่องถือท้ายสำหรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari

d920efd36abbf3869c6ca98f3abbe19b-57bedc4e177b1

INS Kalvari เป็นเรือดำน้ำลำแรกจาก 6 ลำตามโครงการ P75 (ภาพจาก Bangla Tribunes)

การฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari ในอินเดีย เป็นการดำเนินการภายใต้การควบคุมของบริษัท DCNS โดยใช้ครูฝึกจากฝรั่งเศส ร่วมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการฝึกที่รวมถึงเครื่องฝึกจำลอง (Moving Platform Simulator) ที่นอกจากจะจำลองระบบการถือท้าย, การควบคุมการดำ และการควบคุมระบบขับเคลื่อนของเรือแล้ว ยังสามารถจำลองอาการเคลื่อนไหวของเรืออีกด้วย โดยอินเดียได้เริ่มการฝึกกำลังพลรับเรือควบคู่ไปกับการสร้างเรือดำน้ำเพื่อให้กำลังพลรับเรือมีความพร้อมในการฝึกปฏิบัติในทะเลเมื่อการสร้างเรือแล้วเสร็จ

เวียดนาม

ทร.เวียดนามเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) จำนวน 6 ลำจากรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.2009 นับเป็นหนึ่งในประเทศน้องใหม่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเวียดนามได้ส่งนักเรือดำน้ำชุดแรกไปรับการฝึกที่รัสเซียเมื่อปี ค.ศ.2010 เพื่อกลับไปถ่ายทอดความรู้ให้กับกำลังพลรับเรือดำน้ำลำต่อๆ ไป โดยการฝึกอบรมกำลังพลชุดแรกที่รัสเซียแบ่งออกเป็นการฝึกอบรมภาษารัสเซียเพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษา และการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับเรือดำน้ำเป็นภาษารัสเซีย

1_73550.jpg

เรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของเวียดนาม (ภาพจาก VietTimes)

นอกจากการฝึกกำลังพลชุดแรกที่รัสเซียแล้ว ทร.เวียดนามยังได้ทำความตกลงกับ ทร.อินเดียเมื่อปี ค.ศ.2013 ในการส่งนักเรือดำน้ำเวียดนามไปรับการฝึกที่โรงเรียนเรือดำน้ำ INS Satavahana ของอินเดียอีกด้วย โดยถึงแม้ว่าเวียดนามจะเคยจัดหาเรือดำน้ำ Midget มาก่อนในช่วงทศวรรษที่ 1990 แต่ก็ยังขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติการเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างเรือดำน้ำชั้น Kilo ซึ่งเวียดนามมีความต้องการที่จะเรียนรู้จากอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในการใช้งานเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 877) ในพื้นที่ทะเลเขตร้อนมาเป็นเวลายาวนาน

มาเลเซีย

ทร.มาเลเซียส่งกำลังพลกว่า 40 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำจากประเทศต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ 1990 เพื่อเตรียมศึกษาข้อมูลสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ (คล้ายกับ ทร.ไทย ที่ส่งกำลังพลจำนวนมากเกือบ 30 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีและเกาหลีใต้เมื่อปี พ.ศ.2556 เพื่อเตรียมเริ่มโครงการเรือดำน้ำ) โดย ทร.มาเลเซียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Perdana Menteri (Scorpene) จำนวน 2 ลำจากบริษัทร่วมทุนระหว่าง DCNS ของฝรั่งเศสกับ Navantia ของสเปนเมื่อปี ค.ศ.2002 และเริ่มส่งนักเรือดำน้ำไปรับการฝึกที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.2003 และในระหว่างปี ค.ศ.2005-2009 มาเลเซียได้เช่าซื้อเรือดำน้ำ Ouessant (ชั้น Agosta 70) เพื่อทำการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำคู่ขนานไปกับการสร้างเรือ โดยการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำที่ฝรั่งเศสได้แล้วเสร็จในปี ค.ศ.2009 พร้อมกับการขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ คือ KD Tunku Abdul Rahman และ KD Tun Abdul Razak

USW_Summer_2016_1.jpg

เครื่องฝึกควบคุมการดำ Diving Control and Platform Simulator (SIMDIVE) ของ ทร.มาเลเซีย (ภาพจาก Undersea Warfare Magazine)

ทร.มาเลเซียได้เริ่มสร้างศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ (Submarine Training Center – STC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพเรือดำน้ำ Sepangar ในปี ค.ศ.2007 ประกอบด้วยห้องเรียน, ห้องปฏิบัติการ, อุปกรณ์การฝึกอบรม และเครื่องฝึกจำลองต่างๆ ได้แก่ เครื่องฝึกควบคุมการดำ (Diving Control and Platform Simulator), เครื่องฝึกเดินเรือและศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (Submarine Navigation, Combat System, Sensors and Periscope Simulator), เครื่องฝึกการป้องกันน้ำท่วม (Flood and Leak Trainer), เครื่องฝึกดับไฟ (Fire Fighting Trainer) และหอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำ (Submarine Escape Trainer) โดยในช่วงแรกยังคงมีครูฝึกจากฝรั่งเศสทำหน้าที่สนับสนุนการฝึกเพื่อสร้างครูฝึกเรือดำน้ำรุ่นแรกให้กับ ทร.มาเลเซีย

USW_Summer_2016_2.jpg

หอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำ (Submarine Escape Trainer) ของ ทร.มาเลเซีย (ภาพจาก Undersea Warfare Magazine)

ในส่วนของการฝึกหนีภัยและช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำ เมื่อปี ค.ศ.2012 ทร.มาเลเซียได้ทำสัญญาเช่าเรือกู้ภัยเรือดำน้ำ MV Mega Bakti เป็นระยะเวลา 8 ปี และได้ทำความตกลงกับ ทร.สหรัฐฯ ในการสนับสนุนยานกู้ภัยเรือดำน้ำ PRM (Pressurized Rescue Module) พร้อมด้วยอุปกรณ์ไปติดตั้งบนเรือ MV Mega Bakti ในระหว่างการฝึกหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง โดยเรือกู้ภัยเรือดำน้ำ MV Mega Bakti พร้อมด้วยยานกู้ภัย PRM ได้เข้าร่วมการฝึกนานาชาติเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.2016 คือการฝึกช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำนานาชาติ Pacific Reach ที่เกาหลีใต้

สิงคโปร์

ทร.สิงคโปร์เริ่มส่งกำลังพลไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีในช่วงทศวรรษที่ 1980 เพื่อเตรียมศึกษาข้อมูลสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ โดย ทร.สิงคโปร์ได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Challenger (Sjöormen) จำนวน 4 ลำจากสวีเดนในปี ค.ศ.1995 และต่อมาได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Archer (Södermanland) อีกจำนวน 2 ลำจากสวีเดนในปี ค.ศ.2005 ซึ่งกำลังพลรับเรือดำน้ำของสิงคโปร์ทั้งหมดผ่านการฝึกจาก ทร.สวีเดน (ต่างจากกำลังพลรับเรือดำน้ำเวียดนามที่ได้รับการฝึกในรัสเซียเพียงชุดแรกชุดเดียว) ในขณะเดียวกัน ทร.สิงคโปร์ได้เริ่มการฝึกนักเรือดำน้ำในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปคู่ขนานไปกับการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำที่สวีเดนด้วย ภายหลังจากที่เรือดำน้ำลำแรกคือเรือ RSS Challenger เดินทางถึงสิงคโปร์ในปี ค.ศ.2001

เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) ของ ทร.สิงคโปร์ (ภาพจาก Cyberpioneer TV)

การจัดหาเรือดำน้ำชั้น Challenger จำนวน 4 ลำของ ทร.สิงคโปร์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อฝึกความคุ้นเคยกับการปฏิบัติการเรือดำน้ำ โดยในปี ค.ศ.2012 ทร.สิงคโปร์ได้เริ่มเปิดใช้เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (Submarine Command Team Trainer – SCTT) และเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (Submarine Steering and Diving Trainer – SSDT) ซึ่งเป็นเครื่องฝึกจำลองที่จัดหาจากบริษัท Rheinmetall ของเยอรมนี และต่อมาในปี ค.ศ.2015 ทร.สิงคโปร์ได้ปลดระวางประจำการเรือดำน้ำชั้น Challenger จำนวน 2 ลำ คือเรือ RSS Challenger และเรือ RSS Centurion โดยได้ทำพิธีเปิดศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ RSS Challenger ขึ้นเป็นหน่วยใหม่ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ทร.สิงคโปร์ยังได้ส่งนักเรือดำน้ำไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำในประเทศต่างๆ เช่น หลักสูตร ผบ.เรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนี และ ทร.เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

การฝึกในเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (SSDT) ของ ทร.สิงคโปร์ (ภาพจาก ทร.สิงคโปร์)

เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) ของ ทร.สิงคโปร์ เป็นระบบจำลองการทำงานของห้องศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ สำหรับฝึกการปฏิบัติการและยุทธวิธีเรือดำน้ำภายใต้สภาพแวดล้อมจำลองที่มี ความเสมือนจริง โดยมีส่วนประกอบได้แก่ ระบบอำนวยการรบ, ระบบตรวจจับทั้งโซนาร์ ESM และกล้อง Periscope, และระบบอาวุธ โดยสามารถทำการปรับเปลี่ยนระบบย่อยภายในได้เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและ สถานการณ์การฝึก ส่วนเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (SSDT) เป็นการจำลองการทำงานของเครื่องถือท้ายเรือดำน้ำ และระบบควบคุมการดำ (Diving Station) สำหรับฝึกการดำและการควบคุมเรือดำน้ำด้านการช่างกล เช่น การควบคุมถังดำ (Main Ballast Tank), ระบบขับเคลื่อน, ระบบการถ่ายเทของเหลว และระบบอากาศอัด โดยเครื่องฝึก SSDT ติดตั้งบนฐานแท่นเคลื่อนที่ที่สามารถจำลองอาการโคลงของเรือได้ถึง +/- 60 องศา ช่วยให้สามารถฝึกการปฏิบัติงานและการแก้ไขเหตุฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถทำการฝึกได้ในเรือดำน้ำจริง โดยยังคงความสมจริงและความปลอดภัยสำหรับผู้รับการฝึก

ภาพจำลองเรือดำน้ำ Type 218SG ของสิงคโปร์ (ภาพจากบริษัท TKMS)

ปัจจุบัน ทร.สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำ Type 218SG จำนวน 2 ลำจากเยอรมนีเพื่อทดแทนเรือรุ่นเก่า โดยบริษัท ST Engineering ของสิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบอำนวยการรบร่วมกับบริษัท Atlas Elektronik ของเยอรมนี ซึ่ง ทร.สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการฝึกกำลังพลประจำเรือดำน้ำรุ่นใหม่ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

ไทย

ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใช้เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) จากบริษัท Rheinmetall ของเยอรมนี โดย ทร.ไทยได้จัดหาเครื่องฝึกดังกล่าวพร้อมกับการสร้างอาคารกองบัญชาการกองเรือดำน้ำเมื่อปี พ.ศ.2555 และได้เริ่มเปิดใช้งานเครื่องฝึกในปี พ.ศ.2557 นอกจากนี้ข้อมูลจากบริษัท Rheinmetall ยังระบุว่าเครื่องฝึก SCTT ของไทยสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องฝึกปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare Simulator – ASWS) เพื่อทำการฝึกร่วมกันในสถานการณ์การฝึกเดียวกันได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี ทร.ไทยยังไม่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเครื่องฝึก SCTT ของไทยเป็นการจำลองระบบและขีดความสามารถของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าสมัยใหม่ทั่วไป ไม่ได้เป็นการจำลองเรือดำน้ำแบบใดแบบหนึ่ง นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ.2556 ทร.ไทยยังได้ส่งกำลังพลจำนวนเกือบ 30 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีและเกาหลีใต้ โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดหาเครื่องฝึกและส่งกำลังพลไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศเพื่อศึกษาขีดความสามารถและยุทธวิธีของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าสมัยใหม่ สำหรับกำหนดความต้องการและเตรียมการรองรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ซึ่งปัจจุบัน ทร.ไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น S26T จำนวน 1 ลำจากจีน และได้บรรจุงบประมาณเป็นเงิน 700 ล้านบาทสำหรับโครงการเรือดำน้ำในแผนงบประมาณประจำปี 2560 แล้ว

a_246

พล.ร.อ.นริส  ประทุมสุวรรณ ผบ.กร. (ในขณะนั้น) ระหว่างตรวจเยี่ยมเครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 (ภาพจากกองทัพเรือ)

ไต้หวัน

อีกประเทศหนึ่งที่มีแนวคิดในการเครื่องฝึกเรือดำน้ำเพื่อศึกษาขีดความสามารถและเตรียมรองรับโครงการเรือดำน้ำใหม่คือไต้หวัน โดยบริษัท Ching Fu Shipbuilding ได้เปิดตัวเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ ในงาน Kaohsiung International Maritime and Defense Exhibition เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยทางบริษัทจะเสนอเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำให้กับ ทร.ไต้หวันเพื่อช่วยในการกำหนดความต้องการและขีดความสามารถในโครงการสร้างเรือดำน้ำในประเทศของไต้หวัน โดยเครื่องฝึกดังกล่าวประกอบด้วย ระบบควบคุมการดำ, ระบบควบคุมแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า, ระบบควบคุมระบบขับเคลื่อน และเครื่องถือท้าย โดยบริษัท Ching Fu Shipbuilding ได้ทำการพัฒนาระบบควบคุมเรือดำน้ำมาเป็นเวลา 10 ปี ร่วมกับอดีตนักเรือดำน้ำไต้หวันที่ผ่านการฝึกจากเนเธอร์แลนด์ และกำลังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอเป็นผู้ผลิตระบบควบคุมเรือดำน้ำในโครงการเรือดำน้ำใหม่ของไต้หวันต่อไป

_541.jpg

เครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำของบริษัท Ching Fu Shipbuilding (ภาพจาก Up Media)

สรุป

จากแนวโน้มการขยายขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุกับเรือดำน้ำที่ปฏิบัติการในทะเลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในหนทางการป้องกันปัญหาดังกล่าวคือการฝึกนักเรือดำน้ำให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการใต้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย นอกจากนี้เครื่องฝึกเรือดำน้ำยังสามารถใช้สนับสนุนการกำหนดความต้องการและการทดสอบขีดความสามารถของเรือดำน้ำรุ่นใหม่ในโครงการจัดหาเรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนาขีดความสามารถด้านการฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังเรือดำน้ำเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถโดยรวมของกำลังทางเรือในภูมิภาค


ที่มา

wp-image-765777471jpg.jpg

เมื่อเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) ปะทะเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636)

เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) กับเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของ ทร.จีน (ภาพจาก East Pendulum)

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.59 สื่อ CCTV ของทางการจีน เผยแพร่ข่าวการฝึกปราบเรือดำน้ำระหว่างเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) กับเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของ ทร.จีน

โดยปกติแล้วการฝึกปราบเรือดำน้ำระหว่างเรือดำน้ำด้วยกันเองจะต้องมีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น การแบ่งพื้นที่หรือชั้นความลึกระหว่างเรือดำน้ำแต่ละลำ เนื่องจากเรือดำน้ำจะใช้โซนาร์ Passive เพียงอย่างเดียวในการตรวจจับเป้าใต้น้ำ และความเงียบของเรือดำน้ำทำให้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ตรวจจับกันไม่ได้จนอาจเกิดอุบัติเหตุชนกันได้ อย่างไรก็ดี CCTV เปิดเผยว่าการฝึกในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีการแบ่งพื้นที่หรือชั้นความลึกเพื่อให้เรือดำน้ำสามารถใช้ยุทธวิธีได้เต็มที่ (ต่างจากการฝึกของตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งเสมอ)

เรือดำน้ำที่เข้าร่วมการฝึก ได้แก่ เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) หมายเลข 326 และเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) หมายเลข 373 ซึ่งเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำสังกัดกองเรือดำน้ำที่ 32 ของกองเรือทะเลใต้ ทร.จีน

เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) หมายเลข 326 เป็นเรือดำน้ำ Type 039 ลำที่ 10 จากจำนวน 13 ลำของ ทร.จีน เข้าประจำการในปี ค.ศ.2006 นับเป็นเรือดำน้ำ Type 039 ลำท้ายๆ ในช่วงที่จีนกำลังพัฒนาต่อเป็นเรือดำน้ำชั้น Yuan (Type 039A)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Type 039 (ภาพจาก East Pendulum)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Type 039 (ภาพจาก East Pendulum)

ส่วนเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) หมายเลข 373 เป็นเรือดำน้ำ Project 636 ลำที่ 8 จากจำนวน 10 ลำที่ ทร.จีน จัดหาจากรัสเซีย เข้าประจำการในปี ค.ศ.2005

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 (ภาพจาก East Pendulum)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 (ภาพจาก East Pendulum)

ข่าวจาก CCTV ระบุว่าเรือดำน้ำ Type 039 เป็นฝ่ายตรวจจับเรือดำน้ำ Kilo 636 ได้ก่อน และใช้ตอร์ปิโดที่คาดว่าจะเป็นตอร์ปิโด Yu-5 ยิงโจมตี แต่เรือดำน้ำ Kilo 636 สามารถหลบหลีกได้ และการฝึกได้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งเรือดำน้ำ Type 039 แบตเตอรี่ใกล้หมดก่อนและจำเป็นต้องทำการ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ โดยเรือดำน้ำ Type 039 ได้พยายามใช้ความกลมกลืนกับเรือประมงในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ แต่เรือดำน้ำ Kilo 636 สามารถแยกแยะเสียงของเรือดำน้ำได้และเป็นฝ่ายโจมตีด้วยตอร์ปิโดบ้าง

CCTV ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการฝึกเพิ่มเติม กล่าวแต่เพียงว่านอกจากเรือดำน้ำ Type 039 กับ Kilo 636 แล้ว ยังมีเรือผิวน้ำและอากาศยานปราบเรือดำน้ำเข้าร่วมการฝึกด้วย ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในการหลบหลีกการถูกตรวจจับของเรือดำน้ำ โดยมีข้อสังเกตว่าการเผยแพร่ข้อมูลการฝึกปราบเรือดำน้ำครั้งนี้จะต่างจากแนวทางที่ผ่านมาของจีนที่มักไม่เปิดเผยข้อมูลการฝึกโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ ซึ่งน่าจะมีความสอดคล้องกับการที่เวียดนามจัดหาเรือดำน้ำ Kilo 636 รุ่นใหม่จำนวน 6 ลำจากรัสเซีย โดยคาดว่าเวียดนามจะรับมอบเรือครบทั้ง 6 ลำภายในสิ้นปีนี้

ที่มา – Quand un Projet 636M affronte un Type 039

p1684442

ย้อนรอยโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 กับการรักษาขีดความสามารถด้านสงครามใต้น้ำของสวีเดน

เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.2015 สวีเดนได้ทำพิธีตัดแผ่นเหล็กเริ่มการสร้างเรือดำน้ำตามโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ซึ่งนับเป็นโครงการหลักในการพัฒนาขีดความสามารถด้านสงครามใต้น้ำของสวีเดน และเป็นหนึ่งในโครงการที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้านความมั่นของของสวีเดน

โครงการเรือดำน้ำชั้น A26 นอกจากจะเป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำของสวีเดนแล้ว ยังเป็นความพยายามของสวีเดนในการกลับเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเรือดำน้ำนานาชาติอีกด้วย โดยที่ผ่านมาสวีเดนได้พยายามทำตลาดเรือดำน้ำทั้งในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย-แปซิฟิก อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการส่งออกเรือดำน้ำของสวีเดนจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ของสวีเดน ซึ่งหลายประเทศกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสวีเดนได้ว่างเว้นจากการสร้างเรือดำน้ำมาเป็นเวลา 20 ปีเต็ม นับตั้งแต่การส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ลำสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.1996 โดยหลังจากนั้นมามีเพียงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Södermanland จำนวน 2 ลำของ ทร.สวีเดน และเรือดำน้ำชั้น Archer จำนวน 2 ลำของ ทร.สิงคโปร์ กับการพัฒนาแบบเรือดำน้ำชั้น A26

ความเป็นมาของโครงการเรือดำน้ำชั้น A26

ความพยายามในการรักษาขีดความสามารถในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำภายในบริษัทภายในประเทศของสวีเดนนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ โดยเมื่อปี ค.ศ.1999 บริษัท Kockums AB ของสวีเดนถูกขายให้กับบริษัท HDW ของเยอรมนี และต่อมาในปี ค.ศ.2005 ทั้ง HDW และ Kockums ได้ถูกควบรวมเป็นส่วนหนึ่งบริษัท ThyssenKrupp Marine Systems (TKMS) โดยบริษัท Kockums AB ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น TKMS AB อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2013

โครงการเรือดำน้ำชั้น A26 เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2005 ภายหลังการขายกิจการบริษัท Kockums ให้กับ HDW โดยเป็นผลพวงมาจากความล้มเหลวของโครงการเรือดำน้ำชั้น Viking ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1994 จากแนวคิดในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำร่วมกับระหว่างกลุ่มประเทศ Scandinavia จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ สวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ค อย่างไรก็ดี นอร์เวย์ได้ถอนตัวจากโครงการในปี ค.ศ.2003 และเดนมาร์คได้ยกเลิกการจัดหาเรือดำน้ำในปี ค.ศ.2004 ส่งผลให้สวีเดนต้องหันไปเริ่มโครงการ Nästa Generations Ubåt (Next Generation Submarine) ในปี ค.ศ.2005 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ในที่สุด

สวีเดนเริ่มสัญญาการออกแบบรายละเอียดสำหรับเรือดำน้ำชั้น A26 ในปี ค.ศ.2009 โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการสร้างเรือได้ในปี ค.ศ.2012 และส่งมอบเรือเข้าประจำการได้ในปี ค.ศ.2019 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสวีเดนและบริษัท TKMS เริ่มเลวร้ายลงในปี ค.ศ.2013 หลังจากมีข่าวลือว่าบริษัท TKMS ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท Kockums AB ในขณะนั้น ขัดขวางการเสนอโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ให้กับสิงคโปร์ ส่งผลให้สิงคโปร์ทำสัญญาจัดหาเรือดำน้ำชั้น 218SG จากบริษัท HDW แทน ในขณะที่ทางการสวีเดนมองว่าโครงการเรือดำน้ำของสิงคโปร์เป็นโอกาสสำคัญในการส่งออกเรือดำน้ำชั้น A26 เนื่องจากสิงคโปร์มีประสบการณ์ต่อเนื่องกับการจัดหาเรือดำน้ำมือสองจากสวีเดนถึง 6 ลำ

a26-3.jpg

โมเดลจำลองเรือดำน้ำชั้น A26 เมื่อปี ค.ศ.2013 (ภาพจาก IHS Jane’s)

ในต้นปี ค.ศ.2014 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสวีเดนกับบริษัท TKMS ของเยอรมนีได้มาถึงจุดแตกหัก เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับราคาและเงื่อนไขในการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 จนกระทั่งสวีเดนได้ระงับการเจรจากับบริษัท TKMS และว่าจ้างให้บริษัท Saab ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำ และต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ.2014 รัฐบาลสวีเดนได้กดดันบริษัท T้hyssenKrupp Industrial Solutions ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TKMS ให้ขายกิจการบริษัท TKMS AB ในสวีเดนให้กับบริษัท Saab ทั้งหมดในวงเงิน 340 ล้านโครน (ประมาณ 1 พัน 7 ร้อยล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทของสวีเดนกลับมาเป็นเจ้าของอู่ต่อเรือดำน้ำในสวีเดนอีกครั้ง

ต่อมาในปี ค.ศ.2015 สวีเดนได้ทำสัญญาปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) จำนวน 2 ลำ มูลค่าสัญญา 2.1 ล้านโครน (ประมาณ 9 ล้านบาท) และโครงการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 จำนวน 2 ลำ มูลค่าสัญญา 7 พัน 6 ร้อยล้านโครน (ประมาณ 3 หมื่น 4 พันล้านบาท) โดยมีกำหนดส่งมอบเรือในระหว่างปี ค.ศ.2022 – 2023

การขยายบทบาทและภารกิจของเรือดำน้ำสวีเดน

รัฐบาลสวีเดนได้ทำการศึกษาเพื่อยืนยันความจำเป็นของการจัดหาเรือดำน้ำ โดยได้ข้อสรุปว่าเรือดำน้ำยังคงมีความจำเป็นต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของสวีเดน และได้ปรับลดความต้องการจำนวนเรือดำน้ำจาก 5 ลำเหลือ 4 ลำ รวมทั้งขยายขอบเขตของบทบาทและภารกิจการใช้เรือดำน้ำ ครอบคลุมการปราบเรือดำน้ำ, การต่อต้านเรือผิวน้ำ, การรักษากฎหมายและความมั่นคงทางทะเล, การปฏิบัติการพิเศษ, การต่อต้านทุ่นระเบิด และการปฏิบัติการบนพื้นท้องทะเล ซึ่งการต่อต้านทุ่นระเบิดและการปฏิบัติการบนพื้นท้องทะเลเป็นภารกิจใหม่ของเรือดำน้ำสวีเดน โดยได้มีแนวความคิดในการใช้ท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube ขนาดใหญ่สำหรับปล่อยยานล่าทำลายทุ่นระเบิดจากระยะไกล และสนับสนุนการวางอุปกรณ์และระบบตรวจจับต่างๆ บนพื้นท้องทะเล

maxresdefault.jpg

ท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube เป็นหนึ่งในขีดความสามารถใหม่ของเรือดำน้ำชั้น A26 (ภาพจาก IHS Jane’s)

พื้นที่ปฏิบัติการหลักของเรือดำน้ำชั้น A26 คือพื้นที่น้ำตื้นบริเวณทะเลบอลติก แต่ในขณะเดียวกันสวีเดนยังคงมีความต้องการใช้เรือดำน้ำชั้น A26 ในพื้นที่ปฏิบัติการอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่งผลให้นอกจากเรือดำน้ำชั้น A26 จะต้องมีขนาดกะทัดรัดและมีความคล่องตัวสูงสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่จำกัด แล้ว จะต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการในพื้นที่น้ำลึก, มีระยะปฏิบัติการที่เพียงพอ และสามารถปฏิบัติการต่อเนื่องได้เป็นเวลานานอีกด้วย

ความต้องการสุดท้ายคือการเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำชั้น A26 โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มระยะเวลาความพร้อมในการออกปฏิบัติการจาก 70% ของเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) เป็น 80% ด้วยการยืดระยะเวลาการเข้าซ่อมบำรุงในอู่แห้งจากทุก 1 ปี เป็นทุก 2 ปี และยืดระยะเวลาการเข้าซ่อมปรับปรุงใหญ่จากทุก 6 ปี เป็นทุก 8 ปี ซึ่งจะช่วยลดวงรอบของการซ่อมปรับปรุงใหญ่ลง 1 วงรอบตลอดอายุการใช้งานของเรือดำน้ำ

รายละเอียดการออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26

การออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26 จะยังคงใช้แนวทางการออกแบบเรือดำน้ำของบริษัท Kockums ที่มีการพัฒนามากว่า 40 ปี เช่น การใช้หางเสือแบบ X-Form เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวสำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่จำกัด, การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์แบบ Modular เพื่อให้มีความอ่อนตัวและง่ายต่อการปรับปรุงอุปกรณ์ใหม่ๆ, การใช้ระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Stirling Engine รุ่นใหม่เพื่อยืดระยะเวลาการปฏิบัติการใต้น้ำได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องทำการ Snorke และการออกแบบระบบความปลอดภัยที่แบ่งตัวเรือภายในออกเป็นห้องผนึกน้ำ 2 ห้องที่สามารถทนความดันน้ำได้ถึงความลึก Collapse Depth คั่นด้วย Escape Chamber และอุปกรณ์ช่วยเหลือและกู้ภัยตรงกลางที่สามารถเข้าถึงได้จากทั้ง 2 ห้องผนึกน้ำ

ในขณะเดียวกันการออกแบบเรือดำน้ำ ชั้น A26 ได้มีการพัฒนาแนวความคิดใหม่เพื่อรองรับบทบาทและภารกิจที่เปลี่ยนไป ได้แก่ การขยายขนาดเรือเพื่อเพิ่มระยะปฏิบัติการให้ไกลขึ้น โดยที่ยังคงความกะทัดรัดและความคล่องตัวสำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่น้ำ ตื้นในทะเลบอลติก โดยเรือดำน้ำชั้น A26 มีความยาว 66 ม. ตัวเรือทนความดันมีความกว้าง 6.75 ม. และมีระวางขับน้ำใต้น้ำประมาณ 2,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ที่มีระวางขับน้ำใต้น้ำประมาณ 1,625 ตัน รวมถึงมีการออกแบบรูปทรงของหอบังคับการเรือเพื่อช่วยลดการสะท้อนคลื่นโซนาร์ และการเพิ่มมาตรการออกแบบต่างๆ เพื่อช่วยลดการสั่นสะเทือนและการแพร่คลื่นเสียงจากอุปกรณ์ภายในเรือ

a26-surface-main2

หอบังคับการของเรือดำน้ำชั้น A26 ถูกออกแบบให้มีรูปทรงที่ช่วยลดการสะท้อนคลื่นโซนาร์ (ภาพจาก IHS Jane’s)

การออกแบบที่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถใหม่ที่สำคัญคือการติดตั้งท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.6 ม. ยาว 6 ม. ระหว่างท่อต่อร์ปิโดหัวเรือ ที่สามารถใช้รับ-ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษได้ครั้งละ 8 คน รวมถึงสามารถใช้สำหรับยาน UUV (Unmanned Underwater Vehicle) และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย

เรือดำน้ำชั้น A26 ถูกออกแบบมาให้เป็นเรือดำน้ำที่ใช้ระบบขับเคลื่อน AIP เป็นหลัก กล่าวคือ แนวความคิดในการใช้เรือดำน้ำชั้น A26 จะใช้เพียงระบบขับเคลื่อน AIP เท่านั้นในพื้นที่ปฏิบัติการ  ซึ่งส่งผลต่อการออกแบบอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างความจุแบตเตอรี่, กำลังไฟฟ้าของระบบขับเคลื่อน AIP และขนาดของเครื่องยนต์ดีเซล โดยระบบขับเคลื่อน AIP ของเรือดำน้ำชั้น A26 จะมีกำลังไฟฟ้ามากขึ้น ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลจะมีขนาดเล็กกว่าเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าทั่วไปเพื่อใช้สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ปฏิบัติการเท่านั้น

ระบบอำนวยการรบและระบบการควบคุมเรือของเรือดำน้ำชั้น A26 จะใช้เครือข่ายข้อมูลแบบ General Management Services System (GMSS) สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีการออกแบบระบบสำรอง (Redundancy) ทั้งในส่วนของอุปกรณ์, เครือข่ายข้อมูล, ระบบประมวลผล และแหล่งพลังงานที่สามารถทำงานทดแทนกันได้ทันที (Hot Swap) หากมีความขัดข้องเกิดขึ้น นอกจากนี้การออกแบบห้องศูนย์ยุทธการยังใช้แนวความคิดใหม่ในการปฏิบัติงานร่วมกันในห้องศูนย์ยุทธการเพียงห้องเดียว ไม่มีการแยกห้องโซนาร์, ห้องวิทยุ หรือห้องควบคุมเครื่องจักร ภายในห้องศูนย์ยุทธการจะติดตั้งระบบอำนวยการรบ SESUB 960C ที่พัฒนาขึ้นเองโดยบริษัท Saab ติดตั้งบน Multi-Function Consoles (MFC) จำนวน 10 คอนโซล, คอนโซลแสดงภาพสภานการณ์รวมสำหรับนายยามยุทธการ, จอแสดงผลขนาดใหญ่ (Large Screen Display), ระบบเดินเรืออิเล็กทรอนิกส์, ระบบถือท้าย และระบบควบคุมเรือ SCMS (Ship Control and Monitoring System) โดยเรือดำน้ำชั้น A26 จะติดตั้งกล้อง Periscope แบบ Optronic Mast ที่ไม่ใช้เสาแบบเจาะทะลุตัวเรือเพียงกล้องเดียวแทนการใช้กล้อง Optical Periscope จำนวน 2 กล้อง ซึ่งกล้อง Optronic Mast สามารถแสดงภาพบนหน้าจอ MFC ได้ และช่วยให้การออกแบบห้องศูนย์ยุทธการมีความอ่อนตัวไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้หอบังคับการเรือ

เนื่องจากการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 มีช่วงเวลาใกล้เคียงกับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ทำให้สามารถใช้ระบบต่างๆ ร่วมกันได้มากกว่า 50% ช่วยลดภาระในการฝึกอบรมกำลังพล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอะไหล่และการซ่อมบำรุงอีกด้วย โดยบริษัท Saab ได้ลงทุนปรับปรุงอู่ต่อเรือ Kockums ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) และการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

 

635666242408902118-dsc-7137bjpg.jpg

บริษัท Saab ได้ลงทุนปรับปรุงขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ Kockums เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเรือ

สรุป

การที่บริษัท Kockums ถูกซื้อเป็นของ Saab ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของในวงการธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการออกแบบ, สร้าง และปรับปรุงเรือดำน้ำให้กลับเป็นของบริษัทภายในประเทศของสวีเดน ซึ่งคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่านอกจากการสร้างเรือดำน้ำรุ่นใหม่สำหรับ ทร.สวีเดนแล้ว Saab Kockums จะสามารถสร้างตลาดส่งออกเรือดำน้ำในระดับนานาชาติได้หรือไม่


เรียบเรียงจาก Sovereign Wealth: National Priorities Condition A26 Project, IHS Jane’s Navy International, October 2016, Vol 121, Issue 8