การฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การขยายตัวของกำลังเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อรองรับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีประเทศที่มีเรือดำน้ำถึง 13 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บังคลาเทศ, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เกาหลีเหนือ, ปากีสถาน, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และเวียดนาม

xapkf96

เรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ภาพจาก Naval Graphics)

นอกจากกำลังเรือดำน้ำในปัจจุบันแล้ว หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำเพิ่มเติมเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการใต้น้ำ หรือเป็นการจัดหาเรือดำน้ำใหม่เพื่อทดแทนเรือเดิม ในขณะที่บางประเทศเป็นการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นครั้งแรก ซึ่งโครงการจัดหาเรือดำน้ำในภูมิภาคมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฐานข้อมูลการวิเคราะห์ของ IHS Military & Security Assessments Data Analytics ระบุว่าปัจจุบันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีเรือดำน้ำประเภทต่างๆ ตั้งแต่เรือดำน้ำจิ๋ว (Midget Submarine) ไปจนถึงเรือดำน้ำ SSBN รวม 223 ลำ ในจำนวนนั้นเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (SSK) ถึง 129 ลำ คิดเป็น 57.8% ของจำนวนเรือดำน้ำประเภทต่างๆ ทั้งหมด และในห้วง 10 ปีข้างหน้าโครงการเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีมูลค่าสูงถึง 6 หมื่น 9 พันล้านดอลลาร์

Top-Trends-Graph-6.png

แนวโน้มการขยายตัวของการจัดหาเรือดำน้ำแบ่งตามภูมิภาค (ภาพจาก Avascent)

การขยายตัวของโครงการเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่งผลให้หลายประเทศหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาการฝึกนักเรือดำน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติการ นอกจากนี้บางประเทศยังใช้การพัฒนาการฝึกนักเรือดำน้ำเพื่อสนับสนุนการกำหนดความต้องขีดความสามารถในการจัดหาเรือดำน้ำใหม่อีกด้วย โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างการฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อเปรียบเทียบวิธีการและวัตถุประสงค์ของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกันไป

อินเดีย

ทร.อินเดียกำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kalvari (Scorpene) จำนวน 6 ลำตามโครงการ P75 โดยเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือในประเทศจากบริษัท DCNS ของฝรั่งเศส ซึ่งอินเดียมีนโยบายการพึ่งพาตนเองทั้งในส่วนของการสร้างเรือ, การซ่อมบำรุง รวมถึงการฝึกนักเรือดำน้ำด้วย เห็นได้จากการที่อินเดียได้กำหนดให้บริษัท DCNS ทำการฝึกอบรมหลักสูตรระบบการควบคุมเรือ (Platform Management System – PMS) และเครื่องถือท้าย (Steering Console) สำหรับกำลังพลรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari 2 ลำแรกในประเทศอินเดียเมื่อปี ค.ศ.2014 แทนการฝึกอบรมที่ฝรั่งเศส โดยจัดการฝึกอบรมที่บริษัท HBL Power Systems ของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตระบบ PMS และเครื่องถือท้ายสำหรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari

d920efd36abbf3869c6ca98f3abbe19b-57bedc4e177b1

INS Kalvari เป็นเรือดำน้ำลำแรกจาก 6 ลำตามโครงการ P75 (ภาพจาก Bangla Tribunes)

การฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari ในอินเดีย เป็นการดำเนินการภายใต้การควบคุมของบริษัท DCNS โดยใช้ครูฝึกจากฝรั่งเศส ร่วมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการฝึกที่รวมถึงเครื่องฝึกจำลอง (Moving Platform Simulator) ที่นอกจากจะจำลองระบบการถือท้าย, การควบคุมการดำ และการควบคุมระบบขับเคลื่อนของเรือแล้ว ยังสามารถจำลองอาการเคลื่อนไหวของเรืออีกด้วย โดยอินเดียได้เริ่มการฝึกกำลังพลรับเรือควบคู่ไปกับการสร้างเรือดำน้ำเพื่อให้กำลังพลรับเรือมีความพร้อมในการฝึกปฏิบัติในทะเลเมื่อการสร้างเรือแล้วเสร็จ

เวียดนาม

ทร.เวียดนามเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) จำนวน 6 ลำจากรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.2009 นับเป็นหนึ่งในประเทศน้องใหม่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเวียดนามได้ส่งนักเรือดำน้ำชุดแรกไปรับการฝึกที่รัสเซียเมื่อปี ค.ศ.2010 เพื่อกลับไปถ่ายทอดความรู้ให้กับกำลังพลรับเรือดำน้ำลำต่อๆ ไป โดยการฝึกอบรมกำลังพลชุดแรกที่รัสเซียแบ่งออกเป็นการฝึกอบรมภาษารัสเซียเพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษา และการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับเรือดำน้ำเป็นภาษารัสเซีย

1_73550.jpg

เรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของเวียดนาม (ภาพจาก VietTimes)

นอกจากการฝึกกำลังพลชุดแรกที่รัสเซียแล้ว ทร.เวียดนามยังได้ทำความตกลงกับ ทร.อินเดียเมื่อปี ค.ศ.2013 ในการส่งนักเรือดำน้ำเวียดนามไปรับการฝึกที่โรงเรียนเรือดำน้ำ INS Satavahana ของอินเดียอีกด้วย โดยถึงแม้ว่าเวียดนามจะเคยจัดหาเรือดำน้ำ Midget มาก่อนในช่วงทศวรรษที่ 1990 แต่ก็ยังขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติการเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างเรือดำน้ำชั้น Kilo ซึ่งเวียดนามมีความต้องการที่จะเรียนรู้จากอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในการใช้งานเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 877) ในพื้นที่ทะเลเขตร้อนมาเป็นเวลายาวนาน

มาเลเซีย

ทร.มาเลเซียส่งกำลังพลกว่า 40 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำจากประเทศต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ 1990 เพื่อเตรียมศึกษาข้อมูลสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ (คล้ายกับ ทร.ไทย ที่ส่งกำลังพลจำนวนมากเกือบ 30 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีและเกาหลีใต้เมื่อปี พ.ศ.2556 เพื่อเตรียมเริ่มโครงการเรือดำน้ำ) โดย ทร.มาเลเซียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Perdana Menteri (Scorpene) จำนวน 2 ลำจากบริษัทร่วมทุนระหว่าง DCNS ของฝรั่งเศสกับ Navantia ของสเปนเมื่อปี ค.ศ.2002 และเริ่มส่งนักเรือดำน้ำไปรับการฝึกที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.2003 และในระหว่างปี ค.ศ.2005-2009 มาเลเซียได้เช่าซื้อเรือดำน้ำ Ouessant (ชั้น Agosta 70) เพื่อทำการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำคู่ขนานไปกับการสร้างเรือ โดยการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำที่ฝรั่งเศสได้แล้วเสร็จในปี ค.ศ.2009 พร้อมกับการขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ คือ KD Tunku Abdul Rahman และ KD Tun Abdul Razak

USW_Summer_2016_1.jpg

เครื่องฝึกควบคุมการดำ Diving Control and Platform Simulator (SIMDIVE) ของ ทร.มาเลเซีย (ภาพจาก Undersea Warfare Magazine)

ทร.มาเลเซียได้เริ่มสร้างศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ (Submarine Training Center – STC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพเรือดำน้ำ Sepangar ในปี ค.ศ.2007 ประกอบด้วยห้องเรียน, ห้องปฏิบัติการ, อุปกรณ์การฝึกอบรม และเครื่องฝึกจำลองต่างๆ ได้แก่ เครื่องฝึกควบคุมการดำ (Diving Control and Platform Simulator), เครื่องฝึกเดินเรือและศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (Submarine Navigation, Combat System, Sensors and Periscope Simulator), เครื่องฝึกการป้องกันน้ำท่วม (Flood and Leak Trainer), เครื่องฝึกดับไฟ (Fire Fighting Trainer) และหอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำ (Submarine Escape Trainer) โดยในช่วงแรกยังคงมีครูฝึกจากฝรั่งเศสทำหน้าที่สนับสนุนการฝึกเพื่อสร้างครูฝึกเรือดำน้ำรุ่นแรกให้กับ ทร.มาเลเซีย

USW_Summer_2016_2.jpg

หอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำ (Submarine Escape Trainer) ของ ทร.มาเลเซีย (ภาพจาก Undersea Warfare Magazine)

ในส่วนของการฝึกหนีภัยและช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำ เมื่อปี ค.ศ.2012 ทร.มาเลเซียได้ทำสัญญาเช่าเรือกู้ภัยเรือดำน้ำ MV Mega Bakti เป็นระยะเวลา 8 ปี และได้ทำความตกลงกับ ทร.สหรัฐฯ ในการสนับสนุนยานกู้ภัยเรือดำน้ำ PRM (Pressurized Rescue Module) พร้อมด้วยอุปกรณ์ไปติดตั้งบนเรือ MV Mega Bakti ในระหว่างการฝึกหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง โดยเรือกู้ภัยเรือดำน้ำ MV Mega Bakti พร้อมด้วยยานกู้ภัย PRM ได้เข้าร่วมการฝึกนานาชาติเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.2016 คือการฝึกช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำนานาชาติ Pacific Reach ที่เกาหลีใต้

สิงคโปร์

ทร.สิงคโปร์เริ่มส่งกำลังพลไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีในช่วงทศวรรษที่ 1980 เพื่อเตรียมศึกษาข้อมูลสำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ โดย ทร.สิงคโปร์ได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Challenger (Sjöormen) จำนวน 4 ลำจากสวีเดนในปี ค.ศ.1995 และต่อมาได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น Archer (Södermanland) อีกจำนวน 2 ลำจากสวีเดนในปี ค.ศ.2005 ซึ่งกำลังพลรับเรือดำน้ำของสิงคโปร์ทั้งหมดผ่านการฝึกจาก ทร.สวีเดน (ต่างจากกำลังพลรับเรือดำน้ำเวียดนามที่ได้รับการฝึกในรัสเซียเพียงชุดแรกชุดเดียว) ในขณะเดียวกัน ทร.สิงคโปร์ได้เริ่มการฝึกนักเรือดำน้ำในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปคู่ขนานไปกับการฝึกกำลังพลรับเรือดำน้ำที่สวีเดนด้วย ภายหลังจากที่เรือดำน้ำลำแรกคือเรือ RSS Challenger เดินทางถึงสิงคโปร์ในปี ค.ศ.2001

เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) ของ ทร.สิงคโปร์ (ภาพจาก Cyberpioneer TV)

การจัดหาเรือดำน้ำชั้น Challenger จำนวน 4 ลำของ ทร.สิงคโปร์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อฝึกความคุ้นเคยกับการปฏิบัติการเรือดำน้ำ โดยในปี ค.ศ.2012 ทร.สิงคโปร์ได้เริ่มเปิดใช้เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (Submarine Command Team Trainer – SCTT) และเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (Submarine Steering and Diving Trainer – SSDT) ซึ่งเป็นเครื่องฝึกจำลองที่จัดหาจากบริษัท Rheinmetall ของเยอรมนี และต่อมาในปี ค.ศ.2015 ทร.สิงคโปร์ได้ปลดระวางประจำการเรือดำน้ำชั้น Challenger จำนวน 2 ลำ คือเรือ RSS Challenger และเรือ RSS Centurion โดยได้ทำพิธีเปิดศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ RSS Challenger ขึ้นเป็นหน่วยใหม่ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ทร.สิงคโปร์ยังได้ส่งนักเรือดำน้ำไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำในประเทศต่างๆ เช่น หลักสูตร ผบ.เรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนี และ ทร.เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

การฝึกในเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (SSDT) ของ ทร.สิงคโปร์ (ภาพจาก ทร.สิงคโปร์)

เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) ของ ทร.สิงคโปร์ เป็นระบบจำลองการทำงานของห้องศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ สำหรับฝึกการปฏิบัติการและยุทธวิธีเรือดำน้ำภายใต้สภาพแวดล้อมจำลองที่มี ความเสมือนจริง โดยมีส่วนประกอบได้แก่ ระบบอำนวยการรบ, ระบบตรวจจับทั้งโซนาร์ ESM และกล้อง Periscope, และระบบอาวุธ โดยสามารถทำการปรับเปลี่ยนระบบย่อยภายในได้เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและ สถานการณ์การฝึก ส่วนเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ (SSDT) เป็นการจำลองการทำงานของเครื่องถือท้ายเรือดำน้ำ และระบบควบคุมการดำ (Diving Station) สำหรับฝึกการดำและการควบคุมเรือดำน้ำด้านการช่างกล เช่น การควบคุมถังดำ (Main Ballast Tank), ระบบขับเคลื่อน, ระบบการถ่ายเทของเหลว และระบบอากาศอัด โดยเครื่องฝึก SSDT ติดตั้งบนฐานแท่นเคลื่อนที่ที่สามารถจำลองอาการโคลงของเรือได้ถึง +/- 60 องศา ช่วยให้สามารถฝึกการปฏิบัติงานและการแก้ไขเหตุฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถทำการฝึกได้ในเรือดำน้ำจริง โดยยังคงความสมจริงและความปลอดภัยสำหรับผู้รับการฝึก

ภาพจำลองเรือดำน้ำ Type 218SG ของสิงคโปร์ (ภาพจากบริษัท TKMS)

ปัจจุบัน ทร.สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำ Type 218SG จำนวน 2 ลำจากเยอรมนีเพื่อทดแทนเรือรุ่นเก่า โดยบริษัท ST Engineering ของสิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบอำนวยการรบร่วมกับบริษัท Atlas Elektronik ของเยอรมนี ซึ่ง ทร.สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการฝึกกำลังพลประจำเรือดำน้ำรุ่นใหม่ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

ไทย

ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใช้เครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำ (SCTT) จากบริษัท Rheinmetall ของเยอรมนี โดย ทร.ไทยได้จัดหาเครื่องฝึกดังกล่าวพร้อมกับการสร้างอาคารกองบัญชาการกองเรือดำน้ำเมื่อปี พ.ศ.2555 และได้เริ่มเปิดใช้งานเครื่องฝึกในปี พ.ศ.2557 นอกจากนี้ข้อมูลจากบริษัท Rheinmetall ยังระบุว่าเครื่องฝึก SCTT ของไทยสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องฝึกปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare Simulator – ASWS) เพื่อทำการฝึกร่วมกันในสถานการณ์การฝึกเดียวกันได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี ทร.ไทยยังไม่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเครื่องฝึก SCTT ของไทยเป็นการจำลองระบบและขีดความสามารถของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าสมัยใหม่ทั่วไป ไม่ได้เป็นการจำลองเรือดำน้ำแบบใดแบบหนึ่ง นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ.2556 ทร.ไทยยังได้ส่งกำลังพลจำนวนเกือบ 30 นายไปรับการฝึกอบรมหลักสูตรเรือดำน้ำที่เยอรมนีและเกาหลีใต้ โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดหาเครื่องฝึกและส่งกำลังพลไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศเพื่อศึกษาขีดความสามารถและยุทธวิธีของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าสมัยใหม่ สำหรับกำหนดความต้องการและเตรียมการรองรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ซึ่งปัจจุบัน ทร.ไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น S26T จำนวน 1 ลำจากจีน และได้บรรจุงบประมาณเป็นเงิน 700 ล้านบาทสำหรับโครงการเรือดำน้ำในแผนงบประมาณประจำปี 2560 แล้ว

a_246

พล.ร.อ.นริส  ประทุมสุวรรณ ผบ.กร. (ในขณะนั้น) ระหว่างตรวจเยี่ยมเครื่องฝึกศูนย์ยุทธการเรือดำน้ำเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 (ภาพจากกองทัพเรือ)

ไต้หวัน

อีกประเทศหนึ่งที่มีแนวคิดในการเครื่องฝึกเรือดำน้ำเพื่อศึกษาขีดความสามารถและเตรียมรองรับโครงการเรือดำน้ำใหม่คือไต้หวัน โดยบริษัท Ching Fu Shipbuilding ได้เปิดตัวเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำ ในงาน Kaohsiung International Maritime and Defense Exhibition เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยทางบริษัทจะเสนอเครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำให้กับ ทร.ไต้หวันเพื่อช่วยในการกำหนดความต้องการและขีดความสามารถในโครงการสร้างเรือดำน้ำในประเทศของไต้หวัน โดยเครื่องฝึกดังกล่าวประกอบด้วย ระบบควบคุมการดำ, ระบบควบคุมแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า, ระบบควบคุมระบบขับเคลื่อน และเครื่องถือท้าย โดยบริษัท Ching Fu Shipbuilding ได้ทำการพัฒนาระบบควบคุมเรือดำน้ำมาเป็นเวลา 10 ปี ร่วมกับอดีตนักเรือดำน้ำไต้หวันที่ผ่านการฝึกจากเนเธอร์แลนด์ และกำลังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอเป็นผู้ผลิตระบบควบคุมเรือดำน้ำในโครงการเรือดำน้ำใหม่ของไต้หวันต่อไป

_541.jpg

เครื่องฝึกการถือท้ายและควบคุมเรือดำน้ำของบริษัท Ching Fu Shipbuilding (ภาพจาก Up Media)

สรุป

จากแนวโน้มการขยายขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุกับเรือดำน้ำที่ปฏิบัติการในทะเลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในหนทางการป้องกันปัญหาดังกล่าวคือการฝึกนักเรือดำน้ำให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการใต้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย นอกจากนี้เครื่องฝึกเรือดำน้ำยังสามารถใช้สนับสนุนการกำหนดความต้องการและการทดสอบขีดความสามารถของเรือดำน้ำรุ่นใหม่ในโครงการจัดหาเรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนาขีดความสามารถด้านการฝึกนักเรือดำน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังเรือดำน้ำเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถโดยรวมของกำลังทางเรือในภูมิภาค


ที่มา

wp-image-765777471jpg.jpg

เมื่อเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) ปะทะเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636)

เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) กับเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของ ทร.จีน (ภาพจาก East Pendulum)

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.59 สื่อ CCTV ของทางการจีน เผยแพร่ข่าวการฝึกปราบเรือดำน้ำระหว่างเรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) กับเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) ของ ทร.จีน

โดยปกติแล้วการฝึกปราบเรือดำน้ำระหว่างเรือดำน้ำด้วยกันเองจะต้องมีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น การแบ่งพื้นที่หรือชั้นความลึกระหว่างเรือดำน้ำแต่ละลำ เนื่องจากเรือดำน้ำจะใช้โซนาร์ Passive เพียงอย่างเดียวในการตรวจจับเป้าใต้น้ำ และความเงียบของเรือดำน้ำทำให้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ตรวจจับกันไม่ได้จนอาจเกิดอุบัติเหตุชนกันได้ อย่างไรก็ดี CCTV เปิดเผยว่าการฝึกในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีการแบ่งพื้นที่หรือชั้นความลึกเพื่อให้เรือดำน้ำสามารถใช้ยุทธวิธีได้เต็มที่ (ต่างจากการฝึกของตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งเสมอ)

เรือดำน้ำที่เข้าร่วมการฝึก ได้แก่ เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) หมายเลข 326 และเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) หมายเลข 373 ซึ่งเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำสังกัดกองเรือดำน้ำที่ 32 ของกองเรือทะเลใต้ ทร.จีน

เรือดำน้ำชั้น Song (Type 039) หมายเลข 326 เป็นเรือดำน้ำ Type 039 ลำที่ 10 จากจำนวน 13 ลำของ ทร.จีน เข้าประจำการในปี ค.ศ.2006 นับเป็นเรือดำน้ำ Type 039 ลำท้ายๆ ในช่วงที่จีนกำลังพัฒนาต่อเป็นเรือดำน้ำชั้น Yuan (Type 039A)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Type 039 (ภาพจาก East Pendulum)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Type 039 (ภาพจาก East Pendulum)

ส่วนเรือดำน้ำชั้น Kilo (Project 636) หมายเลข 373 เป็นเรือดำน้ำ Project 636 ลำที่ 8 จากจำนวน 10 ลำที่ ทร.จีน จัดหาจากรัสเซีย เข้าประจำการในปี ค.ศ.2005

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 (ภาพจาก East Pendulum)

การปฏิบัติงานในเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 (ภาพจาก East Pendulum)

ข่าวจาก CCTV ระบุว่าเรือดำน้ำ Type 039 เป็นฝ่ายตรวจจับเรือดำน้ำ Kilo 636 ได้ก่อน และใช้ตอร์ปิโดที่คาดว่าจะเป็นตอร์ปิโด Yu-5 ยิงโจมตี แต่เรือดำน้ำ Kilo 636 สามารถหลบหลีกได้ และการฝึกได้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งเรือดำน้ำ Type 039 แบตเตอรี่ใกล้หมดก่อนและจำเป็นต้องทำการ Snorkel เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ โดยเรือดำน้ำ Type 039 ได้พยายามใช้ความกลมกลืนกับเรือประมงในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ แต่เรือดำน้ำ Kilo 636 สามารถแยกแยะเสียงของเรือดำน้ำได้และเป็นฝ่ายโจมตีด้วยตอร์ปิโดบ้าง

CCTV ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการฝึกเพิ่มเติม กล่าวแต่เพียงว่านอกจากเรือดำน้ำ Type 039 กับ Kilo 636 แล้ว ยังมีเรือผิวน้ำและอากาศยานปราบเรือดำน้ำเข้าร่วมการฝึกด้วย ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในการหลบหลีกการถูกตรวจจับของเรือดำน้ำ โดยมีข้อสังเกตว่าการเผยแพร่ข้อมูลการฝึกปราบเรือดำน้ำครั้งนี้จะต่างจากแนวทางที่ผ่านมาของจีนที่มักไม่เปิดเผยข้อมูลการฝึกโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ ซึ่งน่าจะมีความสอดคล้องกับการที่เวียดนามจัดหาเรือดำน้ำ Kilo 636 รุ่นใหม่จำนวน 6 ลำจากรัสเซีย โดยคาดว่าเวียดนามจะรับมอบเรือครบทั้ง 6 ลำภายในสิ้นปีนี้

ที่มา – Quand un Projet 636M affronte un Type 039

p1684442

ย้อนรอยโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 กับการรักษาขีดความสามารถด้านสงครามใต้น้ำของสวีเดน

เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.2015 สวีเดนได้ทำพิธีตัดแผ่นเหล็กเริ่มการสร้างเรือดำน้ำตามโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ซึ่งนับเป็นโครงการหลักในการพัฒนาขีดความสามารถด้านสงครามใต้น้ำของสวีเดน และเป็นหนึ่งในโครงการที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้านความมั่นของของสวีเดน

โครงการเรือดำน้ำชั้น A26 นอกจากจะเป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำของสวีเดนแล้ว ยังเป็นความพยายามของสวีเดนในการกลับเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเรือดำน้ำนานาชาติอีกด้วย โดยที่ผ่านมาสวีเดนได้พยายามทำตลาดเรือดำน้ำทั้งในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย-แปซิฟิก อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการส่งออกเรือดำน้ำของสวีเดนจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ของสวีเดน ซึ่งหลายประเทศกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสวีเดนได้ว่างเว้นจากการสร้างเรือดำน้ำมาเป็นเวลา 20 ปีเต็ม นับตั้งแต่การส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ลำสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.1996 โดยหลังจากนั้นมามีเพียงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Södermanland จำนวน 2 ลำของ ทร.สวีเดน และเรือดำน้ำชั้น Archer จำนวน 2 ลำของ ทร.สิงคโปร์ กับการพัฒนาแบบเรือดำน้ำชั้น A26

ความเป็นมาของโครงการเรือดำน้ำชั้น A26

ความพยายามในการรักษาขีดความสามารถในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำภายในบริษัทภายในประเทศของสวีเดนนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ โดยเมื่อปี ค.ศ.1999 บริษัท Kockums AB ของสวีเดนถูกขายให้กับบริษัท HDW ของเยอรมนี และต่อมาในปี ค.ศ.2005 ทั้ง HDW และ Kockums ได้ถูกควบรวมเป็นส่วนหนึ่งบริษัท ThyssenKrupp Marine Systems (TKMS) โดยบริษัท Kockums AB ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น TKMS AB อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2013

โครงการเรือดำน้ำชั้น A26 เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2005 ภายหลังการขายกิจการบริษัท Kockums ให้กับ HDW โดยเป็นผลพวงมาจากความล้มเหลวของโครงการเรือดำน้ำชั้น Viking ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1994 จากแนวคิดในการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำร่วมกับระหว่างกลุ่มประเทศ Scandinavia จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ สวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ค อย่างไรก็ดี นอร์เวย์ได้ถอนตัวจากโครงการในปี ค.ศ.2003 และเดนมาร์คได้ยกเลิกการจัดหาเรือดำน้ำในปี ค.ศ.2004 ส่งผลให้สวีเดนต้องหันไปเริ่มโครงการ Nästa Generations Ubåt (Next Generation Submarine) ในปี ค.ศ.2005 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ในที่สุด

สวีเดนเริ่มสัญญาการออกแบบรายละเอียดสำหรับเรือดำน้ำชั้น A26 ในปี ค.ศ.2009 โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการสร้างเรือได้ในปี ค.ศ.2012 และส่งมอบเรือเข้าประจำการได้ในปี ค.ศ.2019 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสวีเดนและบริษัท TKMS เริ่มเลวร้ายลงในปี ค.ศ.2013 หลังจากมีข่าวลือว่าบริษัท TKMS ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท Kockums AB ในขณะนั้น ขัดขวางการเสนอโครงการเรือดำน้ำชั้น A26 ให้กับสิงคโปร์ ส่งผลให้สิงคโปร์ทำสัญญาจัดหาเรือดำน้ำชั้น 218SG จากบริษัท HDW แทน ในขณะที่ทางการสวีเดนมองว่าโครงการเรือดำน้ำของสิงคโปร์เป็นโอกาสสำคัญในการส่งออกเรือดำน้ำชั้น A26 เนื่องจากสิงคโปร์มีประสบการณ์ต่อเนื่องกับการจัดหาเรือดำน้ำมือสองจากสวีเดนถึง 6 ลำ

a26-3.jpg

โมเดลจำลองเรือดำน้ำชั้น A26 เมื่อปี ค.ศ.2013 (ภาพจาก IHS Jane’s)

ในต้นปี ค.ศ.2014 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสวีเดนกับบริษัท TKMS ของเยอรมนีได้มาถึงจุดแตกหัก เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับราคาและเงื่อนไขในการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 จนกระทั่งสวีเดนได้ระงับการเจรจากับบริษัท TKMS และว่าจ้างให้บริษัท Saab ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำ และต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ.2014 รัฐบาลสวีเดนได้กดดันบริษัท T้hyssenKrupp Industrial Solutions ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TKMS ให้ขายกิจการบริษัท TKMS AB ในสวีเดนให้กับบริษัท Saab ทั้งหมดในวงเงิน 340 ล้านโครน (ประมาณ 1 พัน 7 ร้อยล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทของสวีเดนกลับมาเป็นเจ้าของอู่ต่อเรือดำน้ำในสวีเดนอีกครั้ง

ต่อมาในปี ค.ศ.2015 สวีเดนได้ทำสัญญาปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) จำนวน 2 ลำ มูลค่าสัญญา 2.1 ล้านโครน (ประมาณ 9 ล้านบาท) และโครงการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 จำนวน 2 ลำ มูลค่าสัญญา 7 พัน 6 ร้อยล้านโครน (ประมาณ 3 หมื่น 4 พันล้านบาท) โดยมีกำหนดส่งมอบเรือในระหว่างปี ค.ศ.2022 – 2023

การขยายบทบาทและภารกิจของเรือดำน้ำสวีเดน

รัฐบาลสวีเดนได้ทำการศึกษาเพื่อยืนยันความจำเป็นของการจัดหาเรือดำน้ำ โดยได้ข้อสรุปว่าเรือดำน้ำยังคงมีความจำเป็นต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของสวีเดน และได้ปรับลดความต้องการจำนวนเรือดำน้ำจาก 5 ลำเหลือ 4 ลำ รวมทั้งขยายขอบเขตของบทบาทและภารกิจการใช้เรือดำน้ำ ครอบคลุมการปราบเรือดำน้ำ, การต่อต้านเรือผิวน้ำ, การรักษากฎหมายและความมั่นคงทางทะเล, การปฏิบัติการพิเศษ, การต่อต้านทุ่นระเบิด และการปฏิบัติการบนพื้นท้องทะเล ซึ่งการต่อต้านทุ่นระเบิดและการปฏิบัติการบนพื้นท้องทะเลเป็นภารกิจใหม่ของเรือดำน้ำสวีเดน โดยได้มีแนวความคิดในการใช้ท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube ขนาดใหญ่สำหรับปล่อยยานล่าทำลายทุ่นระเบิดจากระยะไกล และสนับสนุนการวางอุปกรณ์และระบบตรวจจับต่างๆ บนพื้นท้องทะเล

maxresdefault.jpg

ท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube เป็นหนึ่งในขีดความสามารถใหม่ของเรือดำน้ำชั้น A26 (ภาพจาก IHS Jane’s)

พื้นที่ปฏิบัติการหลักของเรือดำน้ำชั้น A26 คือพื้นที่น้ำตื้นบริเวณทะเลบอลติก แต่ในขณะเดียวกันสวีเดนยังคงมีความต้องการใช้เรือดำน้ำชั้น A26 ในพื้นที่ปฏิบัติการอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่งผลให้นอกจากเรือดำน้ำชั้น A26 จะต้องมีขนาดกะทัดรัดและมีความคล่องตัวสูงสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่จำกัด แล้ว จะต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการในพื้นที่น้ำลึก, มีระยะปฏิบัติการที่เพียงพอ และสามารถปฏิบัติการต่อเนื่องได้เป็นเวลานานอีกด้วย

ความต้องการสุดท้ายคือการเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำชั้น A26 โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มระยะเวลาความพร้อมในการออกปฏิบัติการจาก 70% ของเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) เป็น 80% ด้วยการยืดระยะเวลาการเข้าซ่อมบำรุงในอู่แห้งจากทุก 1 ปี เป็นทุก 2 ปี และยืดระยะเวลาการเข้าซ่อมปรับปรุงใหญ่จากทุก 6 ปี เป็นทุก 8 ปี ซึ่งจะช่วยลดวงรอบของการซ่อมปรับปรุงใหญ่ลง 1 วงรอบตลอดอายุการใช้งานของเรือดำน้ำ

รายละเอียดการออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26

การออกแบบเรือดำน้ำชั้น A26 จะยังคงใช้แนวทางการออกแบบเรือดำน้ำของบริษัท Kockums ที่มีการพัฒนามากว่า 40 ปี เช่น การใช้หางเสือแบบ X-Form เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวสำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่จำกัด, การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์แบบ Modular เพื่อให้มีความอ่อนตัวและง่ายต่อการปรับปรุงอุปกรณ์ใหม่ๆ, การใช้ระบบขับเคลื่อน AIP แบบ Stirling Engine รุ่นใหม่เพื่อยืดระยะเวลาการปฏิบัติการใต้น้ำได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องทำการ Snorke และการออกแบบระบบความปลอดภัยที่แบ่งตัวเรือภายในออกเป็นห้องผนึกน้ำ 2 ห้องที่สามารถทนความดันน้ำได้ถึงความลึก Collapse Depth คั่นด้วย Escape Chamber และอุปกรณ์ช่วยเหลือและกู้ภัยตรงกลางที่สามารถเข้าถึงได้จากทั้ง 2 ห้องผนึกน้ำ

ในขณะเดียวกันการออกแบบเรือดำน้ำ ชั้น A26 ได้มีการพัฒนาแนวความคิดใหม่เพื่อรองรับบทบาทและภารกิจที่เปลี่ยนไป ได้แก่ การขยายขนาดเรือเพื่อเพิ่มระยะปฏิบัติการให้ไกลขึ้น โดยที่ยังคงความกะทัดรัดและความคล่องตัวสำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่น้ำ ตื้นในทะเลบอลติก โดยเรือดำน้ำชั้น A26 มีความยาว 66 ม. ตัวเรือทนความดันมีความกว้าง 6.75 ม. และมีระวางขับน้ำใต้น้ำประมาณ 2,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ที่มีระวางขับน้ำใต้น้ำประมาณ 1,625 ตัน รวมถึงมีการออกแบบรูปทรงของหอบังคับการเรือเพื่อช่วยลดการสะท้อนคลื่นโซนาร์ และการเพิ่มมาตรการออกแบบต่างๆ เพื่อช่วยลดการสั่นสะเทือนและการแพร่คลื่นเสียงจากอุปกรณ์ภายในเรือ

a26-surface-main2

หอบังคับการของเรือดำน้ำชั้น A26 ถูกออกแบบให้มีรูปทรงที่ช่วยลดการสะท้อนคลื่นโซนาร์ (ภาพจาก IHS Jane’s)

การออกแบบที่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถใหม่ที่สำคัญคือการติดตั้งท่อเอนกประสงค์ Flexible Payload Tube ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.6 ม. ยาว 6 ม. ระหว่างท่อต่อร์ปิโดหัวเรือ ที่สามารถใช้รับ-ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษได้ครั้งละ 8 คน รวมถึงสามารถใช้สำหรับยาน UUV (Unmanned Underwater Vehicle) และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย

เรือดำน้ำชั้น A26 ถูกออกแบบมาให้เป็นเรือดำน้ำที่ใช้ระบบขับเคลื่อน AIP เป็นหลัก กล่าวคือ แนวความคิดในการใช้เรือดำน้ำชั้น A26 จะใช้เพียงระบบขับเคลื่อน AIP เท่านั้นในพื้นที่ปฏิบัติการ  ซึ่งส่งผลต่อการออกแบบอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างความจุแบตเตอรี่, กำลังไฟฟ้าของระบบขับเคลื่อน AIP และขนาดของเครื่องยนต์ดีเซล โดยระบบขับเคลื่อน AIP ของเรือดำน้ำชั้น A26 จะมีกำลังไฟฟ้ามากขึ้น ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลจะมีขนาดเล็กกว่าเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าทั่วไปเพื่อใช้สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ปฏิบัติการเท่านั้น

ระบบอำนวยการรบและระบบการควบคุมเรือของเรือดำน้ำชั้น A26 จะใช้เครือข่ายข้อมูลแบบ General Management Services System (GMSS) สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีการออกแบบระบบสำรอง (Redundancy) ทั้งในส่วนของอุปกรณ์, เครือข่ายข้อมูล, ระบบประมวลผล และแหล่งพลังงานที่สามารถทำงานทดแทนกันได้ทันที (Hot Swap) หากมีความขัดข้องเกิดขึ้น นอกจากนี้การออกแบบห้องศูนย์ยุทธการยังใช้แนวความคิดใหม่ในการปฏิบัติงานร่วมกันในห้องศูนย์ยุทธการเพียงห้องเดียว ไม่มีการแยกห้องโซนาร์, ห้องวิทยุ หรือห้องควบคุมเครื่องจักร ภายในห้องศูนย์ยุทธการจะติดตั้งระบบอำนวยการรบ SESUB 960C ที่พัฒนาขึ้นเองโดยบริษัท Saab ติดตั้งบน Multi-Function Consoles (MFC) จำนวน 10 คอนโซล, คอนโซลแสดงภาพสภานการณ์รวมสำหรับนายยามยุทธการ, จอแสดงผลขนาดใหญ่ (Large Screen Display), ระบบเดินเรืออิเล็กทรอนิกส์, ระบบถือท้าย และระบบควบคุมเรือ SCMS (Ship Control and Monitoring System) โดยเรือดำน้ำชั้น A26 จะติดตั้งกล้อง Periscope แบบ Optronic Mast ที่ไม่ใช้เสาแบบเจาะทะลุตัวเรือเพียงกล้องเดียวแทนการใช้กล้อง Optical Periscope จำนวน 2 กล้อง ซึ่งกล้อง Optronic Mast สามารถแสดงภาพบนหน้าจอ MFC ได้ และช่วยให้การออกแบบห้องศูนย์ยุทธการมีความอ่อนตัวไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้หอบังคับการเรือ

เนื่องจากการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 มีช่วงเวลาใกล้เคียงกับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) ทำให้สามารถใช้ระบบต่างๆ ร่วมกันได้มากกว่า 50% ช่วยลดภาระในการฝึกอบรมกำลังพล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอะไหล่และการซ่อมบำรุงอีกด้วย โดยบริษัท Saab ได้ลงทุนปรับปรุงอู่ต่อเรือ Kockums ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Gotland (A19) และการสร้างเรือดำน้ำชั้น A26 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

 

635666242408902118-dsc-7137bjpg.jpg

บริษัท Saab ได้ลงทุนปรับปรุงขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ Kockums เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเรือ

สรุป

การที่บริษัท Kockums ถูกซื้อเป็นของ Saab ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของในวงการธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการออกแบบ, สร้าง และปรับปรุงเรือดำน้ำให้กลับเป็นของบริษัทภายในประเทศของสวีเดน ซึ่งคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่านอกจากการสร้างเรือดำน้ำรุ่นใหม่สำหรับ ทร.สวีเดนแล้ว Saab Kockums จะสามารถสร้างตลาดส่งออกเรือดำน้ำในระดับนานาชาติได้หรือไม่


เรียบเรียงจาก Sovereign Wealth: National Priorities Condition A26 Project, IHS Jane’s Navy International, October 2016, Vol 121, Issue 8

161101-d-mo260-0001c2

Momsen Hall หอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำของ ทร.สหรัฐฯ

อาคาร Momsen Hall หรือหอฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำของ ทร.สหรัฐฯ ตั้งชื่อตาม พล.ร.ท.Charles “Swede” Momsen (ค.ศ.1896-1967) ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกด้านอุปกรณ์การหนีภัยและการช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำของ ทร.สหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นผู้คิดค้นเครื่องช่วยหายใจ Momsen Lung สำหรับหนีภัยจากเรือดำน้ำ ตั้งอยู่ที่ศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ ในฐานทัพเรือดำน้ำ Naval Submarine Base New London ของ ทร.สหรัฐฯ ภายในอาคารประกอบด้วยหอดำน้ำลึก 37 ฟุต (ประมาณ 11 เมตร), ห้องปรับความดันบรรยากาศ และห้องเรียน สำหรับฝึกขั้นตอนการหนีภัยจาก Escape Trunk ของเรือดำน้ำ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานในเรือดำน้ำทุกคนจะต้องผ่านการฝึกนี้ รวมถึงต้องมีการฝึกทบทวนเป็นประจำด้วย

161101-D-MO260-0001c.jpg

เรือดำน้ำในปัจจุบันปฏิบัติการอยู่ใต้น้ำเป็นหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์และมีความเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติงานในเรือดำน้ำจึงต้องมีเครื่องมือและวิธีการในการหนีภัยออกจากเรือในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งถึงแม้ว่าเครื่องมือช่วยในการหนีภัยจากเรือดำน้ำสมัยใหม่จะมีความปลอดภัยกว่าในอดีตมาก แต่การหนีภัยจากเรือดำน้ำที่ติดอยู่ใต้น้ำยังคงมีความเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต และจำเป็นต้องมีการฝึกเพื่อเตรียมความพร้อมให้เกิดความปลอดภัยหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง

160922-N-HV737-001.jpg

การฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำของ ทร.สหรัฐฯ เริ่มจากการตรวจสุขภาพและการทดสอบความพร้อมของร่างกายภายใต้สภาวะความกดดันมากกว่าปกติ โดยผู้เข้ารับการฝึกจะต้องเข้าทดสอบในห้องปรับความดันบรรยากาศซึ่งจะค่อยๆ ปรับความดันเพิ่มขึ้นจนถึงความดันที่ความลึก 60 ฟุต (ประมาณ 18 ม.) เป็นเวลา 10 นาที และผู้เข้ารับการฝึกต้องสามารถทำการปรับความดันภายในหู (Valsalva Maneuver) ได้

ขั้นตอนหลังจากการทดสอบร่างกาย เป็นการอบรมภาคทฤษฎีเกี่ยวกับเวชศาสตร์ใต้น้ำเบื้องต้น ผลกระทบต่อร่างกายเมื่ออยู่ที่ความกดดันใต้น้ำที่มากกว่าปกติ และความเสี่ยงอันตรายในการหนีภัยจากเรือดำน้ำ เช่น โรคน้ำหนีบ (Decompression Sickness – DCS), ภาวะการเมาไนโตรเจน (Nitrogen Narcosis) และปอดฉีกขาด (Pulmonary Over Inflation) เป็นต้น

160922-N-HV737-002.jpg

เมื่อผู้เข้ารับการฝึกผ่านการอบรมภาคทฤษฎีแล้วจะเริ่มเข้าสู้ขั้นตอนภาคปฏิบัติ โดยในขั้นตอนแรกจะเป็นการฝึกการหายใจออกในน้ำ ซึ่งผู้รับการฝึกจะเกาะบันไดขอบสระและทำการหายใจออกใต้น้ำพร้อมกับครูฝึกเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอัตราการหายใจออกที่เหมาะสม จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการฝึกขึ้นสู่ผิวน้ำตัวเปล่า (Free Ascent) จากความลึก 15 ฟุต (ประมาณ 5 ม.) โดยผู้รับการฝึกจะเข้าไปในห้องด้านข้างถังดำน้ำที่ความลึก 15 ฟุตพร้อมเสื้อชูชีพ และน้ำจะถูกเติมเข้าในห้องจนเกือบเต็ม เมื่อประตูห้องเปิดออกไปยังถังดำน้ำผู้รับการฝึกจะออกจากห้องและลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำในถังดำน้ำทีละคน ซึ่งข้อระมัดระวังที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้คือผู้รับการฝึกจะต้องหายใจออกตลอดเวลาที่ขึ้นสู่ผิวน้ำและห้ามกลั้นหายใจโดยเด็ดขาด (ภายในถังดำน้ำจะมีครูฝึกคอยตรวจสอบว่ามีใครกลั้นหายใจหรือไม่) เนื่องจากระหว่างการขึ้นสู่ผิวน้ำอากาศในปอดจะขยายตัวตามความกดดันที่ลดลงเรื่อยๆ และหากมีการกลั้นหายใจอาจทำให้ถุงลมปอดฉีกขาดได้

160922-N-HV737-003.jpg

ภายหลังจากการฝึกขึ้นสู่ผิวน้ำตัวเปล่าที่ความลึก 15 ฟุตแล้ว จะเป็นการฝึกหนีภัยจาก Escape Trunk จำลองที่ความลึก 37 ฟุตก้นถังดำน้ำ โดยในเที่ยวแรกครูฝึกจะทำการสาธิตให้ผู้รับการฝึกดูก่อน จากนั้นผู้รับการฝึกจะสวมชุดหนีภัย SEIE MK-10 และทำการฝึกหนีภัยออกจาก Escape Trunk ที่ความลึก 37 ฟุตด้วยตนเอง ซึ่งชุดหนีภัย SEIE MK-10 สามารถใช้หนีภัยร่วมกับ Escape Trunk ที่เหมาะสมได้ถึงความลึกสูงสุด 600 ฟุต (ประมาณ 180 ม.) โดยไม่ต้องทำการพักน้ำระหว่างทางเหมือนการดำน้ำทั่วไป และชุดหนีภัยดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ผู้หนีภัยสามารถหายใจเข้า-ออกได้เป็นปกติระหว่างขึ้นสู่ผิวน้ำ (ไม่จำเป็นต้องหายใจออกอย่างเดียว) แต่ยังคงมีข้อห้ามกลั้นหายใจโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันปอดฉีก

161101-D-MO260-0001c3.jpg

ขั้นตอนการฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่การขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัย แต่รวมถึงการเอาตัวรอดบนผิวน้ำเพื่อรอความช่วยเหลืออีกด้วย โดยชุดหนีภัย SEIE MK-10 จะมาพร้อมกับแพชูชีพส่วนตัว ซึ่งผู้รับการฝึกจะต้องฝึกการใช้งานแพชูชีพดังกล่าว รวมถึงการแก้ไขข้อขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การสูบน้ำออกจากแพชูชีพ และการออกจากแพและพลิกแพกลับในกรณีที่แพชูชีพถูกคลื่นซัดจนพลิกคว่ำ เป็นต้น

การฝึกหนีภัยจากเรือดำน้ำในหอฝึกที่ Momsen Hall เป็นการฝึกความคุ้นเคยและการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมและมีครูฝึกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้รับการฝึกเกิดความมั่นใจ นำไปสู่ความปลอดภัยในการปฏิบัติหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริงในทะเล

 


ที่มา – Escape From Below: Pressurized Submarine Escape Trainer, All Hands Magazine Online, November 2016

05(3)

พาชมเรือดำน้ำ 206A ของ ทร.โคลอมเบีย

-000 (28)

ทร.เยอรมนี จัดหาเรือดำน้ำชั้น 206 จำนวน 18 ลำ ในช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูงมาก มีระวางขับน้ำ 500 ตัน ใช้โครงสร้างตัวเรือจากโลหะที่ไม่มีอำนาจแม่เหล็กที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการ ปฏิบัติการในพื้นที่น้ำตื้นบริเวณทะเลบอลติก เรือดำน้ำชั้น 206 จำนวน 12 ลำ ได้รับการปรับปรุงในช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นเรือดำน้ำชั้น 206A ประกอบด้วยการปรับปรุงระบบตรวจจับ, ระบบอาวุธ และระบบอำนวยการรบ

Kolumbianische-U-Boote-reisen-huckepack_pdaArticleWide

หลังจากที่โครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้น 206A ของ ทร.ไทยไม่ประสบความสำเร็จ ทร.โคลอมเบียซึ่งมีประสบการณ์กับเรือดำน้ำชั้น 209 จากเยอรมนีอยู่แล้ว 2 ลำเป็นเวลาหลายสิบปี ได้จัดซื้อเรือดำน้ำชั้น 206A จำนวน 4 ลำจาก ทร.เยอรมนี โดยเป็นเรือดำน้ำพร้อมใช้จำนวน 2 ลำ คือเรือดำน้ำ ARC Indomitable และ ARC Intrepid กับเรืออะไหล่จำนวน 2 ลำ โดยได้เริ่มการปรับปรุงเรือเมื่อเดือนมีนาคม 2556 ประกอบด้วยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ และการปรับปรุงระบบระบายความร้อนสำหรับการปฏิบัติงานในภูมิอากาศเขตร้อน ในขณะที่ยังคงใช้ระบบอำนวยการรบ ISUS-83 และระบบโซนาร์ CSU-83 แบบเดิม โดยเรือ ดำน้ำชั้น 206A ทั้ง 2 ลำ เสร็จสิ้นการปรับปรุงเรือเมื่อเดือนพฤจิกายน 2558 และเดินทางถึงฐานทัพเรือ ARC Bolivar ของ ทร.โคลอมเบียในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

0101

-000 (1)

เรือดำน้ำชั้น 206A มีกำลังพลประจำเรือ 24 นาย มีระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ทะเล สามารถปฏิบัติการต่อเนื่องได้ 15 วันโดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุง ตัวเรือดำน้ำมีทางเข้า-ออก 2 ทาง ประกอบด้วย Access Hatch บริเวณหัวเรือซึ่งเป็นทางเข้า-ออกหลัก และ Access Hatch บนสะพานเดินเรือสำหรับการเดินเรือบนผิวน้ำ

091(2)

097

ภายในตัวเรือแบ่งออกเป็น 4 ห้องหลัก ได้แก่ ห้องตอร์ปิโด, ห้องศูนย์ยุทธการ, ห้องควบคุมเครื่องจักร และห้องเครื่องจักร โดยห้องตอร์ปิโดติดตั้งท่อตอร์ปิโด 8 ท่อ และมีเตียง 2 ชั้นสำหรับนายทหารประทวน 16 นาย กับมีโต๊ะพับสำหรับใช้เป็นห้องรับประทานอาหารและบริเวณพักผ่อนไปในตัว ส่วนนายทหารสัญญาบัตร 6 นาย จะมีห้องพักขนาด 4 เตียงซึ่งจะต้องสลับกันใช้แบบ Hot Bunk และมีเพียงผู้บังคับการเรือเท่านั้นที่มีห้องส่วนตัว ภายในห้องตอร์ปิโดจะมีกำลังพลควบคุมระบบอาวุธปฏิบัติงานประมาณ 3-4 นาย

094(1)

ระหว่างห้องตอร์ปิโดกับห้องศูนย์ยุทธการจะมีห้องครัวและห้องน้ำซึ่งมีเพียงห้องเดียวภายในเรือ โดยเป็นทั้งห้องส้วมและห้องอาบน้ำภายในห้องเดียวกัน ส่วนห้องครัวจะเป็นมุมแคบๆ มีอุปกรณ์สำหรับทำอาหารให้กับกำลังพลประจำเรือ 24 นายทุกวัน วันละ 3 มื้อ โดยการจัดเก็บเสบียงจะกระจายไปตามห้องต่างๆ ภายในเรือให้เพียงพอสำหรับการปฏิบัติการเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

20130811_150012

ห้องถัดจากห้องตอร์ปิโด คือห้องศูนย์ยุทธการ ภายในประกอบด้วยระบบอำนวยการรบและกล้อง Periscope จำนวน 2 กล้อง แบ่งเป็นกล้อง Search Periscope สำหรับใช้ในการเดินเรือและตรวจสอบเป้าทั่วไป กับกล้อง Attack Periscope สำหรับผู้บังคับการเรือใช้ในการโจมตีเป้าเท่านั้น กล้อง Periscope สามารถหมุนได้ 360 องศารอบทิศทาง ปรับมุมกระดกก้ม-เงงยได้ ปรับการซูมขยายภาพได้ และมีเลนส์กรองแสงสำหรับปรับความสว่าง ภายในห้องศูนย์ยุทธการจะมีกำลังพลปฏิบัติงานประมาณ 6-7 นาย

20160708_121827.jpg

ห้องที่ 3 คือห้องควบคุมเครื่องจักร ทำหน้าที่ควบคุมระบบไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของเรือ ประกอบด้วย การจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ไปยังอุปกรณ์ต่างๆ และการใช้เครื่องยนต์ดีเซลในการชาร์จแบตเตอรี่, การควบคุมสภาพอากาศภายในเรือ รวมทั้งการควบคุมปริมาณของเหลวในถังต่างๆ ภายในเรือเพื่อรักษาระดับแรงลอยตัวให้คงที่ นอกจากนี้การควบคุมหางเสือและระดับความลึกของเรือจะทำจากห้องนี้ด้วย โดยมีเครื่องถือท้าย 3 เครื่อง สำหรับการควบคุมหางเสือ, หางเสือระดับท้ายเรือ และหางเสือระดับหัวเรือ ภายในห้องควบคุมเครื่องจักรจะมีกำลังพลปฏิบัติงานประมาณ 7-8 นาย

-000 (14).jpg

ห้องสุดท้ายคือห้องเครื่องจักร ประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ 2 เครื่อง, มอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนใบจักร และเครื่องจักรช่วยอื่นๆ เช่น เครื่องอัดอากาศ, ระบบหมุนเวียนอากาศภายในเรือ และระบบไฮดรอลิกส์ เป็นต้น ภายในห้องนี้จะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 40 องศาเซลเซียส และจะไม่มีกำลังพลปฏิบัติงานประจำในห้อง มีเพียงการหมุนเวียนมาตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ตามวงรอบเท่านั้น โดยในระหว่างเรือจอดที่ท่าเรือจะไม่จำเป็นต้องเดินเครื่องจักรต่างๆ ภายในเรือ แต่จะมีการเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ บนท่าเรือ เช่น ระบบไฟฟ้าและระบบปรับอากาศ เป็นต้น

09(1)

ที่มา – http://www.elsnorkel.com/2016/07/los-flamantes-206a-de-la-armada.html

20130703092343600

แนวคิดการพัฒนาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของจีนในอนาคต : สิ่งที่ยังไม่มีในเรือดำน้ำ S26T

สืบเนื่องจากการลงภาพเปรียบเทียบเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Yuan ของจีนรุ่นประมาณ 10 ปีก่อนเทียบกับเรือดำน้ำตะวันตกรุ่นอายุใกล้เคียงกันในเพจกัปตันนีโม แล้วมีบางคนทักว่าเป็นการให้ข้อมูลเปรียบเทียบแบบ “ไม่รอบด้าน” หรือ “ลำเอียง” และขอให้เปรียบเทียบเรือดำน้ำรุ่นใหม่บ้างนั้น เนื่องจากเรือดำน้ำชั้น Yuan ของจีนรุ่นล่าสุดแทบไม่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาเลย มีเพียงภาพตัวเรือภายนอกที่เห็นบริเวณ Sail มีความโค้งมนมากขึ้น จึงขอนำเอาแนวคิดการพัฒนาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของจีนในอนาคตมาเปรียบเทียบให้เห็นว่าเหมือนหรือต่างจากเรือดำน้ำค่ายตะวันตกรุ่นปัจจุบันอย่างไรแทน

2qu4wvo

ภาพแนวคิดเรือดำน้ำขนาด 3000 ตันในอนาคตของจีน (ภาพจาก Sino Defence Forum)

เวบไซต์ Sino Defence Forum เผยแพร่ภาพแนวคิดเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของจีนเมื่อปลายปี ค.ศ.2013 ซึ่งจากภาพจะเห็นข้อมูลว่าเป็นเรือดำน้ำขนาดระวางขับน้ำประมาณ 3,000 ตัน ที่มีรูปทรงตัวเรือดูทันสมัย ติดตั้งระบบ AIP ส่วนบริเวณท้ายเรือจะสังเกตเห็นว่าเป็นหางเสือแบบ X-Rudder และมีช่องสำหรับ Towed Array Sonar

1

ภาพตัวเรือภายนอกของเรือดำน้ำชั้น Yuan รุ่นใหม่ล่าสุดของจีน (ภาพจาก Sino Defence Forum)

ความคล้ายคลึงกับเรือดำน้ำชั้น Soryu ของญี่ปุ่น

ส่วนที่ดูคล้ายเรือดำน้ำชั้น Yuan รุ่นใหม่ล่าสุดในปัจจุบันคือรูปทรงของ Sail ที่ดูโค้งมน แต่ถ้าถาม Google จะบอกว่าภาพเรือดำน้ำดังกล่าวดูคล้ายเรือดำน้ำชั้น Soryu ของญี่ปุ่นมากกว่า

 

11

Google คิดว่าภาพเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของจีนเป็นเรือดำน้ำชั้น Soryu ของญี่ปุ่น (ภาพจาก Google)

 

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับรูปทรงของเรือดำน้ำชั้น Soryu จะเห็นว่าแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ตั้งแต่บริเวณโดมหัวเรือที่มี “จมูก” ไปจนถึง Sail ที่โค้งมน และหางเสือ X-Rudder กับช่อง Towed Array Sonar จนกระทั่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตในเวบไซต์ Sino Forum ว่าภาพดังกล่าวอาจเป็นภาพปลอมที่เลียนแบบเรือดำน้ำชั้น Soryu ของญี่ปุ่น

22

เปรียบเทียบความเหมือนระหว่างเรือดำน้ำ 2 แบบ (ภาพเรือดำน้ำชั้น Soryu จาก The Blueprints)

โครงสร้างเรือดำน้ำแบบตัวเรือชั้นเดียว

นอกจากความเหมือนกับเรือดำน้ำชั้น Soryu แล้ว หากเรือดำน้ำในภาพเป็นแนวคิดการออกแบบเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของจีนจริงก็พอจะตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลเพื่อศึกษาแนวโน้มการพัฒนาเรือดำน้ำของจีนได้ว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งแรกที่สังเกตได้ชัดคือข้อมูลบริเวณมุมขวาบนของภาพที่แสดงระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 3,050 ตัน กับระวางขับน้ำใต้น้ำ 3,400 ตัน ซึ่งต่างกัน 350 ตัน หรือคิดเป็น 11.5% ของระวางขับน้ำบนผิวน้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรือดำน้ำดังกล่าวเป็นเรือดำน้ำตัวเรือชั้นเดียว

ที่ผ่านมาเรือดำน้ำชั้น Ming, Song และ Yuan ของจีนใช้ต้นแบบตัวเรือ 2 ชั้นจากเรือดำน้ำชั้น Romeo ของโซเวียต และเรือดำน้ำชั้น Kilo 877/636 ของรัสเซีย ซึ่งความแตกต่างหลักของเรือดำน้ำตัวเรือ 2 ชั้น กับเรือดำน้ำตัวเรือชั้นเดียว คือขนาดของถัง Main Ballast Tank ซึ่งส่งผลต่อความแตกต่างระหว่างระวางขับน้ำบนผิวน้ำกับระวางขับน้ำใต้น้ำ โดยเรือดำน้ำตัวเรือ 2 ชั้นจะมีขนาดถัง Main Ballast Tank คิดเป็นประมาณ 25-35% ของระวางขับน้ำบนผิวน้ำ หมายความว่าระวางขับน้ำใต้น้ำของเรือดำน้ำตัวเรือ 2 ชั้น จะใหญ่กว่าระวางขับน้ำบนผิวน้ำประมาณ 25-35% ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำชั้น Kilo 636 มีระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 2,350 ตัน กับระวางขับน้ำใต้น้ำ 3,000 ตัน หรือต่างกันประมาณ 27% ในขณะที่เรือดำน้ำตัวเรือชั้นเดียวจะมีขนาดถัง Main Ballast Tank เล็กกว่า คิดเป็นประมาณ 10-15% ของระวางขับน้ำบนผิวน้ำ ตัวอย่างเช่น เรือดำน้ำ Type 209/1400 มีระวางขับน้ำบนผิวน้ำ 1,450 ตัน กับระวางขับน้ำใต้น้ำ 1,600 ตัน หรือต่างกันประมาณ 10%

1032604146.jpg

เรือดำน้ำชั้น Lada ของรัสเซีย (ภาพจาก Sputnik)

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจีนมีความต้องการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Lada หรือ Amur ซึ่งเป็นเรือดำน้ำตัวเรือชั้นเดียวรุ่นแรกของรัสเซีย แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งจากสถิติที่จีนมักจัดซื้อเรือดำน้ำรัสเซียมาก่อนที่จะผลิตเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของจีนเอง (เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Kilo 877 ก่อนจะมาเป็นเรือดำน้ำชั้น Song กับการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Kilo 636 ก่อนจะมาเป็นเรือดำน้ำชั้น Yuan) ประกอบกับภาพแนวคิดเรือดำน้ำในอนาคตของจีน สามารถสรุปได้ว่าจีนกำลังมีแนวคิดในการพัฒนาจากเรือดำน้ำตัวเรือ 2 ชั้น ที่มีความคล่องตัวต่ำกว่าเนื่องจากต้องแบกมวลน้ำทะเลในถัง Main Ballast Tank ไปกับเรือด้วยจำนวนมาก รวมถึงขนาดตัวเรือภายนอกที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มีแรงต้านน้ำเพิ่มมากขึ้น ไปเป็นเรือดำน้ำตัวเรือชั้นเดียวที่มีความคล่องตัวมากกว่า นอกจากนี้จากข้อมูลระวางขับน้ำใต้น้ำ 3,400 ตัน ในเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของจีน แสดงให้เห็นว่าขนาดและมิติภายนอกมีความใกล้เคียงกับเรือดำน้ำชั้น Yuan ในปัจจุบัน แต่การปรับไปใช้โครงสร้างตัวเรือชั้นเดียวจะช่วยให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในตัวเรือเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี เรือดำน้ำชั้น Yuan รุ่นใหม่ล่าสุดของจีนยังคงใช้โครงสร้างตัวเรือ 2 ชั้น และยังไม่มีข้อมูลว่าจีนมีความคืบหน้าในการพัฒนาเรือดำน้ำแบบตัวเรือชั้นเดียวไปมากน้อยเพียงใด แต่จากการพัฒนาเรือดำน้ำชั้น Lada ซึ่งเป็นเรือดำน้ำตัวเรือชั้นเดียวรุ่นแรกของรัสเซียตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนที่ประสบปัญหาและต้องยกเลิกการผลิตในที่สุดเพื่อไปพัฒนาแบบเรือดำน้ำชั้น Kalina แทน ซึ่งคาดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำตัวเรือชั้นเดียวไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ (ในขณะที่การออกแบบเรือดำน้ำค่ายตะวันตกในปัจจุบันใช้โครงสร้างตัวเรือชั้นเดียวกันหมดแล้ว) และจีนคงต้องใช้เวลาไม่น้อยรัสเซียคือไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่สามารถจัดซื้อเรือต้นแบบจากรัสเซียมาทำการ Reverse Engineering ได้

ระบบ AIP แบบ Fuel Cell

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของภาพแนวคิดเรือดำน้ำในอนาคตของจีนคือระบบ AIP บริเวณกลางลำ ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับภาพระบบ AIP แบบ Kristall-27E ในเรือดำน้ำชั้น Amur ของรัสเซีย ที่เป็นระบบ AIP แบบ Fuel Cell ที่ใช้การทำปฏิกริยาเคมีระหว่างก๊าซไฮโดรเจน (บรรจุขวดขนาดเล็กสีเขียวในภาพ) กับก๊าซออกซิเจน (บรรจุในรูปออกซิเจนเหลวถังขนาดใหญ่) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นแค่การลอกเลียนแบบภาพโดยไม่มีความหมายอะไร หรืออาจหมายถึงแนวคิดของจีนในการพัฒนาระบบ AIP แบบ Fuel Cell แทนการใช้ระบบ AIP แบบ Sterling Engine ที่ใช้ในเรือดำน้ำชั้น Yuan ในปัจจุบัน ซึ่งระบบ AIP แบบ Fuel Cell มีข้อดีคือใช้ปฏิกริยาเคมีแทนการสันดาป ทำให้ไม่มีส่วนเคลื่อนไหวในการแปลงพลังงานจากการเผาไหม้เป็นพลังงานกลแบบ Sterling Engine จึงมีความเงียบมากกว่า และให้ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า แต่ความยุ่งยากของระบบ AIP แบบ Fuel Cell คือการใช้เทคโนโลยีสูงกว่า และต้องมีการเก็บก๊าซไฮโดนเจนอย่างปลอดภัย ซึ่งหากมีการรั่วไหลภายในเรือดำน้ำซึ่งไม่มีการระบายอากาศก็อาจทำให้เกิดการระเบิดได้ และยังไม่มีความชัดเจนอีกเช่นกันว่าจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีระบบ Fuel Cell และการเก็บก๊าซไฮโดรเจนไปถึงขั้นไหนแล้ว รวมทั้งในขณะที่จีนกำลังพัฒนาระบบ AIP เรือดำน้ำค่ายตะวันตกก็กำลังมีแนวโน้มการพัฒนาก้าวกระโดดไปอีกขั้นในการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบลิเธียมที่ให้พลังงานมากกว่าเพื่อทดแทนการใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด เช่น เรือดำน้ำชั้น 218SG ของสิงคโปร์ หรือเรือดำน้ำบางแบบมีการใช้แบตเตอรี่ลิเธียมทดแทนระบบ AIP ไปเลย เช่น เรือดำน้ำชั้น Soryu รุ่นใหม่ของญี่ปุ่น

aip

ระบบ AIP ในภาพแนวคิดเรือดำน้ำแบบใหม่ของจีน

Russian Kristall-27E AIP

ภาพวาดระบบ Fuel Cell AIP แบบ Kristall-27E ของรัสเซีย (ภาพจาก Submarine Matters)

หางเสือแบบ X-Rudder

ข้อสังเกตสุดท้ายคือหางเสือรูปตัว X หรือ X-Rudder ซึ่งอาจเป็นการลอกแบบมาจากภาพต้นฉบับเรือดำน้ำชั้น Soryu หรืออาจเป็นแนวคิดการพัฒนาใหม่ที่ยังไม่เคยมีใช้ในเรือดำน้ำจีนมาก่อน โดยเรือดำน้ำทุกแบบของจีนในปัจจุบันใช้หางเสือรูปกากบาททางตั้งที่มีความง่ายในการใช้งาน ในขณะที่หางเสือแบบ X-Rudder จะมีมีประสิทธิภาพสูงกว่าและให้ความคล่องตัวได้ดี แต่ความยุ่งยากในการใช้งานและต้องใช้เทคโนโลยีการควบคุมที่สูงกว่า ซึ่งเรือดำน้ำที่ใช้หางเสือแบบนี้ได้แก่ เรือดำน้ำชั้น Soryu ของญี่ปุ่น, เรือดำน้ำชั้น Walrus ของเนเธอร์แลนด์, เรือดำน้ำชั้น Västergötland, Gotland และ A26 ของสวีเดน, เรือดำน้ำชั้น Collins ของออสเตรเลีย, เรือดำน้ำชั้น 212A ของเยอรมนี และเรือดำน้ำชั้น 218SG ของสิงคโปร์

rudder

เรือดำน้ำชั้น Yuan รุ่นใหม่ยังใช้หางเสือรูปกากบาททางตั้ง

สรุป

จากภาพแนวคิดการพัฒนาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของจีน มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นเพียงการนำเอาภาพเรือดำน้ำสมัยใหม่หลายๆ แบบมาตัดต่อประกอบกันตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตในเวบไซต์ Sino Defence Forum หรืออาจเป็นการแสดงแนวโน้มและทิศทางการพัฒนาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของจีนทั้งในด้านโครงสร้างตัวเรือและเทคโนโลยีภายใน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังพยายามไล่ตามเทคโนโลยีเรือดำน้ำของค่ายตะวันตกในหลายด้าน แต่จากการเปรียบเทียบเทคโนโลยีเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของจีนในปัจจุบัน (เท่าที่หาข้อมูลได้) ยังคงมีความแตกต่างกับเทคโนโลยีเรือดำน้ำตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ และคงต้องใช้เวลาอีก 10-20 ปีเป็นอย่างน้อยกว่าจะตามทันเทคโนโลยีตะวันตกในปัจจุบัน

การฝึกภาคปฏิบัติในทะเลของหลักสูตรนายทหารยามเรือดำน้ำ ทร.เยอรมนี

หลักสูตรนายทหารยามเรือดำน้ำ (Wachoffizier) เป็นหลักสูตรพื้นฐานสำหรับกำลังพลเรือดำน้ำชั้นนายทหารสัญญาบัตรของ ทร.เยอรมนี ระยะเวลาหลักสูตรประมาณ ๑ ปี ประกอบด้วยการศึกษาทฤษฎีในห้องเรียน, การฝึกในเครื่องฝึกจำลอง, การทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งการศึกษาดูงานบริษัทผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องกับระบบอำนวยการรบและระบบอาวุธของเรือดำน้ำ โดยในขั้นตอนสุดท้ายของหลักสูตรจะเป็นการฝึกภาคปฏิบัติในเรือดำน้ำจริง ซึ่งนอกจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องเรียนรู้ยุทธวิธีและการใช้อาวุธของเรือดำน้ำแล้ว ยังต้องเรียนรู้รายละเอียดทางเทคนิคของระบบภายในเรือดำน้ำทั้งหมด เช่น ระบบการดำ, ระบบไฟฟ้า, ระบบเดินเรือ และระบบความปลอดภัย รวมถึงการแก้ไขปัญหาในกรณีเกิดเหตุขัดข้องต่างๆ

01

หลักสูตรนายทหารยามเรือดำน้ำเป็นหลักสูตรที่มีความเข้มข้นสูงมาก และผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องผ่านการทดสอบในทุกขั้นตอน ทั้งการทดสอบภาคทฤษฎีในห้องเรียน, การทดสอบภาคปฏิบัติในเครื่องฝึก และการทดสอบภาคปฏิบัติในทะเลในเรือดำน้ำจริง โดยจากจำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมเริ่มต้นที่ 7 คนเมื่อปีที่แล้ว คงเหลือเพียง 5 คนที่ผ่านมาถึงขั้นตอนการฝึกปฏิบัติในทะเล ซึ่งผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบจะไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่ และไม่สามารถสมัครกลับเข้ามาเป็นกำลังพลเรือดำน้ำได้อีก

00

การฝึกภาคปฏิบัติในทะเลของหลักสูตรนายทหารยามเรือดำน้ำ ทร.เยอรมนี มีระยะเวลา 2 สัปดาห์ ประกอบด้วยเรือดำน้ำ U34  และเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ FGS Main ของ ทร.เยอรมนี กับเรือฟริเกต HDMS Peter Willemoes ของ ทร.เดนมาร์ค รวมทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ซึ่งเรือและอากาศยานทั้งหมดจะร่วมกันทดสอบว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 5 คนที่เหลือจะผ่านการคัดเลือกเป็นกำลังพลเรือดำน้ำของ ทร.เยอรมนีหรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการฝึกปราบเรือดำน้ำร่วมกันระหว่าง ทร.เยอรมนี และ ทร.เดนมาร์คอีกด้วย

สิ่งแรกที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับเมื่อลงไปฝึกในเรือดำน้ำคือแฟ้มหลักสูตร ซึ่งจะต้องนำติดตัวไปตลอดเวลา ภายในแฟ้มประกอบด้วยหัวข้อความรู้และหัวข้อการทดสอบตลอดช่วงเวลาการฝึกในทะเล โดยหัวข้อการฝึกแรกเมื่อเรือดำน้ำ U34 เดินทางถึงพื้นที่ฝึกบริเวณช่องแคบ Skagerrak ทางตอนเหนือของเดนมาร์ค คือหัวข้อการฝึกรับ-ส่งคนทางดิ่งระหว่างเรือดำน้ำกับเฮลิคอปเตอร์ หรือ “Winchex” ซึ่งนับเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากเนื่องจากเฮลิคอปเตอร์จะต้องบินลงมาต่ำใกล้เรือดำน้ำจนทำให้เกิดละอองน้ำและเสียงดังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและการติดต่อสื่อสารบนสะพานเดินเรือ โดยในการฝึกรับ-ส่งคนทางดิ่งมาทั้งการส่งคนจากเฮลิคอปเตอร์ลงมายังเรือดำน้ำ และรับคนจากเรือดำน้ำขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์ ก่อนที่จะมีการแลกตัวกลับคืนในภายหลังก่อนเสร็จสิ้นการฝึก

0304

ความยากลำบากอีกประการหนึ่งของหลักสูตรนายทหารยามเรือดำน้ำ ทร.เยอรมนี คือการบริหารจัดการเวลา ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องปฏิบัติงานตามวงรอบการปฏิบัติงานของเรือดำน้ำ โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาการเข้ายาม 6 ชม. สลับกับช่วงพัก 6 ชม. อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาพัก 6 ชม.นี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องแบ่งเวลาในการศึกษาทบทวนความรู้, การทำ “การบ้าน” ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับการเรือ, การเตรียมการทดสอบตามแฟ้มหลักสูตร, การเตรียมหัวข้อการปฏิบัติสำหรับการเข้ายามในผลัดต่อไป รวมถึงการรับประทานอาหารและเวลาที่เหลืออีกน้อยนิดสำหรับการพักผ่อน

หัวข้อการฝึกต่อมาคือการฝึกการใช้กล้อง Periscope ทางยุทธวิธี ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของนายทหารยามเรือดำน้ำ และเป็นหัวข้อสำคัญที่จะตัดสินว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะเหมาะสมที่จะเป็นกำลังพลเรือดำน้ำหรือไม่ โดยการใช้กล้อง Periscipe ทางยุทธวิธีจะเป็นการชักกล้องขึ้นระยะสั้นๆ ครั้งละไม่กี่วินาที และจะต้องสามารถคำนวณระยะและรวบรวมข้อมูลของเรือผิวน้ำในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งตัดสินใจว่าเรือลำไหนเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะชนกับเรือดำน้ำ ซึ่งเรือฟริเกต HDMS Peter Willemoes กับเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ FGS Main ได้เข้ามาร่วมในการฝึกการใช้กล้อง Periscope โดยทำการหันเลี้ยวเรือในบริเวณใกล้เคียงกับเรือดำน้ำเพื่อให้เรือดำน้ำฝึกการติดตามและคำนวณระยะเป้าด้วยสายตา

07.jpg

หลังจากการฝึกการใช้กล้อง Periscope ทางยุทธวิธี เป็นการแลกเปลี่ยนกำลังพลระหว่างเรือดำน้ำ U34 กับเรือฟริเกต HDMS Peter Willemoes และการฝึกปราบเรือดำน้ำในเวลากลางคืน ซึ่งกำลังพลจากเรือฟริเกตได้มีโอกาสสังเกตการณ์การปฏิบัติของเรือดำน้ำในระหว่างการฝึกปราบเรือดำน้ำ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งเป็นการกระชับมิตรภาพระหว่าง ทร.เยอรมนี กับ ทร.เดนมาร์ค อีกด้วย

การฝึกในช่วงปลายสัปดาห์แรกเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น การใช้กล้อง Periscope ทางยุทธวิธีในเวลากลางคืน และผู้รับการฝึกอบรมเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก) ซึ่งถึงแม้ว่าทุกคนจะรู้สึกตื่นเต้นที่ใกล้จะสิ้นสุดการฝึกในทะเลแล้ว แต่ก็ยังมีความกดดันว่าช่วงเวลาของการตัดสินว่าใครผ่านหรือไม่ผ่านหลักสูตรก็ใกล้เข้ามาเช่นเดียวกัน โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนพยายามช่วยกันทบทวนหัวข้อต่างๆ ในแฟ้มหลักสูตร ทั้งในด้านยุทธวิธี, ขั้นตอนการปฏิบัติ และความปลอดภัยเกี่ยวกับเรือดำน้ำ

06

นอกจากเรือฟริเกต HDMS Peter Willemoes กับเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ FGS Main แล้ว ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการฝึกยังมีหน่วยเข้าร่วมสนับสนุนการฝึกเพิ่มเติม ได้แก่ เรือฟริเกต FGS Brandenburg และเครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ P-3C Orion ของ ทร.เยอรมนี โดยเป็นการจำลองสถานการณ์เรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ พร้อมด้วยเครื่องบิน P-3C ร่วมกันคุ้มกันเรือ FGS Main จากการโจมตีของเรือดำน้ำ ซึ่งผู้เข้ารับฝึกการอบรมหลักสูตรนายทหารยามเรือดำน้ำจะต้องใช้ยุทธวิธีและความรู้ที่ร่ำเรียนมาตลอดช่วงเวลากว่า 10 เดือน ในการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ และเข้าโจมตีเรือ FGS Main ให้ได้

หลังจากการฝึกเข้าโจมตีเรือเสร็จสิ้นลง ก็เป็นหัวข้อการฝึกการใช้กล้อง Periscope ทางยุทธวิธีเพิ่มเติม โดยเน้นหัวข้อความปลอดภัยในการใช้กล้อง Periscope เมื่อมีเรือผิวน้ำในบริเวณใกล้เคียง แต่ในคราวนี้เรือฟริเกต HDMS Peter Willemoes ได้แยกตัวออกจากการฝึก และมีเรือฟริเกต FGS Brandenburg เข้ามาร่วมการฝึกแทน ร่วมกับเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ FGS Main ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเรือลำใหม่ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากเรือฟริเกตลำเดิม และต้องมีการปรับเปลี่ยนการตั้งค่าของกล้อง Periscope เพื่อใช้กับเรือที่เปลี่ยนไปอีกด้วย และหากมีเรือผิวน้ำลำใดลำหนึ่งเข้ามาในระยะใกล้จนเกินไป เรือดำน้ำจะต้องพร้อมที่จะดำลงไปที่ความลึกปลอดภัยอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกชน

หนึ่งในการฝึกที่สำคัญที่สุดคือการฝึกสถานการณ์ปราบเรือดำน้ำด้วยเรือดำน้ำ โดยมีเรือดำน้ำ NRP Tridente ซึ่งเป็นเรือดำน้ำ Type 209PN (Type 214) ของ ทร.โปรตุเกส เข้าร่วมการฝึก ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างมากเนื่องจากเรือดำน้ำ U34 และ NRP Tridente ต่างก็เป็นเรือดำน้ำสมัยใหม่ที่มีความเงียบมาก

ในหัวข้อการฝึกปราบเรือดำน้ำด้วยเรือดำน้ำ เรือ NRP Tridente จะใช้เส้นทางตามที่วางแผนไว้ และเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ จะต้องพยายามตรวจจับซึ่งกันและกันด้วยโซนาร์ Passive โดยฝ่ายที่ตรวจจับได้จะส่งสัญญาณจำลองการยิงตอร์ปิโดผ่านทางโทรศัพท์ใต้น้ำ (Underwater Telephone – UWT) ซึ่งในระหว่างการฝึกเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดคล้ายกับในภาพยนต์เรื่อง The Hunt for Red October ซึ่งในที่สุดแล้วเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำมีโอกาสได้ฝึกจำลองการยิงตอร์ปิโด และก่อนจะแยกย้ายกันหลังเสร็จสิ้นการฝึกก็ได้มีการเปิดเพลงผ่านโทรศัพท์ใต้น้ำ (UWT) ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อมีเรือดำน้ำมาฝึกร่วมกัน

08

การฝึกในเรือดำน้ำเป็นไปอย่างเข้มข้นสม่ำเสมอจนถึงวันสุดท้ายของการฝึก ซึ่งเป็นหัวข้อการใช้กล้อง Periscope ทางยุทธวิธี โดยผู้รับการฝึกอบรมที่มีเวลาว่างก็จะใช้เวลาในการทบทวนความรู้ในแฟ้มหลักสูตร อย่างไรก็ดี ในวันสุดท้ายของการฝึกก็มีการประกาศว่าหนึ่งในผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบและต้องถูกส่งตัวกลับ โดยมีเรือยางจากเรือพี่เลี้ยงมารับตัวขึ้นไปจากเรือดำน้ำทันที ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมอีก 4 คนที่เหลือก็ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าในช่วงเวลา 24 ชม.สุดท้ายที่เหลืออยู่จะมีใครที่ถูกส่งตัวกลับอีกหรือไม่ และความกดดันนี้จะคงอยู่จนกว่าเรือจะกลับเข้าเทียบเป็นที่เรียบร้อย แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งหมดก็รู้สึกว่าได้ผ่านหนึ่งในช่วงเวลาการทดสอบที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต ซึ่งไม่มีใครที่จะผ่านการทดสอบอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดและประสบการณ์ที่ได้รับ และสิ่งที่แน่นอนที่สุดในตอนนี้คือทุกคนพร้อมที่จะกลับเข้าฝั่งและกลับบ้านไปหาครอบครัว


ที่มา